ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5843/2543
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
บริษัทเพรนทิซ-ฮอล อิงค์ จำกัด กับพวก
โจทก์ร่วม
นายกนกชัย เพชรดาวงศ์
จำเลย
พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2521 มาตรา 32
พฤติการณ์ที่จำเลยทำซ้ำโดยถ่ายเอกสารงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมไว้หลายชุดแล้วเก็บไว้ที่ร้านค้าของจำเลยซึ่งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัย ซึ่งมีการเรียนการสอนโดยใช้หนังสือของโจทก์ร่วมและมีโอกาสที่จำเลยจะขายเอกสารที่ทำซ้ำขึ้นแก่นักศึกษาได้สะดวก เป็นการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมโดยการถ่ายสำเนาเอกสารจำนวน 43 ชุดไว้เพื่อขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขายอันเป็นการที่จำเลยทำซ้ำขึ้นเองเพื่อการค้าและแสวงหาประโยชน์จากการขายสำเนางานที่จำเลยทำซ้ำขึ้นมา มิใช่การรับจ้างถ่ายเอกสารจากนักศึกษาที่ต้องการได้สำเนางานที่เกิดจากการทำซ้ำไปใช้ในการศึกษาวิจัยอันเป็นเหตุยกเว้นมิให้ถือว่าการทำซ้ำของจำเลยเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มาตรา 32(1) แต่อย่างใด
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า ผู้เสียหายทั้งสามเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมหนังสือรวมห้าเล่ม โดยหนังสือทั้งห้าเล่มดังกล่าวเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นภาคีอนุสัญญากรุงเบอร์นว่าด้วยการคุ้มครองงานวรรณกรรมและศิลปกรรม ซึ่งเป็นอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์ที่ประเทศไทยร่วมเป็นภาคีด้วยตามประกาศกระทรวงพาณิชย์เรื่อง การกำหนดรายชื่อประเทศภาคีแห่งอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองลิขสิทธิ์หรืออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของนักแสดง จำเลยได้ละเมิดลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมของผู้เสียหายทั้งสามดังกล่าวโดยการทำสำเนาด้วยเครื่องถ่ายเอกสารจากต้นฉบับหนังสือทั้งห้าเล่มของผู้เสียหายดังกล่าวบางบท อันเป็นการทำซ้ำเพื่อการค้าในส่วนอันเป็นสาระสำคัญ โดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทำงานขึ้นใหม่และโดยไม่ได้รับอนุญาตจากผู้เสียหายทั้งสาม ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 4, 6, 8, 15, 27, 61, 69, 75, 76, 78ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33 และให้เอกสารอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 43 ชุด ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ และริบเครื่องถ่ายเอกสารของกลางจำนวน 3 เครื่องกับให้จ่ายเงินค่าปรับกึ่งหนึ่งแก่เจ้าของลิขสิทธิ์
จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา ผู้เสียหายที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางอนุญาต
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
โจทก์ร่วมทั้งสามอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่าโจทก์ร่วมทั้งสามเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมหนังสือ 5 เล่มตามฟ้อง จำเลยประกอบกิจการรับจ้างถ่ายเอกสาร เย็บเล่มและเข้าปกหนังสือมีสถานประกอบการอยู่ติดกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยดังกล่าวใช้หนังสือซึ่งเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามในการให้การศึกษาแก่นักศึกษาของมหาวิทยาลัย จำเลยได้ทำซ้ำงานบางส่วนของหนังสือทั้งห้าเล่มโดยจัดทำเป็นเอกสารจำนวน 43 ชุด ปรากฏตามรายการชื่อเจ้าของลิขสิทธิ์ชื่อหนังสืออันเป็นงานวรรณกรรม จำนวนบททั้งหมดของหนังสือ จำนวนบทที่จำเลยทำซ้ำและจำนวนชุดที่จำเลยทำซ้ำเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1งานวรรณกรรมอันเป็นวัตถุที่มีการละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 5 เล่มและบัญชีของกลางคดีอาญา
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามว่า การที่จำเลยทำซ้ำงานวรรณกรรมหนังสือ 5 เล่มของโจทก์ร่วมแต่ละคนนั้นเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมเพื่อการค้า โดยไม่มีเหตุอันเป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32 หรือไม่ โจทก์ร่วมทั้งสามอุทธรณ์ว่าการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสาม มิใช่การรับจ้างทำซ้ำโดยถ่ายสำเนาเอกสารจากนักศึกษาที่ว่าจ้างจำเลยให้ทำซ้ำขึ้นเพื่อการศึกษาวิจัยโดยไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของโจทก์ร่วมทั้งสาม และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร อันถือเป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์แต่อย่างใด ปัญหานี้โจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามมีนายสุรชัย สิริวัฒนาพาทเบิกความเป็นพยานว่า พยานได้รับมอบอำนาจช่วงจากนางจริยา เปรมปราณีรัชต์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์ร่วมทั้งสาม ให้พยานมีอำนาจแจ้งความร้องทุกข์ให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีแก่ผู้กระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสาม ก่อนที่จะมีการจับกุมจำเลย พยานสืบทราบการกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ของจำเลยจึงแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจจนมีการจับกุมจำเลย โดยพยานได้ร่วมไปกับเจ้าพนักงานตำรวจในการตรวจค้นจับกุมจำเลยด้วย และในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการตรวจค้นจับกุมจำเลยนั้น นายสุรชัยกับร้อยตำรวจตรีชวลิต ชวลิตพงศ์พันธุ์ เจ้าพนักงานตำรวจที่ไปตรวจค้นจับกุมจำเลยก็เบิกความสอดคล้องต้องกันว่า ในวันที่ 3 ธันวาคม 2541 เจ้าพนักงานตำรวจได้ขอหมายค้นจากศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและไปตรวจค้นที่ร้านค้าของจำเลย พบเอกสารที่มีการทำซ้ำโดยการถ่ายสำเนาหนังสือของโจทก์ร่วมทั้งสามรวม 43 ชุดตามเอกสารหมาย จ.23 จำเลยรับว่ามีเอกสารดังกล่าวไว้เพื่อขายแก่นักศึกษาและบุคคลทั่วไป นายสุรชัยจึงยืนยันให้ร้อยตำรวจตรีชวลิตจับกุมจำเลย ร้อยตำรวจตรีชวลิตแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นด้วยการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์เพื่อขาย เสนอขาย หรือมีไว้เพื่อขาย จำเลยให้การรับสารภาพ จึงยึดเอกสารที่ทำซ้ำตามเอกสารหมาย จ.23ทั้ง 43 ชุด พร้อมด้วยเครื่องถ่ายเอกสาร 3 เครื่อง ซึ่งจำเลยรับว่าได้ใช้เครื่องถ่ายเอกสารดังกล่าวในการถ่ายเอกสารที่ทำซ้ำตามเอกสารหมาย จ.23 เป็นของกลางและทำบันทึกการตรวจค้นจับกุมไว้ตามเอกสารหมาย จ.25 และโจทก์กับโจทก์ร่วมทั้งสามยังมีพันตำรวจตรีหญิงสมจิตร สาคร พนักงานสอบสวนเบิกความเป็นพยานสนับสนุนว่า ชั้นสอบสวนพยานแจ้งข้อหาแก่จำเลยว่าละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อการค้า โดยการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อขาย เสนอขายหรือมีไว้เพื่อขาย จำเลยให้การรับสารภาพและจำเลยให้การด้วยว่าจำเลยประกอบอาชีพรับจ้างถ่ายเอกสารมา 3 ปี ส่วนการละเมิดลิขสิทธิ์งานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมได้ทำมาแล้ว 1 เดือนเศษ รายละเอียดปรากฏตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาเอกสารหมาย จ.29 จากพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามดังกล่าว เห็นได้ว่า จำเลยทำซ้ำโดยถ่ายเอกสารงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามไว้หลายชุดแล้วเก็บไว้ที่ร้านค้าของจำเลยซึ่งอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ซึ่งมีการเรียนการสอนโดยใช้หนังสือของโจทก์ร่วมทั้งสาม พฤติการณ์เช่นนี้ย่อมมีโอกาสที่จำเลยจะขายเอกสารที่จำเลยทำซ้ำขึ้นมาดังกล่าวแก่นักศึกษาได้สะดวกทั้งในชั้นจับกุมและสอบสวนจำเลย ซึ่งกระทำในวันเดียวกัน จำเลยก็ให้การรับสารภาพว่าทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อขาย เสนอขาย หรือมีไว้เพื่อขาย พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามสอดคล้องต้องกันและมีเหตุผล มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่าจำเลยทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามตามเอกสารหมาย จ.23 โดยการถ่ายสำเนาเอกสารจำนวน 43 ชุดไว้เพื่อขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขาย อันเป็นการที่จำเลยทำซ้ำขึ้นเองเพื่อการค้าและแสวงหาประโยชน์จากการขายสำเนางานที่จำเลยทำซ้ำขึ้นมา มิใช่การรับจ้างถ่ายเอกสารจากนักศึกษาที่ต้องการได้สำเนางานที่เกิดจากการทำซ้ำไปใช้ในการศึกษาวิจัย อันเป็นเหตุยกเว้นมิให้ถือว่าการทำซ้ำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 32(1) แต่อย่างใดที่จำเลยอ้างว่าจำเลยทำซ้ำงานดังกล่าวตามที่ได้รับการว่าจ้างจากนักศึกษาให้ถ่ายเอกสารให้นั้น หากเป็นจริงและจำเลยมีหลักฐานเกี่ยวกับการรับจ้างถ่ายเอกสารจากนักศึกษาตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 จริง ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนจำเลยย่อมสามารถให้การปฏิเสธโดยอ้างข้อเท็จจริงดังกล่าวพร้อมทั้งแสดงหลักฐานเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 ต่อเจ้าพนักงานตำรวจผู้จับกุมและพนักงานสอบสวนได้ทันที แต่จำเลยหาได้กระทำไม่ กลับให้การรับสารภาพตลอดมาทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน และเพิ่งจะนำเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.3 มาอ้างเป็นหลักฐานในภายหลังเมื่อถูกฟ้องคดีนี้แล้วอันเป็นข้อพิรุธ ทั้งข้อความตามเอกสารดังกล่าวก็ไม่ปรากฏชัดว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับการรับจ้างนักศึกษาถ่ายเอกสารที่จำเลยทำซ้ำขึ้นจริงหรือไม่ อย่างไรนอกจากนี้จำเลยยังไม่สามารถนำผู้ที่จำเลยอ้างว่าเป็นผู้ว่าจ้างจำเลยให้ถ่ายเอกสารมาเบิกความเป็นพยานจำเลยได้แม้แต่รายเดียว คงมีแต่คำเบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ ของจำเลยเพียงปากเดียว จึงไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสามได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องจริงที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ร่วมทั้งสามฟังขึ้น"
พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537มาตรา 27(1), 69 วรรคสอง ให้ปรับจำเลย 100,500 บาท จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 67,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 สำเนาหนังสือของกลางที่เกิดจากการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของโจทก์ร่วมแต่ละคนให้ตกเป็นของเจ้าของลิขสิทธิ์ ส่วนเครื่องถ่ายเอกสารของกลาง 3 เครื่องให้ริบ และให้จ่ายเงินค่าปรับที่ได้ชำระตามคำพิพากษาจำนวนกึ่งหนึ่งให้แก่เจ้าของลิขสิทธิ์
(ยงยศ นิสภัครกุล-ทวีชัย เจริญบัณฑิต-ยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
(1) ภายใต้กฎหมายของประเทศต่าง ๆ การใช้ที่เป็นธรรม (fairuse) หรือการจัดการที่เป็นธรรม (fairdealing) เป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่สำคัญประการหนึ่ง กฎหมายกำหนดให้บุคคลทั่วไปมีสิทธิพิเศษที่จะใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ โดยไม่ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของลิขสิทธิ์หากการใช้นั้นเป็นการใช้ที่เป็นธรรม การใช้ที่เป็นธรรมเป็นข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะสร้างดุลยภาพระหว่างการปกป้องผลประโยชน์อันชอบธรรมของเจ้าของลิขสิทธิ์และการรักษาประโยชน์ของสาธารณชนในอันที่จะใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ ซึ่งหลักการว่าด้วยดุลยภาพนี้เป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายลิขสิทธิ์ของทุกประเทศ โดยมีความมุ่งหมายที่จะส่งเสริมให้เกิดการสร้างงานที่มีคุณค่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมและให้สังคมสามารถใช้งานนั้นได้โดยไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของผู้สร้างสรรค์งาน การกระทำลักษณะหนึ่งที่กฎหมายถือว่าเป็นการใช้ที่เป็นธรรมได้แก่ การใช้งานอันมีลิขสิทธิ์ในการศึกษามาตรา 32 วรรคสอง (1) ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 บัญญัติว่า "การวิจัยหรือศึกษางานนั้นอันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร" เป็นการกระทำที่ไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เจตนารมณ์ของข้อยกเว้นนี้คือเพื่อให้ครูอาจารย์นักวิชาการนิสิตนักศึกษาและบุคคลทั่วไปสามารถใช้ประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์เพื่อศึกษาหาความรู้จากงานนั้น หรือใช้งานนั้นเพื่อสร้างงานขึ้นมาใหม่ (2) ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.326/2542 คดีหมายเลขแดงที่ อ.784/2542 ว่า การจะเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา 32วรรคสอง (1) จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ 3 ประการ ดังนี้ เป็นการกระทำเพื่อการวิจัยหรือศึกษางานนั้น การกระทำนั้นมิได้เป็นการกระทำเพื่อหากำไร และ การกระทำนั้นไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร (3) สำหรับหลักเกณฑ์ประการแรก จากคำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง คำว่า "วิจัย" หมายความถึงการค้นคว้าเพื่อหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนตามหลักวิชา ส่วนคำว่า "ศึกษา" ได้แก่การเล่าเรียน ฝึกฝนและอบรม ดังนั้น การวิจัยหรือศึกษาจึงมีความหมายกว้างรวมถึงกรณีที่บุคคลศึกษาเรียนรู้งานอันมีลิขสิทธิ์เพื่อหาความรู้เป็นส่วนตัวและศึกษางานเพื่อสร้างงานขึ้นใหม่ ดังนั้น การทำสำเนางานวรรณกรรมอันเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น เพื่อนำไปใช้อ่านหรือใช้ประกอบการเรียนในชั้นเรียนเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ย่อมเป็นการกระทำที่อยู่ในความหมายของการวิจัยหรือศึกษางานนั้นตามมาตรา 32 วรรคสอง (1) ข้อเท็จจริงในคำพิพากษานี้ มิได้เกี่ยวกับการทำสำเนางานอันมีลิขสิทธิ์เพื่อใช้ในการวิจัยหรือศึกษางานนั้นโดยตรง หากแต่เป็นการทำสำเนางานเพื่อให้ผู้อื่นใช้เพื่อการดังกล่าว ปัญหาว่าการรับจ้างถ่ายเอกสาร เย็บเล่มและเข้าปกหนังสือ ให้แก่นักศึกษาเพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย จะถือว่าเป็นการใช้ที่เป็นธรรมหรือไม่ซึ่งทั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและศาลฎีกา ได้วินิจฉัยโดยสอดคล้องกันไปในแนวทางว่าผู้รับจ้างถ่ายเอกสารให้แก่บุคคลอื่นเพื่อการวิจัยหรือศึกษางานนั้น สามารถอ้างหลักการใช้ที่เป็นธรรมตามข้อยกเว้นนี้ได้ เช่นเดียวกับผู้ที่ทำสำเนางานเพื่อการวิจัยหรือศึกษางานนั้นโดยตนเอง อย่างไรก็ดี ศาลฎีการับฟังข้อเท็จจริงในคดีนี้แตกต่างจากศาลชั้นต้นโดยศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า จำเลยกระทำการดังกล่าวด้วยการรับจ้างนักศึกษาทำสำเนางาน ส่วนศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยมิใช่การรับจ้างถ่ายเอกสาร หากแต่เป็นการทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ไว้เพื่อขาย เสนอขาย และมีไว้เพื่อขาย ซึ่งเป็นการกระทำเพื่อการค้าและหากำไรจากการขายสำเนางานที่จำเลยทำซ้ำขึ้นมา ซึ่งถ้าหากจำเลยสามารถแสดงพยานหลักฐานพิสูจน์ให้เห็นว่า เอกสารที่จำเลยทำสำเนาเป็นเอกสารเกี่ยวกับการรับจ้างถ่ายเอกสาร ศาลฎีกาก็คงจะพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์เป็นแน่ (4) ประเด็นที่ควรพิจารณาคือ เพราะเหตุใดการทำซ้ำงานเพื่อนำสำเนางานออกจำหน่ายจึงเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และเหตุใดการรับจ้างนักศึกษาทำสำเนางานเพื่อให้นักศึกษานำสำเนางานที่เกิดจากการทำซ้ำไปใช้ในการศึกษาวิจัยจึงเป็นการใช้ที่เป็นธรรม เหตุที่การทำซ้ำงานไว้เพื่อแสวงหาประโยชน์จากการจำหน่ายสำเนางานเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ก็เนื่องจากการกระทำดังกล่าวมีลักษณะเป็นการใช้สิทธิเด็ดขาดที่กฎหมายสงวนไว้สำหรับเจ้าของลิขสิทธิ์ กฎหมายคุ้มครองผู้สร้างสรรค์งานด้วยการให้เจ้าของงานมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียว (exclusiverights) ที่จะทำซ้ำหรือดัดแปลงงานเพื่อจำหน่ายหรือแสวงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ บุคคลทั่วไปไม่อาจกระทำการที่เป็นการล่วงละเมิดสิทธิเด็ดขาดที่เจ้าของลิขสิทธิ์มีตามกฎหมาย การทำสำเนางานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่นเพื่อนำออกจำหน่าย มีลักษณะเป็นการแทรกแซงโดยตรงต่อสิทธิในทางเศรษฐกิจของเจ้าของลิขสิทธิ์เนื่องจากเป็นการค้าขายแข่งขันกับเจ้าของ แต่การรับจ้างผู้อื่นทำสำเนางานนั้นมีลักษณะที่ต่างออกไป ผู้รับจ้างทำสำเนามิได้กระทำการในลักษณะที่เป็นการรบกวนโดยตรงต่อการใช้สิทธิเด็ดขาดของเจ้าของลิขสิทธิ์ อย่างไรก็ดี แม้การรับจ้างทำสำเนาอาจมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อการวิจัยหรือศึกษางาน แต่ผู้รับจ้างจะอ้างการใช้ที่เป็นธรรมได้ก็ต่อเมื่อการรับจ้างทำสำเนานั้นมิใช่การกระทำเพื่อหากำไรและเป็นการกระทำที่ไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร ดังจะได้กล่าวถึงต่อไป (5) พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำสำเนางานเพื่อให้ผู้อื่นทำการวิจัยหรือศึกษาอยู่สองมาตรา ได้แก่ มาตรา 36 วรรคสอง (7)และมาตรา 34(2) กรณีแรกเกี่ยวกับการทำสำเนางานโดยผู้สอนหรือสถาบันการศึกษาเพื่อแจกจ่ายหรือจำหน่ายแก่ผู้เรียน โดยไม่ได้กระทำเพื่อหากำไรส่วนกรณีที่สองเกี่ยวกับการที่บรรณารักษ์ห้องสมุดทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการวิจัยหรือการศึกษา เมื่อกฎหมายมีบทบัญญัติเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้เป็นการเฉพาะแล้วจึงมีปัญหาว่าบุคคลที่ทำสำเนางานเพื่อให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ในการวิจัยหรือการศึกษาที่มิใช่สองกรณีดังกล่าว จะอ้างการใช้ที่เป็นธรรมได้หรือไม่ การตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดว่า เฉพาะแต่การทำสำเนางานเพื่อให้ผู้อื่นใช้ประโยชน์ในการวิจัยหรือการศึกษาโดยผู้สอนหรือสถาบันการศึกษาหรือโดยบรรณารักษ์ห้องสมุดเท่านั้น ที่เข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์จะก่อให้เกิดปัญหามากทั้งนี้เพราะในประเทศไทย การทำสำเนางานมักจะมีลักษณะเป็นการจ้างตามสัญญาจ้างทำของ เช่น จ้างร้านถ่ายเอกสารหรือจ้างเจ้าหน้าที่ห้องสมุดให้ทำสำเนางาน ซึ่งแตกต่างไปจากในต่างประเทศที่มักจะไม่มีการให้บริการถ่ายเอกสาร ผู้ที่ต้องการทำสำเนาเอกสารต้องทำสำเนาด้วยตนเอง ด้วยการซื้อบัตรถ่ายเอกสารจากผู้ให้บริการเครื่องถ่ายเอกสารอีกทีหนึ่ง (6) ในความเป็นจริง ผลกระทบต่อสิทธิของเจ้าของลิขสิทธิ์จากการที่นักศึกษาทำสำเนางานสำหรับการวิจัยหรือศึกษางานนั้นโดยตนเองกับผลกระทบจากการที่ผู้รับจ้างเป็นผู้ทำสำเนาเพื่อให้ผู้อื่นใช้ในการวิจัยหรือศึกษา หาได้มีความแตกต่างกันแต่ประการใดไม่ ผู้รับจ้างถ่ายเอกสารมีฐานะเสมือนเป็นตัวแทนของนักศึกษา ดังนั้น หากการกระทำของนักศึกษาไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว การกระทำของร้านถ่ายเอกสารก็ไม่ควรเป็นการทำละเมิดเช่นเดียวกัน คำพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ตัดสินไว้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อสภาพเศรษฐกิจสังคมของประเทศโดยเฉพาะในการวินิจฉัยว่าร้านถ่ายเอกสารมีฐานะเสมือนเป็นเครื่องมือหรือตัวแทนในการถ่ายเอกสารหรือในการทำสำเนาของนักศึกษา และข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ที่ใช้กับนักศึกษาย่อมสามารถใช้กับร้านค้าได้ด้วย เพราะหากตีความว่าเฉพาะแต่ผู้ที่ต้องการวิจัยหรือศึกษางานเท่านั้นที่มีสิทธิอ้างการใช้ที่เป็นธรรม ก็จะทำให้ผู้รับจ้างถ่ายเอกสารมีความผิดตามกฎหมายลิขสิทธิ์และจะส่งผลให้ธุรกิจรับจ้างถ่ายเอกสารซึ่งเป็นธุรกิจที่แพร่หลายและสร้างงานแก่คนไทยจำนวนมากต้องสูญสิ้นไปในที่สุด (7) หลักเกณฑ์ประการที่สองของการใช้ที่เป็นธรรมตามมาตรา 22 วรรคสอง (1) ได้แก่ การกระทำนั้นมิได้เป็นการกระทำเพื่อหากำไร เมื่อผู้รับจ้างถ่ายเอกสารสามารถอ้างการกระทำเพื่อวิจัยหรือศึกษางานนั้นได้ปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปคือการรับจ้างถ่ายเอกสารหรือทำสำเนางานโดยร้านถ่ายเอกสารเป็นการกระทำเพื่อหากำไรหรือไม่ สำหรับนักศึกษา การทำสำเนางานก็เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอนในชั้นเรียนอันมิได้มีความมุ่งหมายเพื่อหากำไร หากแต่กระทำเพื่อแสวงหาความรู้ให้แก่ตนเองกรณีย่อมแตกต่างไปหากการทำสำเนานั้นได้กระทำโดยองค์กรธุรกิจ เช่น การทำสำเนางานอันมีลิขสิทธิ์โดยบริษัทแห่งหนึ่งเพื่อนำสำเนางานนั้นไปใช้ประโยชน์สำหรับการวิจัยหรือศึกษาตลาดของสินค้า เป็นต้น อย่างไรก็ดี มีนักวิชาการหลายท่านให้ความเห็นในทำนองว่าการกระทำใดจะมีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อหากำไรหรือไม่นั้น มิได้ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้ทำการวิจัยหรือศึกษางาน หากแต่ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการวิจัยหรือศึกษาเป็นสำคัญ ซึ่งตามความเห็นนี้ การกระทำเพื่อการวิจัยหรือศึกษางานโดยองค์กรธุรกิจ ก็อาจเป็นการใช้ที่เป็นธรรมได้หากการวิจัยหรือศึกษางานนั้นมิได้มีความมุ่งหมายเพื่อหากำไร สำหรับการกระทำของร้านถ่ายเอกสารที่รับจ้างทำสำเนางานจะเป็นการกระทำเพื่อหากำไรหรือไม่นั้น คงต้องดูที่วัตถุประสงค์ของการจ้างเป็นสำคัญ คำพิพากษาของทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้ให้เหตุผลไว้อย่างน่ารับฟังว่า "การรับจ้างถ่ายเอกสารมีลักษณะเป็นการแบ่งสรรแรงงาน โดยมิต้องให้นักศึกษาแต่ละคนทำการถ่ายเอกสารคนละหนึ่งชุด ผู้รับจ้างถ่ายเอกสารให้บริการแก่นักศึกษาในลักษณะทางการค้า โดยคิดค่าแรง ค่าเครื่องถ่ายเอกสารและค่ากระดาษ อันเป็นการกระทำการตามสัญญาจ้าง และค่าตอบแทนที่ได้ก็เป็นสินจ้าง ซึ่งเป็นค่าตอบแทนที่ได้จากการทำงานตามสัญญามิใช่กำไรที่เกิดจากการทำสำเนางานอันมีลิขสิทธิ์" ในกรณีเช่นนี้อาจเปรียบเทียบได้กับการที่นักการของมหาวิทยาลัย ทำสำเนางานอันมีลิขสิทธิ์เพื่อให้อาจารย์ใช้เพื่อการวิจัยหรือการศึกษานักการซึ่งได้ค่าจ้างจากมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นการตอบแทนการทำงานของตนก็มิได้ทำสำเนางานเพื่อหากำไร (8) หลักเกณฑ์ประการสุดท้ายของมาตรา 32 วรรคสอง (1) คือ การรับจ้างถ่ายเอกสารเป็นการกระทำที่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควรหรือไม่ ปัจจัยที่ศาลต่างประเทศใช้ประกอบการพิจารณาในเรื่องนี้ มีอยู่หลายประการด้วยกัน รวมทั้งลักษณะของงานอันมีลิขสิทธิ์ คุณค่าของงานนั้น และปริมาณหรือสัดส่วนของงานที่มีการทำซ้ำ รวมทั้งพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวได้ทำให้การขายและผลกำไรของเจ้าของงานลดลงหรือไม่ ลอร์ดเด็นนิ่ง (LordDenningMR) นักนิติศาสตร์คนสำคัญของประเทศอังกฤษได้แสดงความเห็นในเรื่องนี้ไว้ในคดี HubbardvVosper([1972]2WLR394) ว่า "การพิจารณาว่าการกระทำใดเป็นการกระทำที่เป็นธรรม จะต้องคำนึงถึงขีดระดับ (degree) ของการกระทำเป็นสำคัญ กล่าวคือ พิจารณาว่าส่วนที่มีการลอกเลียนนั้นเมื่อรวมกันทั้งหมดแล้วคิดเป็นปริมาณที่มากหรือไม่หากเป็นปริมาณมาก จึงพิจารณาต่อไปถึงลักษณะของการใช้ ว่าเป็นการใช้เพื่อถ่ายทอดข้อความหรือข้อสนเทศในลักษณะเดียวกับเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่หากการใช้นั้นได้กระทำในลักษณะที่เป็นคู่แข่งกับเจ้าของลิขสิทธิ์ การกระทำดังกล่าวย่อมไม่เป็นธรรม" (9) ปริมาณหรือสัดส่วนของงานที่มีการทำสำเนา เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อการพิจารณาการใช้ที่เป็นธรรม ในต่างประเทศกลุ่มเจ้าของลิขสิทธิ์ต่าง ๆได้ทำความตกลงกำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการใช้ที่เป็นธรรมขึ้น เช่นกำหนดว่าในกรณีหนังสือหรือตำรา การที่จะเป็นการใช้ที่เป็นธรรมจะต้องเป็นการทำสำเนาไม่เกินร้อยละ 5 หรือร้อยละ 10 ของงานทั้งหมด หรือไม่เกิน 1 บทของหนังสือและต้องเป็นการทำสำเนาไม่เกิน 1 ชุด เป็นต้น หรือกรณีบทความในวารสารการทำสำเนางานจะกระทำได้เพียงไม่เกิน 1 บทความจากบทความทั้งหมดที่มีอยู่ในวารสารนั้น และทำสำเนาได้เพียง 1 ชุด เป็นต้น มีข้อสังเกตว่า หลักเกณฑ์ที่กล่าวมานี้ เป็นแต่เพียงแนวปฏิบัติ (guidelines) ที่กำหนดขึ้นโดยภาคเอกชนที่ไม่มีผลบังคับเป็นกฎหมาย และไม่ผูกพันศาลให้ต้องวินิจฉัยตาม ในคดีนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางและศาลฎีกามิได้กำหนดหลักเกณฑ์ว่า การทำสำเนางานในปริมาณและสัดส่วนเท่าใด จึงจะถือว่าเป็นการใช้ที่เป็นธรรม เพียงแต่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้วินิจฉัยว่า "งานที่ทำซ้ำจำนวน 43 ชุด เป็นการทำซ้ำจากหนังสือ OrganizationalBehavior จำนวน 5 บท คิดเป็นร้อยละ 25 ของหนังสือทั้งเล่ม จำนวน 20 ชุด และทำซ้ำจากหนังสือ EnvironmentalScience จำนวน 5 บทคิดเป็นร้อยละ 20.83 ของหนังสือทั้งเล่ม จำนวน 19 ชุด" ถือเป็นการกระทำพอสมควรเพื่อประโยชน์ในการศึกษา ซึ่งมีปัญหาน่าคิดว่า หากเป็นการทำสำเนางานเกินปริมาณหรือสัดส่วนดังกล่าวผู้กระทำจะอ้างการใช้ที่เป็นธรรมได้หรือไม่ หลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในต่างประเทศ เป็นหลักเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นโดยกลุ่มเจ้าของลิขสิทธิ์ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของเจ้าของเป็นสำคัญการนำหลักเกณฑ์ดังกล่าวมาใช้ในประเทศไทยจำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่มีความต้องการใช้ข้อมูลความรู้จากหนังสือและตำราในการเรียนการสอน เพื่อยกระดับความรู้และภูมิปัญญาของคนในประเทศ การนำหลักเกณฑ์ที่ใช้อยู่ในต่างประเทศมาประกอบการตีความข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ จะส่งผลให้การศึกษาของประเทศมีต้นทุนที่สูงขึ้น ดังที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้แสดงเหตุผลไว้ดังนี้ "การศึกษาวิจัยจำต้องใช้ข้อมูลที่อยู่ในตำราและบทความจำนวนมากการกำหนดให้นักศึกษาทำสำเนาได้เฉพาะหนึ่งบทความในวารสารทั้งฉบับหรือหนึ่งบทในหนังสือทั้งเล่ม จึงอาจทำให้นักศึกษาไม่เข้าใจความคิดหรือปรัชญาที่ซ่อนอยู่ในหนังสือได้อย่างชัดเจน การให้นักศึกษาต้องซื้อหนังสือทุกเล่มหรือเป็นสมาชิกวารสารทุกฉบับโดยกฎหมายมิได้ให้ข้อยกเว้นอันควรย่อมจะเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าทางการศึกษาและวิชาการในสังคม" (10) นอกจากสัดส่วนและปริมาณงานที่มีการทำซ้ำแล้วศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง ยังได้นำปัจจัยอื่นมาใช้ประกอบการพิจารณาด้วยกล่าวคือ ต้องพิจารณาว่าเจ้าของลิขสิทธิ์ได้อำนวยความสะดวก ให้แก่ผู้ประสงค์จะขออนุญาตใช้งานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ หากเจ้าของลิขสิทธิ์ละเลยไม่กระทำการดังกล่าว ก็ไม่อาจถือได้ว่าการทำสำเนางานเป็นการกระทำที่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ตามปกติของเจ้าของ และเป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งข้อวินิจฉัยนี้นับว่าสอดคล้องกับแนวคิดธุรกิจแผนใหม่ที่เชื่อว่าผู้ประกอบธุรกิจต้องมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งยังสอดคล้องต่อปรัชญาพื้นฐานของการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา ที่เจ้าของสิทธิจะต้องให้ประโยชน์แก่สังคมเพื่อตอบแทนการที่สังคมได้รับรองและคุ้มครองสิทธิของตน 1. ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ในเรื่อง "การใช้อย่างเป็นธรรม" หรือ"fairuse" เป็นหลักการพื้นฐานของกฎหมายลิขสิทธิ์ของทุกประเทศเพื่อที่จะดุลระหว่างประโยชน์ของเจ้าของงานลิขสิทธิ์และประโยชน์สาธารณชนในภาพรวม หลัก "fairuse" นี้ให้อำนาจศาลโดยตรงที่จะป้องกันหรือหลีกเลี่ยงความแข็งกระด้างของการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ ทั้งเป็นการให้อำนาจศาลที่จะวินิจฉัยจากพื้นฐานของข้อเท็จจริงในแต่ละกรณี ซึ่งอาจใช้เกณฑ์หรือระดับที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ โดยต้องขึ้นอยู่กับสภาพสังคม สภาพเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ ด้วย 2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้เป็นคำวินิจฉัยที่สำคัญมากสำหรับการทดสอบระดับหรือเกณฑ์ที่ศาลฎีกาใช้วัดมาตรฐานของการกระทำที่จะไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ในประเทศไทย ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา เป็นต้น จำเลยนิยมอ้างหลัก "fairuse"เป็นข้อต่อสู้เพื่อให้พ้นจากการละเมิดลิขสิทธิ์ ซึ่งจะเห็นเป็นประเด็นในคดีจำนวนมากแต่ดูเหมือนคู่ความโดยเฉพาะจำเลยในศาลไทยยังใช้หรืออ้างหลักการนี้น้อย แม้แต่ในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ คำให้การและทางนำสืบของจำเลยก็ไม่ชัดเจนนักว่าได้มุ่งที่จะใช้หลัก "fairuse" เป็นข้อต่อสู้หลัก แต่เป็นเพราะความละเอียดลึกซึ้งของผู้พิพากษาผู้เรียงคำพิพากษาในศาลชั้นต้น จึงได้สรุปและวินิจฉัยประเด็นตามมาตรา 32 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ฯ อย่างชัดเจนและครอบคลุม สำนวนคดีนี้จึงอาจถือเป็นจุดเริ่มที่สำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต่าง ๆ จะได้เห็นประเด็นสำคัญของเรื่องนี้ ซึ่งอาจใช้ยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ได้เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์อยู่บนพื้นฐานของการดุลประโยชน์ที่เหมาะสมระหว่างเจ้าของงานและสาธารณะ 3. การปรับใช้มาตรฐานของหลัก "fairuse" นี้แตกต่างกันในแต่ละประเภทใดขึ้นอยู่กับสภาพสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆศาลของประเทศต่าง ๆ รวมทั้งศาลไทยคงต้องรับหน้าที่ที่จะปรับเกณฑ์ให้เหมาะสมกับประเทศ โดยต้องคำนึงถึงการเปิดโอกาสให้คนส่วนใหญ่ในประเทศสามารถที่จะใช้ทรัพย์สินทางปัญญาในการพัฒนาศาสตร์และศิลปแขนงต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสมด้วย แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแนวความคิดในการปกป้องลิขสิทธิ์อย่างมากอย่างสหรัฐอเมริกา ศาลก็ยังยึดถือเป็นบทบาทสำคัญของศาลที่จะทำหน้าที่ป้องกันหรือหลีกเลี่ยงความแข็งกระด้างของการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์ โดยปรับใช้หลัก "fairuse" ไปใช้ในข้อเท็จจริงต่าง ๆ หลายกรณีเพื่อดุลระหว่างผลประโยชน์ของเจ้าของงานและสาธารณะ หากเทียบดูแล้ว จะเห็นได้ว่าศาลสหรัฐอเมริกาได้ใช้หลัก "fairuse"ช่วยแก้ไขความแข็งกระด้างของกฎหมายลิขสิทธิ์หลายกรณี เฉพาะในประเด็นของปริมาณและสาระสำคัญของงานซึ่งเป็นประเด็นในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ศาลสหรัฐอเมริกาก็ได้หาเหตุผลไปสนับสนุนหลัก "fairuse" หลายกรณีเช่นกัน เช่น (ก)"parody" หรือ "งานล้อเลียนต่าง ๆ" ซึ่งใช้โครงร่างของงานต้นแบบเช่นคดี Campellv.Acuff-RoseMusic,Inc.,114S.Ct.1164(1994)ข้อเท็จจริงนักร้องเพลงเร็บได้ขออนุญาตเจ้าของสิทธิเพลง "Oh,PrettyWoman" ไปแปลงเนื้อหาและทำนองเป็นเพลงเร็บ เจ้าของสิทธิไม่อนุญาต แต่ผู้ขอก็กลับนำเพลงดังกล่าวไปแปลงทำนองและเนื้อหาเป็นเพลงเร็บชื่อ "PrettyWoman"และนำออกจำหน่ายในที่สุด U.S.SupremeCourt วินิจฉัยในตอนหนึ่งเกี่ยวกับปริมาณของงานว่า ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้องในประเด็นว่าเพลงล้อเลียนได้แปลงโดยใช้สาระสำคัญและปริมาณของเพลงต้นฉบับสูงจนเกินกว่าที่จะเป็น"fairuse" โดย U.S.SupremeCourt วินิจฉัยว่า กรณีของงานล้อเลียนนั้นสาระสำคัญและปริมาณเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องใช้ในการทำงานล้อเลียนและเป็นวัตถุประสงค์หลักของการล้อเลียน ซึ่งหมายความว่าศาลจะยึดถือว่าหากมีการดัดแปลงงานในปริมาณที่มากแล้ว ก็จะเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์เสมอไปไม่ได้ เพราะหากเป็นงานแปลงที่เป็นงานล้อเลียนแล้ว ปริมาณและสาระสำคัญของงานที่ถูกดัดแปลงต้องมีมากแน่นอน แต่ก็ยังอาจเป็น "fairuse" ได้ ซึ่งไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ (ข)"transactioncostormarketaccess" กล่าวคือ หากปรากฏว่าค่าใช้จ่ายในการได้ใช้งานนั้นสูงเกินควรหรือผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่สามารถใช้งานได้ตามสมควร ศาลจะถือว่าความต้องการของสังคมที่จะได้ใช้งานนั้นเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกว่า แม้จะมีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิเจ้าของงาน แต่ก็เป็น"fairuse" เพราะว่าในกรณีเช่นนี้การให้ประโยชน์หรือสิ่งจูงใจแก่เจ้าของงานมีค่าน้อยกว่าความจำเป็นของประโยชน์ของคนส่วนใหญ่มาก 4. จากสาระสำคัญในคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ ผู้หมายเหตุยังใคร่ที่จะสรุปว่าศาลฎีกาเห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในประเด็นว่า หลัก "fairuse" ของนักศึกษาอาจสามารถใช้กับร้านรับจ้างถ่ายสำเนาได้และการรับจ้างถ่ายสำเนางานจากนักศึกษาไปใช้ในการศึกษาวิจัยอาจไม่เป็นการกระทำเพื่อหากำไรที่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์หรือไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันเกินสมควรได้ นอกจากนั้น สัดส่วนและปริมาณงานที่ทำซ้ำเพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยหรือศึกษาในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยก็น่าจะมีสัดส่วนและปริมาณที่เหมาะสมและสูงเพียงพอที่ทำให้การพัฒนาศาสตร์และศิลป์แขนงต่าง ๆ เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะในภาพรวมด้วย เพียงแต่ว่าจำเลยในคดีนี้เบิกความกล่าวอ้างลอย ๆ เพียงปากเดียวโดยไม่สามารถนำสืบแสดงเอกสารเกี่ยวกับการรับจ้างนักศึกษาถ่ายเอกสารว่าทำในลักษณะใดและเข้าข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างใด ดังนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้จึงไม่ได้เป็นการปิดการยกข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ขึ้นอ้างในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการรับจ้างถ่ายสำเนาเสียทีเดียว ในอนาคตศาลไทยอาจยกประเด็นของความจำเป็นที่สังคมจะต้องสนับสนุนการให้โอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนในประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยขึ้นเป็นเกณฑ์พิจารณา "การใช้อย่างเป็นธรรม" ก็ได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาประโยชน์ของสาธารณะในระดับที่เหมาะสมและเพื่อให้สังคมสามารถมีโอกาสได้รับพัฒนาการอย่างมีประสิทธิภาพ จักรกฤษณ์ ควรพจน์,จุมพล ภิญโญสินวัฒน์