คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7320/2543 ฉบับเต็ม

#35140
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7320/2543 พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี โจทก์ นาง พจนีย์ เรียมปิติ จำเลย ป.อ. มาตรา 56 ป.วิ.อ. มาตรา 39 แม้ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานฯมาตรา 91 ตรี ในคดีนี้จะเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ในคดีที่พนักงานอัยการฟ้องจำเลยเป็นอีกคดีหนึ่ง แต่ปรากฏในฎีกาของจำเลยเองว่า ขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้คดีความผิดฐานฉ้อโกงยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นและคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นไปเพราะศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเนื่องจากผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ อันถือไม่ได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยในคดีนี้แล้ว ฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีความผิดฐานฉ้อโกง สิทธินำคดีอาญามาฟ้อง ของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39(2)(4) เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในคดีความผิดฐานฉ้อโกงเพราะจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการบรรเทาผลร้ายให้จนเป็นที่พอใจแล้วและผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย ประกอบกับจำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน สมควรรอการลงโทษเพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 3 ปี ฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าหางานในต่างประเทศได้จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 6 เดือนในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 91 ตรี เพียงกระทงเดียว จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1339/2542 หมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้น เพราะจำเลยหลอกลวงนางสาวฐิตารีย์ผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวและพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1339/2542 หมายเลขแดงที่ 23/2543 ไปแล้วเมื่อวันที่ 3กันยายน 2542 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว เห็นว่า แม้ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ในคดีนี้จะเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ในคดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้น แต่ก็ปรากฏในฎีกาของจำเลยเองว่าขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้คดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นไปเพราะศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเนื่องจากนางสาวฐิตารีย์ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ อันถือไม่ได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้วฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงยังไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)(4)ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในคดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้นเพราะจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการบรรเทาผลร้ายให้จนเป็นที่พอใจแล้ว และผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรรอการลงโทษไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและป้องกันไม่ให้จำเลยกลับไปกระทำความผิดอีก เห็นสมควรให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 60,000 บาทอีกสถานหนึ่ง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 30,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 (จรัส พวงมณี-กมล เพียรพิทักษ์-สมชาย พงษธา) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การกระทำของจำเลยในคดีนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทคือความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานมาตรา91ตรีซึ่งบัญญัติว่า"ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวงต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ"บทหนึ่งและความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา341อีกบทหนึ่ง(เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่474/2542)ซึ่งพนักงานอัยการฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง แม้ว่าในคดีความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้นั้นผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้วก็ตามโจทก์ก็ยังคงมีอำนาจในการดำเนินคดีกับจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ.2529มาตรา91ตรีในคดีนี้ได้แม้ว่าจะเป็นความผิดอันเกิดจากการกระทำครั้งเดียวเนื่องจากความผิดดังกล่าวไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ดังนั้นในการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ก็ไม่ทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาในความผิดที่ยอมความไม่ได้ระงับไป(คำพิพากษาศาลฎีกาที่1925/2541) มนตรีศิลป์มหาบัณฑิต
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
35140
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082070177"
    }
}
date
2543
deka_no
7320/2543
deka_running_no
7320
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "จรัส พวงมณี",
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "สมชาย พงษธา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 56"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสิงห์บุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง พจนีย์ เรียมปิติ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 4, 30, 82, 91 ตรี ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82, 91 ตรี เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจำคุก 3 ปี ฐานหลอกลวงผู้อื่นว่าหางานในต่างประเทศได้จำคุก 3 ปี รวมจำคุก 6 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องในความผิดฐานประกอบธุรกิจจัดหางานให้คนหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ. 2528 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง, 82 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี 6 เดือนในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528มาตรา 91 ตรี เพียงกระทงเดียว

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1339/2542 หมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้น เพราะจำเลยหลอกลวงนางสาวฐิตารีย์ผู้เสียหายเพียงครั้งเดียวและพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลยในความผิดฐานฉ้อโกงเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1339/2542 หมายเลขแดงที่ 23/2543 ไปแล้วเมื่อวันที่ 3กันยายน 2542 การที่โจทก์มาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีกจึงเป็นฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว เห็นว่า แม้ความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. 2528 มาตรา 91 ตรี ในคดีนี้จะเป็นกรรมเดียวกับความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 ในคดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้น แต่ก็ปรากฏในฎีกาของจำเลยเองว่าขณะที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้คดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น และคดีดังกล่าวเสร็จสิ้นไปเพราะศาลชั้นต้นจำหน่ายคดีเนื่องจากนางสาวฐิตารีย์ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ อันถือไม่ได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้แล้วฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องของโจทก์ในคดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้น สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงยังไม่ระงับตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(2)(4)ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยขอให้รอการลงโทษ เห็นว่า ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในคดีหมายเลขแดงที่ 23/2543 ของศาลชั้นต้นเพราะจำเลยได้ชดใช้ค่าเสียหายอันเป็นการบรรเทาผลร้ายให้จนเป็นที่พอใจแล้ว และผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลย ประกอบกับไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน สมควรรอการลงโทษไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น แต่เพื่อให้จำเลยหลาบจำและป้องกันไม่ให้จำเลยกลับไปกระทำความผิดอีก เห็นสมควรให้ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งด้วย"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษปรับ 60,000 บาทอีกสถานหนึ่ง ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้กึ่งหนึ่งแล้วคงปรับ 30,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การกระทำของจำเลยในคดีนี้เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทคือความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานมาตรา91ตรีซึ่งบัญญัติว่า"ผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือสามารถส่งไปฝึกงานในต่างประเทศได้และโดยการหลอกลวงดังว่านั้นได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดจากผู้ถูกหลอกลวงต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ"บทหนึ่งและความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา341อีกบทหนึ่ง(เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่474/2542)ซึ่งพนักงานอัยการฟ้องเป็นอีกคดีหนึ่ง แม้ว่าในคดีความผิดฐานฉ้อโกงซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้นั้นผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์แล้วก็ตามโจทก์ก็ยังคงมีอำนาจในการดำเนินคดีกับจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติจัดหางานและคุ้มครองคนหางานพ.ศ.2529มาตรา91ตรีในคดีนี้ได้แม้ว่าจะเป็นความผิดอันเกิดจากการกระทำครั้งเดียวเนื่องจากความผิดดังกล่าวไม่ใช่ความผิดอันยอมความได้ดังนั้นในการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทแม้ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ในความผิดอันยอมความได้ก็ไม่ทำให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาในความผิดที่ยอมความไม่ได้ระงับไป(คำพิพากษาศาลฎีกาที่1925/2541) มนตรีศิลป์มหาบัณฑิต
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001164.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543