คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8354/2543 ฉบับเต็ม

#35149
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8354/2543 พนักงานอัยการจังหวัดตรัง โจทก์ นาย ภูชิต จิตต์ชูชื่น จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี, มาตรา 221 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุก และศาลอุทธรณ์ภาค 9มิได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตตามมาตรา 219 ตรีไม่ได้จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนสั้นมีเครื่องหมายทะเบียน ซึ่งเป็นของจำเลยและจำเลยยิงปืนดังกล่าว บริเวณบ้านจัดสรร บ้านหัวควนนาวงซึ่งเป็นหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371, 376, 91 คืนของกลางแก่เจ้าของ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371,376 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุจำคุก10 วัน รวมจำคุก 4 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 5 วัน คืนของกลางแก่เจ้าของ ไม่รอการลงโทษจำคุกแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นลงโทษกักขังแทนมีกำหนด 2 เดือน 5 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีไม่ได้ จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้นการที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาคดีนี้และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาจำเลย (สมชาย พงษธา-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่จำเลยถูกลงโทษกักขังและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษากลับนั้น หากคู่ความมีความประสงค์ที่จะให้คดีได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาแล้ว ก็จะต้องยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น คู่ความหรือทนายความควรเตรียมคดีของตนตั้งแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเสียด้วย เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาข้อขัดข้องดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ควรนำมาศึกษาเป็นแนวทาง กล่าวคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2895/2543 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาลงโทษจำเลยว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือมาตรา 391 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดตามมาตรา 295 และได้หยิบยกฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษซึ่งศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาแล้วเนื่องจากเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีโดยศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์แห่งการกระทำไม่ใช่เรื่องร้ายแรง จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับพิจารณาถึงความประพฤติและสภาพความผิดแล้ว มีเหตุอันควรปรานีเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีและประกอบสัมมาอาชีพ ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยที่ศาลล่างทั้งสองเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแต่ให้ลงโทษปรับแล้วให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี กับให้คุมความประพฤติจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6209/2541 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเล่นการพนัน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลย แต่กลับนำข้อเท็จจริงนอกเหนืออุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยโดยหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เป็นการชอบหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 สรุปข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติจากในสำนวนมิใช่ข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นการต้องห้าม จึงชอบแล้วและศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลย ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อจำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ โดยเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรปรานีด้วยการรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย แต่ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4146/2540 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเล่นการพนัน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องมาตราใด และไม่แน่ชัดว่าเป็นความผิดที่ใช้แก่ผู้จำหน่ายสลากกินรวบหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าตามบันทึกคำฟ้องคำรับสารภาพคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มีข้อความชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ ถือได้ว่าบันทึกได้ใจความชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯแล้ว และศาลฎีกาได้หยิบยกฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษโดยวินิจฉัยว่าแม้จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้แล้วก็ตามแต่ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมิใช่เจ้ามือสลากกินรวบรายใหญ่ พฤติการณ์แห่งคดีจึงมิใช่เรื่องร้ายแรง จำเลยเพิ่งกระทำความผิดครั้งแรกประกอบกับโทษคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองก็เป็นโทษจำคุกระยะสั้น ย่อมไม่เกิดผลในการแก้ไข ศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1007/2524 คดีที่คู่ความฎีกาได้แต่เฉพาะข้อกฎหมายศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิด และรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ อนึ่ง มีข้อที่ควรพิจารณาโทษกักขัง กล่าวคือ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 24 บัญญัติว่า ผู้ใดต้องโทษกักขังให้กักตัวไว้ในสถานที่กักขังซึ่งกำหนดไว้อันมิใช่เรือนจำ ถ้าศาลเห็นเป็นการสมควรจะสั่งในคำพิพากษาให้กักขังผู้กระทำความผิดไว้ในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือของผู้อื่นที่ยินยอมรับผู้นั้นไว้ หรือสถานที่อื่นที่อาจกักขังได้ เพื่อให้เหมาะสมกับประเภทหรือสภาพของผู้กักขังก็ได้ มาตรา 26 ถ้าผู้ต้องโทษกักขังถูกกักขังในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือของผู้อื่นที่ยินยอมรับผู้นั้นไว้ผู้ต้องโทษกักขังนั้นมีสิทธิที่จะดำเนินการในวิชาชีพหรืออาชีพของตนในสถานที่ดังกล่าวได้ ในการนี้ศาลจะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ต้องโทษกักขังปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร ในทางปฏิบัติผู้ต้องโทษกักขังจะถูกส่งตัวไปกักไว้ในห้องขังของสถานีตำรวจซึ่งปรากฏว่าผู้ต้องกักขังได้รับความลำบากเดือดร้อนมากกว่าที่จะถูกขังไว้ในเรือนจำเสียอีกทั้งนี้เพราะไม่มีสถานที่กักขังสร้างไว้ให้พอเพียงทั่วทุกจังหวัด นอกจากนี้แทบจะไม่เคยปรากฏว่าศาลสั่งให้กักขังไว้ในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือของผู้อื่นหรือสถานที่อื่นอันจะทำให้ผู้ถูกกักขังมีโอกาสได้ประกอบอาชีพตามสมควรตามความในมาตรา 24 วรรคสองและมาตรา 26 ซึ่งหากนำมาใช้แล้วย่อมจะเป็นผลดีต่อครอบครัวของผู้นั้นต่อสังคมและประเทศชาติสืบไป มีข้อสังเกตว่าในกรณีที่ผู้ใดถูกลงโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับและศาลสั่งให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนมีข้อห้ามมิให้นำความในวรรคสองของมาตรา 24 มาใช้บังคับ ในทางปฏิบัติผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับจะถูกนำตัวไปกักไว้ในห้องขังของสถานีตำรวจด้วย จึงสมควรที่จะมีการแก้ไขปรับปรุงต่อไป สมเกียรติ เจริญสวรรค์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
35149
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082068847"
    }
}
date
2543
deka_no
8354/2543
deka_running_no
8354
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 219 ตรี",
            "ม. 221"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดตรัง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ภูชิต จิตต์ชูชื่น"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยพาอาวุธปืนสั้นมีเครื่องหมายทะเบียน ซึ่งเป็นของจำเลยและจำเลยยิงปืนดังกล่าว บริเวณบ้านจัดสรร บ้านหัวควนนาวงซึ่งเป็นหมู่บ้านและทางสาธารณะโดยฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371, 376, 91 คืนของกลางแก่เจ้าของ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371,376 เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุจำคุก10 วัน รวมจำคุก 4 เดือน 10 วัน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน 5 วัน คืนของกลางแก่เจ้าของ ไม่รอการลงโทษจำคุกแต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นลงโทษกักขังแทนมีกำหนด 2 เดือน 5 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังแทนโทษจำคุกและศาลอุทธรณ์ภาค 9 มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 219 ตรี ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีไม่ได้ จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกเป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาล อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้นการที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาคดีนี้และศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมานั้นจึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

พิพากษายกฎีกาจำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
กรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีห้ามคู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่จำเลยถูกลงโทษกักขังและศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษากลับนั้น หากคู่ความมีความประสงค์ที่จะให้คดีได้รับการวินิจฉัยจากศาลฎีกาแล้ว ก็จะต้องยื่นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น ดังนั้น คู่ความหรือทนายความควรเตรียมคดีของตนตั้งแต่ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ให้ศาลวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายเสียด้วย เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาข้อขัดข้องดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ควรนำมาศึกษาเป็นแนวทาง กล่าวคือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2895/2543 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาลงโทษจำเลยว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 295 จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 15 วัน เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่า บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือมาตรา 391 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นความผิดตามมาตรา 295 และได้หยิบยกฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษซึ่งศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาแล้วเนื่องจากเป็นปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีโดยศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์แห่งการกระทำไม่ใช่เรื่องร้ายแรง จำเลยไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ประกอบกับพิจารณาถึงความประพฤติและสภาพความผิดแล้ว มีเหตุอันควรปรานีเพื่อให้โอกาสจำเลยกลับตัวเป็นพลเมืองดีและประกอบสัมมาอาชีพ ศาลฎีกาไม่เห็นด้วยที่ศาลล่างทั้งสองเปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นไม่เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแต่ให้ลงโทษปรับแล้วให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี กับให้คุมความประพฤติจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6209/2541 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเล่นการพนัน จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 มิได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงตามอุทธรณ์ของจำเลย แต่กลับนำข้อเท็จจริงนอกเหนืออุทธรณ์ยกขึ้นวินิจฉัยโดยหยิบยกข้อเท็จจริงขึ้นใหม่เป็นการชอบหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 สรุปข้อเท็จจริงที่รับฟังเป็นยุติจากในสำนวนมิใช่ข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นการต้องห้าม จึงชอบแล้วและศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า แม้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกจำเลย ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อจำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายมาด้วย ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิดได้ โดยเห็นว่าตามพฤติการณ์แห่งคดีมีเหตุอันควรปรานีด้วยการรอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย แต่ให้ลงโทษปรับอีกสถานหนึ่งและให้คุมความประพฤติจำเลยไว้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4146/2540 ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานเล่นการพนัน จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 3 เดือนโดยไม่รอการลงโทษ จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นไม่แน่ชัดว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องมาตราใด และไม่แน่ชัดว่าเป็นความผิดที่ใช้แก่ผู้จำหน่ายสลากกินรวบหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่าตามบันทึกคำฟ้องคำรับสารภาพคำพิพากษาของศาลชั้นต้น มีข้อความชัดแจ้งว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้ามือสลากกินรวบ ถือได้ว่าบันทึกได้ใจความชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯแล้ว และศาลฎีกาได้หยิบยกฎีกาของจำเลยที่ขอให้รอการลงโทษโดยวินิจฉัยว่าแม้จะเป็นปัญหาข้อเท็จจริงและศาลชั้นต้นสั่งไม่รับฎีกาข้อนี้แล้วก็ตามแต่ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยมิใช่เจ้ามือสลากกินรวบรายใหญ่ พฤติการณ์แห่งคดีจึงมิใช่เรื่องร้ายแรง จำเลยเพิ่งกระทำความผิดครั้งแรกประกอบกับโทษคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองก็เป็นโทษจำคุกระยะสั้น ย่อมไม่เกิดผลในการแก้ไข ศาลฎีกาเห็นว่ามีเหตุสมควรให้รอการลงโทษ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1007/2524 คดีที่คู่ความฎีกาได้แต่เฉพาะข้อกฎหมายศาลฎีกามีอำนาจที่จะพิพากษาลงโทษจำเลยให้เหมาะสมแก่ความผิด และรอการลงโทษให้แก่จำเลยได้ อนึ่ง มีข้อที่ควรพิจารณาโทษกักขัง กล่าวคือ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 24 บัญญัติว่า ผู้ใดต้องโทษกักขังให้กักตัวไว้ในสถานที่กักขังซึ่งกำหนดไว้อันมิใช่เรือนจำ ถ้าศาลเห็นเป็นการสมควรจะสั่งในคำพิพากษาให้กักขังผู้กระทำความผิดไว้ในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือของผู้อื่นที่ยินยอมรับผู้นั้นไว้ หรือสถานที่อื่นที่อาจกักขังได้ เพื่อให้เหมาะสมกับประเภทหรือสภาพของผู้กักขังก็ได้ มาตรา 26 ถ้าผู้ต้องโทษกักขังถูกกักขังในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือของผู้อื่นที่ยินยอมรับผู้นั้นไว้ผู้ต้องโทษกักขังนั้นมีสิทธิที่จะดำเนินการในวิชาชีพหรืออาชีพของตนในสถานที่ดังกล่าวได้ ในการนี้ศาลจะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ต้องโทษกักขังปฏิบัติอย่างหนึ่งอย่างใดหรือไม่ก็ได้ แล้วแต่ศาลจะเห็นสมควร ในทางปฏิบัติผู้ต้องโทษกักขังจะถูกส่งตัวไปกักไว้ในห้องขังของสถานีตำรวจซึ่งปรากฏว่าผู้ต้องกักขังได้รับความลำบากเดือดร้อนมากกว่าที่จะถูกขังไว้ในเรือนจำเสียอีกทั้งนี้เพราะไม่มีสถานที่กักขังสร้างไว้ให้พอเพียงทั่วทุกจังหวัด นอกจากนี้แทบจะไม่เคยปรากฏว่าศาลสั่งให้กักขังไว้ในที่อาศัยของผู้นั้นเอง หรือของผู้อื่นหรือสถานที่อื่นอันจะทำให้ผู้ถูกกักขังมีโอกาสได้ประกอบอาชีพตามสมควรตามความในมาตรา 24 วรรคสองและมาตรา 26 ซึ่งหากนำมาใช้แล้วย่อมจะเป็นผลดีต่อครอบครัวของผู้นั้นต่อสังคมและประเทศชาติสืบไป มีข้อสังเกตว่าในกรณีที่ผู้ใดถูกลงโทษปรับและไม่ชำระค่าปรับและศาลสั่งให้กักขังแทนค่าปรับไปพลางก่อนมีข้อห้ามมิให้นำความในวรรคสองของมาตรา 24 มาใช้บังคับ ในทางปฏิบัติผู้ถูกกักขังแทนค่าปรับจะถูกนำตัวไปกักไว้ในห้องขังของสถานีตำรวจด้วย จึงสมควรที่จะมีการแก้ไขปรับปรุงต่อไป สมเกียรติ เจริญสวรรค์
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001152.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543