ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8902/2543
บริษัทสมิธไคล์น บีแซม (ออสเตรเลีย) พีทีวาย ลิมิเต็ด
โจทก์
บริษัทบางกอกแล็บ แอนด์ คอสเมติค จำกัด
จำเลย
พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 มาตรา 6 (3), มาตรา 8 (11)
เครื่องหมายการค้าทั้งของโจทก์และจำเลยประกอบด้วยคำว่าZENTEL และ ZENTAB เป็นสาระสำคัญ ตัวอักษรต่างกันเพียง 2 ตัวสุดท้ายลักษณะการวางรูปแบบและขนาดตัวอักษรเหมือนกัน ส่วนเสียงเรียกขานก็แตกต่างกันเล็กน้อยเช่นกัน โดยใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน ทั้งสาธารณชนจำนวนมากมิได้มีความรู้ในภาษาอังกฤษหรือตัวอักษรโรมัน ย่อมยากที่จะสังเกตข้อแตกต่างของเครื่องหมายการค้าทั้งสองได้ ถือว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยคล้ายกับของโจทก์ที่ได้จดทะเบียนไว้ก่อนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าอักษรโรมัน คำว่า"ZENTEL, กับรูปประดิษฐ์ผู้ชายผู้หญิงและเด็กชาย 4 คน" และอักษรไทยคำว่า "เซนเทล" โดยใช้กับสินค้าจำพวกที่ 5 ได้แก่ ยารักษาโรคพยาธิที่โจทก์เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายมาเป็นเวลาช้านายโดยได้โฆษณาสินค้าดังกล่าวในประเทศต่าง ๆ จนแพร่หลายและโจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า"ZENTEL กับรูปประดิษฐ์ผู้ชาย ผู้หญิงและเด็กรวม 4 คน" เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม2527 อักษรโรมันในคำว่า "ZENTEL" และอักษรไทยคำว่า "เซนเทล" เมื่อวันที่ 29มิถุนายน 2530 จำเลยได้ใช้และยื่นคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า"ZENTAB" สำหรับสินค้าจำพวกที่ 5 ได้แก่ยารักษาโรคพยาธิเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม2538 โจทก์จึงได้ยื่นคำคัดค้านนายทะเบียนเครื่องหมายการค้าและคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าได้วินิจฉัยยกคำคัดค้านและยกอุทธรณ์ของโจทก์ตามลำดับโจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการดังกล่าว ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์มีสิทธิในเครื่องหมายการค้าคำว่า ZENTEL ดีกว่าเครื่องหมายการค้าคำว่าZENTAB ของจำเลย และสั่งให้จำเลยถอนคำขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าเลขที่ 295548 หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยเลิกใช้เครื่องหมายการค้า ZENTAB และชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 200,000 บาท ตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะถอนคำขอและเลิกใช้เครื่องหมายการค้าดังกล่าว
จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้า ZENTAB อ่านว่าเซนแทบ ซึ่งมีรูปลักษณะและเสียงเรียกขานแตกต่างกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ไม่อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเครื่องหมายการค้าจึงชอบแล้ว จำเลยไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่าเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "ZENTAB" ของจำเลยเหมือนหรือคล้ายกับเครื่องหมายการค้าอักษรโรมันคำว่า "ZENTEL" ของโจทก์หรือไม่ และใครมีสิทธิในเครื่องหมายการค้าดังกล่าวดีกว่ากัน เห็นว่า เครื่องหมายการค้าทั้งของโจทก์และจำเลยประกอบด้วยคำว่า ZENTEL และ ZENTAB เป็นสาระสำคัญซึ่งคำ 2 คำ ดังกล่าวต่างใช้ตัวอักษรโรมัน 6 ตัว และเป็นตัวพิมพ์ใหญ่เหมือนกัน มีตัวอักษรที่เรียง 4 ตัวแรก คือ "ZENT"เหมือนกัน ต่างกันเพียงอักษรสองตัวท้าย คือ "EL" กับ "AB" เท่านั้น ทั้งลักษณะของการวางรูปแบบตัวอักษรและขนาดของตัวอักษรที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยเหมือนกันนับได้ว่าลักษณะของคำ 2 คำ ที่นำมาใช้เป็นเครื่องหมายการค้านี้มีส่วนแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยเรียกขานว่า "เซนเทล" กับ "เซนแทบ" ตามลำดับซึ่งแตกต่างกันเล็กน้อยเช่นกัน เมื่อเครื่องหมายการค้าของโจทก์และของจำเลยที่ใช้คำ 2 คำดังกล่าวเป็นสาระสำคัญในเครื่องหมายการค้าซึ่งมีรูปลักษณะและสำเนียงเรียกขานแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยและใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกันและเมื่อคำนึงถึงว่าสาธารณชนจำนวนมากมิได้มีความรู้ในภาษาอังกฤษหรือตัวอักษรโรมัน ย่อมยากที่จะสังเกตถึงข้อแตกต่างของเครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยจึงอาจสับสนหลงผิดได้ ถือได้ว่าเครื่องหมายการค้าของจำเลยดังกล่าวคล้ายกับเครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งจดทะเบียนไว้ก่อนจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าได้ จึงไม่ใช่เครื่องหมายการค้าที่นายทะเบียนเครื่องหมายการค้าพึงจะรับจดทะเบียนให้ได้ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6(3) จำเลยย่อมไม่มีสิทธิใช้และจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าว อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ห้ามจำเลยใช้และขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าคำว่า ZENTAB ต่อไป ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะเลิกใช้เครื่องหมายการค้าคำว่า ZENTAB
(ยงยศ นิสภัครกุล-พินิจ เพชรรุ่ง-สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ มีประเด็นข้อพิพาทที่ต้องวินิจฉัยเกี่ยวกับว่าเครื่องหมาย ZENTEL ของโจทก์กับ ZENTAB ของจำเลยคล้ายกันจนอาจทำให้สาธารณชนสับสนหลงผิดในความเป็นเจ้าของหรือแหล่งกำเนิดของสินค้าหรือไม่ตามพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 มาตรา 6(3) ประกอบมาตรา 8(11) ซึ่งจะทำให้เครื่องหมายของจำเลยต้องห้ามมิให้รับจดทะเบียน ศาลฎีกาในคดีนี้ใช้เหตุผลหลักในการวินิจฉัยความคล้ายโดยอาศัยเทียบเคียงคำทั้งสองนี้ใน 2 ลักษณะคือ 1. ลักษณะของตัวอักษรในคำทั้งสองนี้ที่เห็นได้ด้วยตา 2. เสียงอ่านของคำทั้งสองนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าลักษณะทั้งสองนี้แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย โดยมีเหตุผลประกอบคำวินิจฉัยดังกล่าวด้วยว่า 1. เป็นเครื่องหมายที่ใช้กับสินค้าจำพวกเดียวกัน (ยารักษาโรคพยาธิ) 2. สาธารณชนจำนวนมากมิได้มีความรู้ในภาษาอังกฤษที่จะสังเกตความแตกต่าง ซึ่งเหตุผลดังกล่าวข้างต้นเป็นไปในทำนองเดียวกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8512/2538 แต่ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8512/2538 นั้นให้เหตุผลประกอบเพิ่มเติมเกี่ยวกับลักษณะของเม็ดยาและบรรจุภัณฑ์ว่า ทั้งเม็ดยา (ยาระบายใช้แก้อาการท้องผูก) และซองบรรจุมีลักษณะกลมนูน มีขนาดเท่ากัน เม็ดยามีผิวเคลือบสีน้ำตาลเหลืองเหมือนกัน สำหรับข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในทางนำสืบของคดีที่กำลังหมายเหตุอยู่นี้นั้นได้ความด้วยว่า โจทก์ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้รวม 3 แบบคือ คำว่า "ZENTEL"ZENTEL กับรูปประดิษฐ์ผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กรวม4 คน และอักษรไทยคำว่า "เซนเทล" โดยโจทก์ได้นำเครื่องหมายการค้าทั้ง 3 แบบ มารวมใช้ด้วยกันบนบรรจุภัณฑ์ของโจทก์ให้สีเป็นโทนสีแดงเหลืองและส้มบนพื้นสีขาว ซึ่งบรรจุภัณฑ์นี้ใช้บรรจุแผงยาที่เป็นอลูมิเนียมฟรอยด์อีกชั้นหนึ่งส่วนของจำเลยนั้นให้โทนสีขาว เขียวบนพื้นสีน้ำเงินกับมีรูปพยาธิชนิดต่าง ๆ ประกอบอยู่ ส่วนลักษณะและสรรพคุณของเม็ดยานั้นได้ความว่ามีตัวยาสามัญเหมือนกัน รับประทานครั้งละ 2 เม็ดและมีขนาด 200 มิลลิกรัมเท่ากัน โดยตัวเม็ดยาเป็นสีขาวเหมือนกันซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า ลักษณะบรรจุภัณฑ์นั้นเป็นเครื่องบ่งชี้ให้ผู้บริโภคเห็นได้ชัดถึงความแตกต่างของสินค้าของโจทก์และจำเลย ส่วนความเหมือนกันของขนาดลักษณะ และสีของเม็ดยาที่บรรจุอยู่ภายในนั้น เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคจะเห็นได้เมื่อซื้อไปใช้แล้ว นอกจากนี้ ยังได้ความว่าลักษณะการจำหน่ายสินค้าประเภทนี้มีการจัดเรียงไว้เป็นหมวดหมู่ไว้ในร้านขายยา ผู้ขายจะเป็นผู้สอบถามและหยิบยาให้แก่ผู้ซื้อ รวมทั้งผู้ขายอาจเลือกหยิบยาของผู้ผลิตที่เสนอผลตอบแทนการขายให้แก่ผู้ขายมากที่สุดด้วยด้วยเหตุนี้ ศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ จึงเห็นว่า สินค้าประเภทนี้แตกต่างจากสินค้าจำพวกอุปโภคบริโภคประจำวัน ซึ่งผู้ซื้อต้องเลือกและหยิบสินค้าที่ต้องการเอง ศาลในต่างประเทศใช้เกณฑ์หลายประการในการวินิจฉัยว่า เครื่องหมายการค้าสองเครื่องหมายที่เป็นปัญหา อาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิดหรือไม่ เกณฑ์ที่ว่านี้ได้แก่ 1. ความแข็งแกร่งของเครื่องหมายการค้าในแง่ที่ว่าเป็นที่รู้จักแพร่หลายเพียงใด 2. ความเกี่ยวเนื่องใกล้ชิดกันของตัวสินค้า 3. ความคล้ายคลึงกันของเครื่องหมายการค้าทั้งสอง 4. ความสับสนหลงผิดของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ 5. ช่องทางการจำหน่ายสินค้าทั้งสองชนิด 6. ประเภทของสินค้าและลักษณะการใช้ความระมัดระวังของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้านั้น ๆ 7. เจตนาในการเลือกใช้เครื่องหมายการค้าที่มีปัญหา 8. ความเป็นไปได้ที่สินค้าของจำเลยจะแข่งขันกับสินค้าของโจทก์จนมียอดขายเพิ่มมากขึ้นจากการใช้เครื่องหมายการค้าที่พิพาท 9. ความคล้ายคลึงกันในการโฆษณาสินค้าทั้งสองตามสื่อต่าง ๆ ในเมื่อเกณฑ์ที่ใช้ได้มีหลายประการเช่นนี้ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่าจะต้องพิจารณาเกณฑ์ทั้งหมดให้ได้ความว่าอาจทำให้สาธารณชนสับสนหรือหลงผิด หรือว่าเพียงแต่เลือกหยิบยกเอาเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งขึ้นพิจารณาให้ได้ความก็เพียงพอแล้ว ถ้าเช่นนี้ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นว่าแล้วศาลควรจะให้น้ำหนักแก่เกณฑ์ข้อใดมากน้อยเพียงใดหรือควรถือว่าเกณฑ์ทุกข้อมีน้ำหนักเท่าเทียมกันในการตอบปัญหาดังกล่าวซึ่งก็แล้วแต่ศาลจะเลือกเอาเกณฑ์ใดขึ้นใช้วินิจฉัยปัญหา แต่อย่างไรก็ตาม ในการปฏิบัติทนายความของคู่ความก็มักพยายามจะนำสืบข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นว่า มีข้อเท็จจริงที่เข้าเกณฑ์หรือไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้นให้มากที่สุดซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพของข้อเท็จจริงในแต่ละคดีเป็นเรื่อง ๆ ไป สำหรับผู้เขียนนั้นเห็นว่า ในการที่ศาลจะวินิจฉัยปัญหาเรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยข้อเท็จจริงที่หลากหลายแง่มุม ทั้งนี้โดยไม่จำกัดอยู่เพียงแต่เกณฑ์ในเรื่องความคล้ายคลึงของคำที่ใช้อยู่ในเครื่องหมายนั้น ๆ เป็นหลักแต่เพียงอย่างเดียวเพราะสินค้าแต่ละประเภทย่อมมีลักษณะจำเพาะนับตั้งแต่รูปทรงของสินค้าบรรจุภัณฑ์ช่องทางการจัดจำหน่ายลูกค้าเป้าหมาย และรวมทั้งลักษณะการขายก่อนถึงมือผู้บริโภคกับโอกาสในการเข้าถึงตัวสินค้านั้น ๆ โดยผู้บริโภคเองด้วย ทั้งนี้เพราะปัจจัยต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมเป็นสิ่งที่ทำให้โอกาสของความสับสนหรือหลงผิดอาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้ด้วย สอนชัย สิราริยกุล