คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7428/2543 ฉบับเต็ม

#36413
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7428/2543 นาย ประสิทธิ์ วรพุฒิ โจทก์ นาง หงษ์ ทาจวง จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 653 ป.วิ.พ. มาตรา 84, มาตรา 177 จำเลยให้การรับแล้วว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงตามที่โจทก์ฟ้องโดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ แม้หากข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ยืมตามความเป็นจริงอัตราดอกเบี้ยก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือที่ได้ตกลงกันไว้ จึงเป็นการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2532 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 25,000 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15ต่อปี กำหนดชำระหนี้คืนภายในวันที่ 30 เมษายน 2532 เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยไม่ได้นำเงินมาชำระหนี้โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยรวมค้างดอกเบี้ยเป็นเวลา 7 ปี 11 เดือน เป็นเงินดอกเบี้ย 29,375 บาท คิดถึงวันฟ้องจำเลยคงเป็นหนี้โจทก์ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 54,375 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 54,375 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 25,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 25,000 บาท ไปจากโจทก์จริงโดยการกู้ยืมครั้งนี้โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ และเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยเป็นรายเดือนเดือนละ 1,250 บาทจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุก ๆ เดือนตลอดมา สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับ โจทก์ไม่มีสิทธินำมาฟ้อง เงินที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์เมื่อปี 2532 จำเลยนำไปชำระให้เสร็จสิ้นเมื่อปี 2535 หลังจากที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วจำเลยก็ได้ทวงถามขอสัญญาที่ลงลายมือชื่อไว้โดยมิได้กรอกข้อความคืน แต่โจทก์อ้างว่ายังหาไม่พบและหากฟังได้ว่าจำเลยยังคงค้างชำระหนี้เงินกู้โจทก์ โจทก์ก็คงเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้เพียง 5 ปี เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอมเท่ากับว่าการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืม ฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่แท้จริง จำเลยยังคงค้างชำระตามฟ้อง สิทธิเรียกร้องในหนี้ที่ค้างชำระยังไม่ขาดอายุความ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระหนี้จำนวน54,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 25,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้นำเงินจำนวน 3,240 บาทคำนวณหักออกจากจำนวนดอกเบี้ย จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงขึ้นมาเพียงประเด็นเดียวว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอม เห็นว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 25,000 บาท ทำสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐานตามสำเนาสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 25,000 บาท ไปจากโจทก์จริง โดยการกู้ยืมครั้งนี้โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับ โจทก์ไม่มีสิทธินำมาฟ้อง ดังนั้นตามคำให้การของจำเลยฟังได้ว่าจำเลยรับแล้วว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงตามที่โจทก์ฟ้อง โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ แม้หากข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่าสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ยืมตามความเป็นจริงอัตราดอกเบี้ยก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือที่ได้ตกลงกันไว้ การกู้ยืมเงินครั้งนี้จึงเป็นการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่จำเลยฎีกาโต้เถียงขึ้นมา จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล" พิพากษายืน (สมศักดิ์ วงศ์ยืน-ดลจรัส รัตนโศภิต-ประพันธ์ ทรัพย์แสง) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
36413
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082069966"
    }
}
date
2543
deka_no
7428/2543
deka_running_no
7428
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "สมศักดิ์ วงศ์ยืน",
    "ดลจรัส รัตนโศภิต",
    "ประพันธ์ ทรัพย์แสง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 653"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84",
            "ม. 177"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ประสิทธิ์ วรพุฒิ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง หงษ์ ทาจวง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2532 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 25,000 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15ต่อปี กำหนดชำระหนี้คืนภายในวันที่ 30 เมษายน 2532 เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยไม่ได้นำเงินมาชำระหนี้โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยรวมค้างดอกเบี้ยเป็นเวลา 7 ปี 11 เดือน เป็นเงินดอกเบี้ย 29,375 บาท คิดถึงวันฟ้องจำเลยคงเป็นหนี้โจทก์ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 54,375 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 54,375 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 25,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 25,000 บาท ไปจากโจทก์จริงโดยการกู้ยืมครั้งนี้โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ และเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยเป็นรายเดือนเดือนละ 1,250 บาทจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุก ๆ เดือนตลอดมา สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับ โจทก์ไม่มีสิทธินำมาฟ้อง เงินที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์เมื่อปี 2532 จำเลยนำไปชำระให้เสร็จสิ้นเมื่อปี 2535 หลังจากที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วจำเลยก็ได้ทวงถามขอสัญญาที่ลงลายมือชื่อไว้โดยมิได้กรอกข้อความคืน แต่โจทก์อ้างว่ายังหาไม่พบและหากฟังได้ว่าจำเลยยังคงค้างชำระหนี้เงินกู้โจทก์ โจทก์ก็คงเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้เพียง 5 ปี เท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอมเท่ากับว่าการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืม ฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่แท้จริง จำเลยยังคงค้างชำระตามฟ้อง สิทธิเรียกร้องในหนี้ที่ค้างชำระยังไม่ขาดอายุความ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระหนี้จำนวน54,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 25,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้นำเงินจำนวน 3,240 บาทคำนวณหักออกจากจำนวนดอกเบี้ย

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงขึ้นมาเพียงประเด็นเดียวว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอม เห็นว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 25,000 บาท ทำสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐานตามสำเนาสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 25,000 บาท ไปจากโจทก์จริง โดยการกู้ยืมครั้งนี้โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับ โจทก์ไม่มีสิทธินำมาฟ้อง ดังนั้นตามคำให้การของจำเลยฟังได้ว่าจำเลยรับแล้วว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงตามที่โจทก์ฟ้อง โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ แม้หากข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่าสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ยืมตามความเป็นจริงอัตราดอกเบี้ยก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือที่ได้ตกลงกันไว้ การกู้ยืมเงินครั้งนี้จึงเป็นการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่จำเลยฎีกาโต้เถียงขึ้นมา จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001162.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543