คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7757/2543 ฉบับเต็ม

#36415
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7757/2543 พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย เจษฎา กู้ประเสริฐ จำเลย ป.อ. มาตรา 18 ป.วิ.อ. มาตรา 193, มาตรา 198, มาตรา 212, มาตรา 226, มาตรา 227, มาตรา 241, มาตรา 242 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 และ มาตรา 242ไม่มีผลเป็นการบังคับว่าในการพิสูจน์ความผิดของจำเลย โจทก์จะต้องพิสูจน์ด้วยพยานวัตถุ โจทก์อาจพิสูจน์ความผิดของจำเลยด้วยพยานหลักฐานอื่นที่ไม่ใช่พยานวัตถุก็ได้ โจทก์คดีนี้พิสูจน์ความผิดของจำเลยว่า ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยอ้างบัญชีของกลางคดีอาญา ซึ่งระบุว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในกระเป๋ากางเกงด้านขวามือของจำเลยและจำเลยลงชื่อรับว่าถูกต้องและเป็นจริงประกอบกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ของกลางว่าของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีนโจทก์จึงไม่จำต้องนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาศาล คำฟ้องโจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดจากการกระทำนั้น อีกทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ซึ่งระบุรายละเอียดแตกต่างจากคำฟ้อง พนักงานสอบสวนเบิกความว่า เป็นการพิมพ์ผิดพลาด อีกทั้งคำฟ้องจะเคลือบคลุมหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดในคำร้องขอฝากขังแต่ประการใดคำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ทุกครั้งที่มีการพิจารณาคดี จำเลยและทนายจำเลยทราบดีอยู่แล้วว่าการนั่งพิจารณาคดีไม่ครบองค์คณะ จนกระทั่งมีคำพิพากษาจึงให้ผู้พิพากษาอีก 1 คน ที่ไม่ได้นั่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาด้วยแต่เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านตั้งแต่ขณะที่ศาลชั้นต้นกำลังดำเนินกระบวนพิจารณาอยู่ต่อหน้าจำเลย เป็นการละเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในเวลาอันสมควร ย่อมถือได้ว่าจำเลยได้สละสิทธินั้นแล้ว จำเลยจะยกขึ้นโต้แย้งเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแล้วไม่ได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 กำหนดระดับการลงโทษไว้โดยโทษจำคุกอยู่ใน (2) ส่วนโทษปรับอยู่ใน (4) ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 เดือน จำเลยอุทธรณ์ การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นปรับอีกสถานหนึ่งแต่ให้รอการลงโทษจำคุกไว้จึงไม่เป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 3402/2540 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 วางโทษจำคุก1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 3402/2540 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ นั้นไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาแล้วจึงให้ยกคำขอในส่วนนี้ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 12,000 บาท ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับจำเลย8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ6 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรจำนวน 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ไว้ในความครอบครอง ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า การฟ้องคดีนี้ต้องมีพยานวัตถุและต้องนำวัตถุพยานของกลางมาศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 และมาตรา 242หรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 และมาตรา 242 ไม่มีผลเป็นการบังคับว่า ในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยโจทก์จะต้องพิสูจน์ด้วยพยานวัตถุ โจทก์อาจพิสูจน์ความผิดของจำเลยด้วยพยานหลักฐานอื่นที่ไม่ใช่พยานวัตถุดังที่โจทก์คดีนี้พิสูจน์ความผิดของจำเลยว่า ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยอ้างบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งระบุว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในกระเป๋ากางเกงด้านขวามือของจำเลยและจำเลยลงชื่อรับว่า ถูกต้องและเป็นจริง ประกอบกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ของกลางเอกสารหมาย จ.3 ว่า ของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีน โจทก์จึงไม่จำต้องนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาศาลตามที่จำเลยฎีกา ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยในชั้นฝากขังระบุชื่อผู้ต้องหาว่า นายเจษฎา กู้คุ้มภัยเกิดเหตุที่หน้าบ้านเลขที่ 103/143 ถนนเอกชัย แขวงบางบอน เขตบางบอนกรุงเทพมหานคร ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.03 กรัมแต่ในคำฟ้องระบุว่านายเจษฎา กู้ประเสริฐ จำเลยสถานที่เกิดเหตุแขวงบางบอนและเมทแอมเฟตามีนน้ำหนัก 0.09 กรัม คำร้องขอฝากขังเป็นเอกสารประกอบคำฟ้อง เมื่อขัดแย้งกับคำฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมเห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยได้บังอาจมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.09 กรัม โดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เหตุเกิดที่แขวงบางบอนเขตบางบอน กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายเมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่า โจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดจากการกระทำนั้น อีกทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ซึ่งระบุรายละเอียดแตกต่างจากคำฟ้องนั้น ร้อยตำรวจโทสุรวุฒิพนักงานสอบสวนเบิกความว่าเป็นการพิมพ์ผิดพลาด อีกทั้งคำฟ้องจะเคลือบคลุมหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดในคำร้องขอฝากขังแต่ประการใด คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า การนั่งพิจารณาคดีโดยไม่ครบองค์คณะมีผู้พิพากษาเพียงนายเดียวนั่งพิจารณาจนกระทั่งมีคำพิพากษาจึงให้ผู้พิพากษาอีก 1 คน ที่ไม่ได้นั่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 22 และ 23 และจำเลยเพิ่งตรวจพบในชั้นอุทธรณ์นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีนี้มีการสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 21 ธันวาคม 2541 และมีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตลอดมาจนกระทั่งสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายวันที่ 19 มีนาคม 2542 โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานจำเลยปากสุดท้ายคือนายกวี กู้ประเสริฐ ทนายจำเลยเบิกความด้วยตนเอง และตามบันทึกคำพยานทุกปากมีผู้พิพากษาลงชื่อเพียงคนเดียว จำเลยและทนายจำเลยได้ลงชื่อทุกครั้ง ฉะนั้นที่จำเลยฎีกาอ้างว่า เพิ่งตรวจพบว่ามีผู้พิพากษาเพียงคนเดียวนั่งพิจารณาคดีไม่ครบองค์คณะในชั้นอุทธรณ์นั้นฟังไม่ขึ้นเพราะทุกครั้งที่มีการพิจารณาคดีจำเลยทนายจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวดีอยู่แล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านตั้งแต่ขณะที่ศาลชั้นต้นกำลังดำเนินกระบวนพิจารณาอยู่ต่อหน้าจำเลยเป็นการละเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในเวลาอันสมควรย่อมถือได้ว่าจำเลยได้สละสิทธินั้นแล้ว จำเลยเพิ่งจะมายกขึ้นโต้แย้งเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแล้วไม่ได้ ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1903/2517 ระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายปัญญา เนินลพจำเลย ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นปรับอีกสถานหนึ่งโดยปรับจำเลย 8,000 บาท และรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี เห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งนั้น ไม่เป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลย เพราะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 กำหนดระดับการลงโทษไว้โดยโทษจำคุกอยู่ใน (2) ส่วนโทษปรับอยู่ใน (4) ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับแต่รอการลงโทษจำคุกไว้ โทษที่จำเลยได้รับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงต่ำกว่าโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มเติมโทษจำเลย ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2535 ระหว่างนางดนยา หงสกุล โจทก์ นายศุภชัยพิพัฒน์ธนผล จำเลย" พิพากษายืน (สุมิตร สุภาดุลย์-ชวลิต ธรรมฤาชุ-สมชัย เกษชุมพล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
36415
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082069629"
    }
}
date
2543
deka_no
7757/2543
deka_running_no
7757
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "ชวลิต ธรรมฤาชุ",
    "สมชัย เกษชุมพล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 18"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 193",
            "ม. 198",
            "ม. 212",
            "ม. 226",
            "ม. 227",
            "ม. 241",
            "ม. 242"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการสำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย เจษฎา กู้ประเสริฐ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษพ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 67, 102 ริบของกลาง และนับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 3402/2540 ของศาลอาญากรุงเทพใต้

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 วางโทษจำคุก1 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 8 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษของจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีหมายเลขดำที่ 3402/2540 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ นั้นไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลได้มีคำพิพากษาแล้วจึงให้ยกคำขอในส่วนนี้

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับจำเลย 12,000 บาท ลดโทษให้จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสาม คงปรับจำเลย8,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ให้คุมความประพฤติของจำเลยไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ6 ครั้ง ตามที่พนักงานคุมประพฤติกำหนด กับให้จำเลยกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรจำนวน 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยในข้อหามีเมทแอมเฟตามีนจำนวน 1 เม็ด ไว้ในความครอบครอง

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า การฟ้องคดีนี้ต้องมีพยานวัตถุและต้องนำวัตถุพยานของกลางมาศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 และมาตรา 242หรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 241 และมาตรา 242 ไม่มีผลเป็นการบังคับว่า ในการพิสูจน์ความผิดของจำเลยโจทก์จะต้องพิสูจน์ด้วยพยานวัตถุ โจทก์อาจพิสูจน์ความผิดของจำเลยด้วยพยานหลักฐานอื่นที่ไม่ใช่พยานวัตถุดังที่โจทก์คดีนี้พิสูจน์ความผิดของจำเลยว่า ของกลางที่อยู่ในความครอบครองของจำเลยเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 โดยอ้างบัญชีของกลางคดีอาญาเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งระบุว่าเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 และเจ้าพนักงานตำรวจยึดได้ในกระเป๋ากางเกงด้านขวามือของจำเลยและจำเลยลงชื่อรับว่า ถูกต้องและเป็นจริง ประกอบกับรายงานผลการตรวจพิสูจน์ของกลางเอกสารหมาย จ.3 ว่า ของกลางเป็นยาเสพติดให้โทษชนิดเมทแอมเฟตามีน โจทก์จึงไม่จำต้องนำเมทแอมเฟตามีนของกลางมาศาลตามที่จำเลยฎีกา

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ จำเลยฎีกาว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุมโดยในชั้นฝากขังระบุชื่อผู้ต้องหาว่า นายเจษฎา กู้คุ้มภัยเกิดเหตุที่หน้าบ้านเลขที่ 103/143 ถนนเอกชัย แขวงบางบอน เขตบางบอนกรุงเทพมหานคร ตรวจค้นพบเมทแอมเฟตามีน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.03 กรัมแต่ในคำฟ้องระบุว่านายเจษฎา กู้ประเสริฐ จำเลยสถานที่เกิดเหตุแขวงบางบอนและเมทแอมเฟตามีนน้ำหนัก 0.09 กรัม คำร้องขอฝากขังเป็นเอกสารประกอบคำฟ้อง เมื่อขัดแย้งกับคำฟ้อง ฟ้องโจทก์จึงเป็นคำฟ้องที่เคลือบคลุมเห็นว่าตามคำฟ้องโจทก์ได้บรรยายว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง จำเลยได้บังอาจมีไว้ในครอบครองซึ่งเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 1 เม็ด น้ำหนัก 0.09 กรัม โดยฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เหตุเกิดที่แขวงบางบอนเขตบางบอน กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษจำเลยตามกฎหมายเมื่อพิจารณาคำฟ้องโจทก์แล้วเห็นว่า โจทก์ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่า จำเลยได้กระทำผิด ข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดจากการกระทำนั้น อีกทั้งบุคคลและสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดีแล้ว ส่วนคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 1 ซึ่งระบุรายละเอียดแตกต่างจากคำฟ้องนั้น ร้อยตำรวจโทสุรวุฒิพนักงานสอบสวนเบิกความว่าเป็นการพิมพ์ผิดพลาด อีกทั้งคำฟ้องจะเคลือบคลุมหรือไม่นั้น ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดในคำร้องขอฝากขังแต่ประการใด คำฟ้องโจทก์จึงไม่เคลือบคลุม

ปัญหาวินิจฉัยต่อไปมีว่า การนั่งพิจารณาคดีโดยไม่ครบองค์คณะมีผู้พิพากษาเพียงนายเดียวนั่งพิจารณาจนกระทั่งมีคำพิพากษาจึงให้ผู้พิพากษาอีก 1 คน ที่ไม่ได้นั่งพิจารณาลงชื่อในคำพิพากษาด้วย จึงเป็นการไม่ชอบด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 22 และ 23 และจำเลยเพิ่งตรวจพบในชั้นอุทธรณ์นั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า คดีนี้มีการสืบพยานโจทก์ครั้งแรกวันที่ 21 ธันวาคม 2541 และมีการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีตลอดมาจนกระทั่งสืบพยานจำเลยนัดสุดท้ายวันที่ 19 มีนาคม 2542 โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยานจำเลยปากสุดท้ายคือนายกวี กู้ประเสริฐ ทนายจำเลยเบิกความด้วยตนเอง และตามบันทึกคำพยานทุกปากมีผู้พิพากษาลงชื่อเพียงคนเดียว จำเลยและทนายจำเลยได้ลงชื่อทุกครั้ง ฉะนั้นที่จำเลยฎีกาอ้างว่า เพิ่งตรวจพบว่ามีผู้พิพากษาเพียงคนเดียวนั่งพิจารณาคดีไม่ครบองค์คณะในชั้นอุทธรณ์นั้นฟังไม่ขึ้นเพราะทุกครั้งที่มีการพิจารณาคดีจำเลยทนายจำเลยทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวดีอยู่แล้ว เมื่อจำเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านตั้งแต่ขณะที่ศาลชั้นต้นกำลังดำเนินกระบวนพิจารณาอยู่ต่อหน้าจำเลยเป็นการละเลยไม่ได้โต้แย้งคัดค้านในเวลาอันสมควรย่อมถือได้ว่าจำเลยได้สละสิทธินั้นแล้ว จำเลยเพิ่งจะมายกขึ้นโต้แย้งเมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาแล้วไม่ได้ ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1903/2517 ระหว่างพนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายปัญญา เนินลพจำเลย

ปัญหาวินิจฉัยประการสุดท้ายมีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยนั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลย 8 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นปรับอีกสถานหนึ่งโดยปรับจำเลย 8,000 บาท และรอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี เห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยอีกสถานหนึ่งนั้น ไม่เป็นการเพิ่มโทษแก่จำเลย เพราะตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 กำหนดระดับการลงโทษไว้โดยโทษจำคุกอยู่ใน (2) ส่วนโทษปรับอยู่ใน (4) ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับแต่รอการลงโทษจำคุกไว้ โทษที่จำเลยได้รับตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์จึงต่ำกว่าโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นมิใช่กรณีที่ศาลอุทธรณ์เพิ่มเติมโทษจำเลย ทั้งนี้ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2803/2535 ระหว่างนางดนยา หงสกุล โจทก์ นายศุภชัยพิพัฒน์ธนผล จำเลย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001159.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543