คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 594/2544 ฉบับเต็ม

#36424
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 594/2544 บริษัท วชิระธนสินประกันภัย จำกัด โจทก์ นาย ณัฐพล แซ่ยับหรือพฤกษ์ภักดี กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 42, มาตรา 174 โจทก์ยื่นอุทธรณ์และขอให้มีหนังสือไปยังศาลจังหวัดสงขลาเพื่อจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย ต่อมาโจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นว่าส่งสำเนาอุทธรณ์ไม่ได้ ขอสืบหาภูมิลำเนา ศาลชั้นต้นสั่งว่า "อนุญาตให้สืบหาภูมิลำเนาได้ภายในวันที่ 20 มกราคม 2542" วันที่ 6 มกราคม2542 โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยตาย ขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการมรดก หรือผู้ปกครองทรัพย์มรดก และสืบว่ามีทรัพย์มรดกหรือไม่แล้วจะขอให้เรียกเข้ามาแทนที่จำเลย หรือกรณีที่จำเลยไม่มีทรัพย์มรดกโจทก์จะถอนอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นสั่งว่า "อนุญาตถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์2542" คำสั่งดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 42 แต่เป็นดุลพินิจที่จะสั่งได้เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว โจทก์มีหน้าที่ต้องดำเนินการ การที่โจทก์ไม่ดำเนินการจึงถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และตามมาตรา 132(1) ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 18มีนาคม 2542 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า โจทก์ไม่สามารถนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์สืบหาทายาทจำเลยที่ 1ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์มิได้ดำเนินการศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าเมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกจำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกจำเลยที่ 1 และสืบว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทหรือไม่ ศาลชั้นต้นชอบที่จะจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอให้โจทก์ตรวจสอบและยื่นคำร้องขอให้เรียกทายาทหรือผู้จัดการมรดกเข้ามาแทนที่จำเลยที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องโจทก์ให้โจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ที่โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เรียกทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์มรดกเข้ามาแทนที่จำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 1 ปี นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์โจทก์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 ว่า "รับอุทธรณ์ของโจทก์ให้ผู้อุทธรณ์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์" และในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดสงขลาขอให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือไปยังศาลจังหวัดสงขลาเพื่อจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจัดการให้ ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2541โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าพนักงานเดินหมายของศาลจังหวัดสงขลารายงานว่า ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เนื่องจากเป็นบ้านเช่าและจำเลยที่ 1 ย้ายไปอยู่ที่อื่นขอสืบหาภูมิลำเนาที่แน่นอนของจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตให้โจทก์สืบหาภูมิลำเนาของจำเลยได้ภายในวันที่ 20 มกราคม 2542" วันที่ 6มกราคม 2542 โจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการมรดกจำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกจำเลยที่ 1 และสืบว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทหรือไม่เมื่อได้ข้อเท็จจริงประการใดแล้ว โจทก์จะร้องขอให้มีคำสั่งเรียกทายาทหรือบุคคลอื่นใดเข้ามาแทนที่จำเลยหรือกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์มรดกโจทก์จะได้ขอถอนอุทธรณ์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตถึงวันที่ 7กุมภาพันธ์ 2542" คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ดังที่โจทก์ฎีกาแต่เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งได้เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว โจทก์มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามคำร้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากโจทก์มีเหตุไม่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็ชอบที่จะแจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบเพื่อขอขยายระยะเวลาหรือขอให้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรหรือหากไม่เห็นพ้องกับคำสั่งศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งในภายหลังได้การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำร้องโดยไม่แจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบภายในกำหนดเวลา ต้องถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และตามมาตรา 132(1) ซึ่งนำมาใช้บังคับในชั้นอุทธรณ์ด้วยโดยอนุโลมบัญญัติให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเรื่องนี้ ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์จึงชอบแล้ว" พิพากษายืน (พิชัย เตโชพิทยากูล-สุเทพ เจตนาการณ์กุล-วิชัย วิสิทธวงศ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ กรณีที่คู่ความมรณะในระหว่างพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ให้ศาลเลื่อนคดีไปเพื่อหาผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะต่อไป ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างอื่นไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1010/2539) เพราะถือว่าไม่มีคู่ความฝ่ายที่มรณะอยู่ระหว่างนั้น หากครบ 1 ปี ไม่มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ จึงจะสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความได้ คดีนี้จำเลยถึงแก่ความตายระหว่างการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย จึงเป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 5474/2536) ศาลชั้นต้นจะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยในระหว่างนี้ไม่ได้ จึงมีปัญหาว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ดำเนินการหาผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยภายในวันที่ 7กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์ไม่ดำเนินการจะถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246 หรือไม่ การที่จะถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา 174(2) จะต้องเป็นกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ซึ่งจะต้องพิจารณาด้วยว่าศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ปฏิบัติเช่นนั้นได้หรือไม่ ถ้าศาลไม่มีอำนาจสั่งย่อมจะถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องเพราะไม่ดำเนินคดีตามที่ศาลสั่งไม่ได้สำหรับการเข้าเป็นคู่ความแทนที่นั้น มาตรา 42 ได้ กำหนดเวลาในการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้มีการเข้าเป็นคู่ความแทนที่ไว้แล้วโดยถ้าพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่คู่ความมรณะไม่มีผู้ใดเข้าเป็นคู่ความแทนศาลจึงจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความได้ตามมาตรา 42 วรรคสองกฎหมายกำหนดเวลาสำหรับขั้นตอนดังกล่าวไว้เช่นนี้แล้ว ศาลจึงไม่อาจสั่งเร่งรัดไปกว่านี้อีกได้ และตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 6 มกราคม 2542โจทก์เพียงแต่แถลงให้ศาลทราบว่าจำเลยตาย มิได้มีการขอให้ศาลกำหนดเวลาหรือขอขยายระยะเวลาสืบหาที่อยู่ เนื่องจากกำหนดเวลาในการสืบหาที่อยู่ถึงวันที่ 20 มกราคม 2542 เป็นอันสิ้นผลไปแล้วเพราะจำเลยตายจะต้องดำเนินการหาผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่เท่านั้นดังกล่าวข้างต้นที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าอนุญาตถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 จึงไม่มีผลบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติ การที่โจทก์ไม่ดำเนินคดีตามคำสั่งดังกล่าวจึงไม่น่าจะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
36424
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082067617"
    }
}
date
2544
deka_no
594/2544
deka_running_no
594
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พิชัย เตโชพิทยากูล",
    "สุเทพ เจตนาการณ์กุล",
    "วิชัย วิสิทธวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 42",
            "ม. 174"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท วชิระธนสินประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ณัฐพล แซ่ยับหรือพฤกษ์ภักดี กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ ระหว่างพิจารณาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์ ให้โจทก์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์ ต่อมาวันที่ 18มีนาคม 2542 เจ้าหน้าที่ศาลรายงานว่า โจทก์ไม่สามารถนำส่งหมายนัดและสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 เนื่องจากจำเลยที่ 1ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์สืบหาทายาทจำเลยที่ 1ถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์มิได้ดำเนินการศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รวบรวมถ้อยคำสำนวนส่งศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาสั่ง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์ โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์ว่าศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์ชอบหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าเมื่อโจทก์ทราบว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการทรัพย์มรดกจำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกจำเลยที่ 1 และสืบว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทหรือไม่ ศาลชั้นต้นชอบที่จะจำหน่ายคดีชั่วคราวเพื่อรอให้โจทก์ตรวจสอบและยื่นคำร้องขอให้เรียกทายาทหรือผู้จัดการมรดกเข้ามาแทนที่จำเลยที่ 1 การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในคำร้องโจทก์ให้โจทก์แถลงต่อศาลชั้นต้นภายในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ที่โจทก์มีสิทธิร้องขอให้เรียกทายาทหรือผู้จัดการมรดกหรือผู้ปกครองทรัพย์มรดกเข้ามาแทนที่จำเลยที่ 1 ภายในกำหนด 1 ปี นั้น เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในอุทธรณ์โจทก์เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2541 ว่า "รับอุทธรณ์ของโจทก์ให้ผู้อุทธรณ์นำส่งสำเนาอุทธรณ์ให้อีกฝ่ายภายใน 15 วัน มิฉะนั้นถือว่าทิ้งอุทธรณ์" และในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ โจทก์ยื่นคำแถลงว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลจังหวัดสงขลาขอให้ศาลชั้นต้นมีหนังสือไปยังศาลจังหวัดสงขลาเพื่อจัดส่งสำเนาอุทธรณ์ให้แก่จำเลยที่ 1 ศาลชั้นต้นจัดการให้ ต่อมาวันที่ 30 ธันวาคม 2541โจทก์ยื่นคำแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าพนักงานเดินหมายของศาลจังหวัดสงขลารายงานว่า ส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ เนื่องจากเป็นบ้านเช่าและจำเลยที่ 1 ย้ายไปอยู่ที่อื่นขอสืบหาภูมิลำเนาที่แน่นอนของจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 20 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตให้โจทก์สืบหาภูมิลำเนาของจำเลยได้ภายในวันที่ 20 มกราคม 2542" วันที่ 6มกราคม 2542 โจทก์ยื่นคำร้องว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ขอตรวจสอบทายาทหรือผู้จัดการมรดกจำเลยที่ 1 หรือบุคคลอื่นใดที่ปกครองทรัพย์มรดกจำเลยที่ 1 และสืบว่าจำเลยที่ 1 มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่ทายาทหรือไม่เมื่อได้ข้อเท็จจริงประการใดแล้ว โจทก์จะร้องขอให้มีคำสั่งเรียกทายาทหรือบุคคลอื่นใดเข้ามาแทนที่จำเลยหรือกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่มีทรัพย์มรดกโจทก์จะได้ขอถอนอุทธรณ์ต่อไป ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า "อนุญาตถึงวันที่ 7กุมภาพันธ์ 2542" คำสั่งของศาลชั้นต้นดังกล่าวไม่เป็นการขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ดังที่โจทก์ฎีกาแต่เป็นดุลพินิจของศาลชั้นต้นที่จะสั่งได้เพื่อให้กระบวนพิจารณาดำเนินไปโดยรวดเร็ว โจทก์มีหน้าที่ต้องดำเนินการตามคำร้องภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนด หากโจทก์มีเหตุไม่สามารถดำเนินการได้ภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดก็ชอบที่จะแจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบเพื่อขอขยายระยะเวลาหรือขอให้มีคำสั่งอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควรหรือหากไม่เห็นพ้องกับคำสั่งศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์คำสั่งในภายหลังได้การที่โจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินการตามคำร้องโดยไม่แจ้งเหตุให้ศาลชั้นต้นทราบภายในกำหนดเวลา ต้องถือว่าโจทก์เพิกเฉยไม่ดำเนินคดีภายในเวลาที่ศาลชั้นต้นกำหนดอันเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 174(2) ประกอบด้วยมาตรา 246 และตามมาตรา 132(1) ซึ่งนำมาใช้บังคับในชั้นอุทธรณ์ด้วยโดยอนุโลมบัญญัติให้ศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีเสียจากสารบบความได้โดยไม่ต้องวินิจฉัยชี้ขาดประเด็นเรื่องนี้ ฉะนั้นที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้จำหน่ายคดีโจทก์จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
กรณีที่คู่ความมรณะในระหว่างพิจารณาประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 42 ให้ศาลเลื่อนคดีไปเพื่อหาผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะต่อไป ศาลจะดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างอื่นไม่ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1010/2539) เพราะถือว่าไม่มีคู่ความฝ่ายที่มรณะอยู่ระหว่างนั้น หากครบ 1 ปี ไม่มีผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่ผู้มรณะ จึงจะสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความได้ คดีนี้จำเลยถึงแก่ความตายระหว่างการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลย จึงเป็นหน้าที่ของศาลอุทธรณ์ที่จะมีคำสั่งเกี่ยวกับการเข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยผู้มรณะ (คำสั่งคำร้องศาลฎีกาที่ 5474/2536) ศาลชั้นต้นจะดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องการส่งสำเนาอุทธรณ์ให้จำเลยในระหว่างนี้ไม่ได้ จึงมีปัญหาว่า การที่ศาลชั้นต้นสั่งให้โจทก์ดำเนินการหาผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่จำเลยภายในวันที่ 7กุมภาพันธ์ 2542 แต่โจทก์ไม่ดำเนินการจะถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา 174(2) ประกอบมาตรา 246 หรือไม่ การที่จะถือว่าทิ้งฟ้องอุทธรณ์ตามมาตรา 174(2) จะต้องเป็นกรณีที่ผู้อุทธรณ์ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ซึ่งจะต้องพิจารณาด้วยว่าศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้ปฏิบัติเช่นนั้นได้หรือไม่ ถ้าศาลไม่มีอำนาจสั่งย่อมจะถือว่าเป็นการทิ้งฟ้องเพราะไม่ดำเนินคดีตามที่ศาลสั่งไม่ได้สำหรับการเข้าเป็นคู่ความแทนที่นั้น มาตรา 42 ได้ กำหนดเวลาในการดำเนินกระบวนพิจารณาเพื่อให้มีการเข้าเป็นคู่ความแทนที่ไว้แล้วโดยถ้าพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่คู่ความมรณะไม่มีผู้ใดเข้าเป็นคู่ความแทนศาลจึงจะมีคำสั่งจำหน่ายคดีจากสารบบความได้ตามมาตรา 42 วรรคสองกฎหมายกำหนดเวลาสำหรับขั้นตอนดังกล่าวไว้เช่นนี้แล้ว ศาลจึงไม่อาจสั่งเร่งรัดไปกว่านี้อีกได้ และตามคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 6 มกราคม 2542โจทก์เพียงแต่แถลงให้ศาลทราบว่าจำเลยตาย มิได้มีการขอให้ศาลกำหนดเวลาหรือขอขยายระยะเวลาสืบหาที่อยู่ เนื่องจากกำหนดเวลาในการสืบหาที่อยู่ถึงวันที่ 20 มกราคม 2542 เป็นอันสิ้นผลไปแล้วเพราะจำเลยตายจะต้องดำเนินการหาผู้เข้าเป็นคู่ความแทนที่เท่านั้นดังกล่าวข้างต้นที่ศาลชั้นต้นสั่งว่าอนุญาตถึงวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2542 จึงไม่มีผลบังคับให้โจทก์ต้องปฏิบัติ การที่โจทก์ไม่ดำเนินคดีตามคำสั่งดังกล่าวจึงไม่น่าจะถือว่าโจทก์ทิ้งฟ้องอุทธรณ์ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001141.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544