คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2544 ฉบับเต็ม

#36441
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1022/2544 พนักงานอัยการจังหวัดน่าน โจทก์ นายอินปั๋นหรือศรี แก้วโก กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 62 พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518 มาตรา 36 ทวิ ป.ที่ดิน มาตรา 3 พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4, มาตรา 69, มาตรา 74 ที่ดินที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมพ.ศ. 2518 ส.ป.ก. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยไม่ตกเป็นที่ราชพัสดุตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 มาตรา 36 ทวิซึ่งเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่นตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 3(2) จึงไม่ใช่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4(1)การตัดและทอนต้นมะม่วงป่าอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดิน ส.ป.ก.ย่อมไม่เป็นการทำไม้ตามความหมายของมาตรา 4(5) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 ไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 เป็นผลให้การได้ไม้มะม่วงป่าที่ยังไม่ได้แปรรูปเป็นการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยสำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าต้นมะม่วงป่าขึ้นอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยเข้าทำประโยชน์ ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนนี้ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดดังกล่าวข้างต้นการที่จำเลยมีไม้มะม่วงป่าซึ่งยังไม่ได้แปรรูปดังกล่าว จึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามร่วมกันมีไม้มะม่วงป่าซึ่งยังมิได้แปรรูป อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 6 ท่อน ปริมาตร 8.58 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม้เหล่านี้ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายและจำเลยทั้งสามพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้ดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลเจดีย์ชัย อำเภอปัว จังหวัดน่าน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 32 และริบของกลาง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (2), 74 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสาม คนละ 8 เดือน ริบของกลาง จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบของกลาง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5วินิจฉัยแล้วโดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไม้มะม่วงป่าซึ่งยังมิได้แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 6 ท่อน ปริมาตร 8.58 ลูกบาศก์เมตรของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย โดยได้มาจากการที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัดและทอนต้นมะม่วงป่าที่ขึ้นอยู่ในเขตป่าชุมชน โจทก์ฎีกาอ้างว่า ต้นมะม่วงป่าเจริญเติบโตอยู่ในป่ามาก่อน จำเลยที่ 2 เข้าไปทำกินและจับจองที่ดินเพื่อใช้สิทธิตามกฎหมาย ส.ป.ก. 4-01 จำเลยที่ 2 จะต้องทราบแนวเขตที่ดินของตนเองอย่างชัดเจน หากไม่แน่ใจก็ย่อมขอให้เจ้าพนักงานเข้าไปตรวจสอบแนวเขตเสียก่อนตัดต้นไม้นั้น และจำเลยทั้งสามมีภาระต้องพิสูจน์ว่าได้ไม้มะม่วงป่าของกลางมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ได้พิสูจน์ว่าได้ไม้มะม่วงป่าของกลางมาโดยชอบด้วยกฎหมายศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะรับฟังว่าจำเลยทั้งสามขาดเจตนาไม่ได้นั้น เห็นว่าต้นมะม่วงของกลางขึ้นอยู่ใกล้แนวเขตที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์มาก ห่างเพียง 1.50 เมตร จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในเขตที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2เข้าทำประโยชน์ตั้งแต่ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีเครื่องหมายแสดงแนวเขตที่ป่าชุมชนเอาไว้ด้วย ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัดต้นมะม่วงป่าของกลางโดยเปิดเผยในเวลากลางวันย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในเขตที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์เมื่อจำเลยที่ 2 มีความมั่นใจดังกล่าวแล้วจึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2ไม่ได้ไปขอให้เจ้าพนักงานมาตรวจสอบแนวเขตก่อนกรณีนี้หากต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์อันเป็นที่ดินที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ส.ป.ก. จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยไม่ตกเป็นที่ราชพัสดุ ตามมาตรา 36 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่นตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 3(2) จึงไม่ใช่ป่าตามความหมายของมาตรา 4(1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484การตัดและทอนต้นมะม่วงป่าอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ซึ่งไม่ใช่ป่าก็จะไม่เป็นทำไม้ตามความหมายของมาตรา 4(5) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 อันไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484ย่อมเป็นผลให้การได้ไม้มะม่วงป่าของกลางที่ยังไม่ได้แปรรูปเป็นการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัดต้นมะม่วงป่าของกลางเนื่องจากเชื่อจำเลยที่ 2 ว่า ต้นมะม่วงป่าของกลางอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนที่จำเลยทั้งสามสำคัญผิดนี้ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดดังกล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นจำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (พูนศักดิ์ จงกลนี-วิชา มหาคุณ-ปัญญา สุทธิบดี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญา ก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนาไม่ว่าเป็นเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลตามมาตรา 59 วรรคสองแต่ถ้าผู้กระทำไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดมาตรา 59 วรรคสาม มิให้ถือว่าผู้กระทำมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล กรณีตามมาตรา 59 วรรคสาม จะต้องเป็นเรื่องที่มีข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบภายนอกอยู่ครบถ้วน แต่ผู้กระทำไม่รู้ว่ามีข้อเท็จจริงนั้นอยู่ จึงไม่ถือว่าผู้กระทำมีเจตนากระทำผิด ย่อมไม่มีความผิดเพราะขาดองค์ประกอบภายใน ส่วนความสำคัญผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง ต่างกับความไม่รู้ข้อเท็จจริงตามมาตรา 59 วรรคสาม กล่าวคือกรณีสำคัญผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นเรื่องที่การกระทำของจำเลยครบถ้วนทั้งองค์ประกอบภายนอกและภายใน และไม่มีกรณีที่ผู้กระทำไม่รู้ข้อเท็จจริงตามมาตรา 59 วรรคสามแล้ว แต่ผู้กระทำสำคัญผิดโดยคิดว่ามีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมซึ่งข้อเท็จจริงนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด หรือทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีอยู่จริงก็ต้องสมมติว่ามีอยู่เช่นนั้น ผู้กระทำจึงได้รับคุณดังกล่าวอยู่นั่นเอง คดีนี้จำเลยมีไม้มะม่วงป่าซึ่งยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยเจตนาเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายในของความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 แล้วแต่ถ้าเป็นการได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมายก็จะไม่มีความผิดเนื่องจากมาตราดังกล่าวบัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ การได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยสำคัญผิดว่าไม้ดังกล่าวได้มาจากการทำไม้ที่ไม่ได้ขึ้นในป่า เนื่องจากเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดิน ส.ป.ก.แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะไม่เป็นดังที่จำเลยสำคัญผิดก็ต้องสมมติข้อเท็จจริงเป็นดั่งนั้นตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง เมื่อเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินส.ป.ก. เท่ากับเป็นไม้ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีไม้ดังกล่าวไว้ในครอบครอง ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
36441
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082066948"
    }
}
date
2544
deka_no
1022/2544
deka_running_no
1022
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "วิชา มหาคุณ",
    "ปัญญา สุทธิบดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 62"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2518",
        "sections": [
            "ม. 36 ทวิ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายที่ดิน",
        "law_abbr": "ป.ที่ดิน",
        "sections": [
            "ม. 3"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 69",
            "ม. 74"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดน่าน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอินปั๋นหรือศรี แก้วโก กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2540 เวลากลางวันจำเลยทั้งสามร่วมกันมีไม้มะม่วงป่าซึ่งยังมิได้แปรรูป อันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 6 ท่อน ปริมาตร 8.58 ลูกบาศก์เมตร ไว้ในครอบครองโดยไม้เหล่านี้ไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขายและจำเลยทั้งสามพิสูจน์ไม่ได้ว่าได้ไม้ดังกล่าวมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เหตุเกิดที่ตำบลเจดีย์ชัย อำเภอปัว จังหวัดน่าน ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 มาตรา 69, 73, 74, 74 ทวิ, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83, 32 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 วรรคสอง (2), 74 ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 จำคุกคนละ 1 ปี ทางนำสืบของจำเลยทั้งสามเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสาม คนละ 8 เดือน ริบของกลาง

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ แต่ให้ริบของกลาง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5วินิจฉัยแล้วโดยคู่ความมิได้ฎีกาคัดค้านว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันมีไม้มะม่วงป่าซึ่งยังมิได้แปรรูปอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. จำนวน 6 ท่อน ปริมาตร 8.58 ลูกบาศก์เมตรของกลางไว้ในครอบครองโดยไม่มีรอยตราค่าภาคหลวงหรือรอยตรารัฐบาลขาย โดยได้มาจากการที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัดและทอนต้นมะม่วงป่าที่ขึ้นอยู่ในเขตป่าชุมชน โจทก์ฎีกาอ้างว่า ต้นมะม่วงป่าเจริญเติบโตอยู่ในป่ามาก่อน จำเลยที่ 2 เข้าไปทำกินและจับจองที่ดินเพื่อใช้สิทธิตามกฎหมาย ส.ป.ก. 4-01 จำเลยที่ 2 จะต้องทราบแนวเขตที่ดินของตนเองอย่างชัดเจน หากไม่แน่ใจก็ย่อมขอให้เจ้าพนักงานเข้าไปตรวจสอบแนวเขตเสียก่อนตัดต้นไม้นั้น และจำเลยทั้งสามมีภาระต้องพิสูจน์ว่าได้ไม้มะม่วงป่าของกลางมาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยทั้งสามไม่ได้พิสูจน์ว่าได้ไม้มะม่วงป่าของกลางมาโดยชอบด้วยกฎหมายศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะรับฟังว่าจำเลยทั้งสามขาดเจตนาไม่ได้นั้น เห็นว่าต้นมะม่วงของกลางขึ้นอยู่ใกล้แนวเขตที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์มาก ห่างเพียง 1.50 เมตร จำเลยที่ 2 กล่าวอ้างว่าต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในเขตที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2เข้าทำประโยชน์ตั้งแต่ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด นอกจากนี้ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่ามีเครื่องหมายแสดงแนวเขตที่ป่าชุมชนเอาไว้ด้วย ประกอบกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัดต้นมะม่วงป่าของกลางโดยเปิดเผยในเวลากลางวันย่อมแสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยที่ 2 สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในเขตที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์เมื่อจำเลยที่ 2 มีความมั่นใจดังกล่าวแล้วจึงเป็นเหตุให้จำเลยที่ 2ไม่ได้ไปขอให้เจ้าพนักงานมาตรวจสอบแนวเขตก่อนกรณีนี้หากต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์อันเป็นที่ดินที่ ส.ป.ก. ได้มาตามพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ส.ป.ก. จะเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์โดยไม่ตกเป็นที่ราชพัสดุ ตามมาตรา 36 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ซึ่งเป็นการได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินมาตามกฎหมายอื่นตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 3(2) จึงไม่ใช่ป่าตามความหมายของมาตรา 4(1) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484การตัดและทอนต้นมะม่วงป่าอันเป็นไม้หวงห้ามประเภท ก. ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ซึ่งไม่ใช่ป่าก็จะไม่เป็นทำไม้ตามความหมายของมาตรา 4(5) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้พ.ศ. 2484 อันไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484ย่อมเป็นผลให้การได้ไม้มะม่วงป่าของกลางที่ยังไม่ได้แปรรูปเป็นการได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 สำคัญผิดในข้อเท็จจริงว่าต้นมะม่วงป่าของกลางขึ้นอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ ส่วนจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตัดต้นมะม่วงป่าของกลางเนื่องจากเชื่อจำเลยที่ 2 ว่า ต้นมะม่วงป่าของกลางอยู่ในที่ดินที่ ส.ป.ก. อนุญาตให้จำเลยที่ 2 เข้าทำประโยชน์ซึ่งข้อเท็จจริงในส่วนที่จำเลยทั้งสามสำคัญผิดนี้ถ้ามีอยู่จริงจะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิดดังกล่าวไว้ข้างต้น ดังนั้นจำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 62 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคหนึ่ง บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญา ก็ต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนาไม่ว่าเป็นเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลตามมาตรา 59 วรรคสองแต่ถ้าผู้กระทำไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดมาตรา 59 วรรคสาม มิให้ถือว่าผู้กระทำมีเจตนาประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผล กรณีตามมาตรา 59 วรรคสาม จะต้องเป็นเรื่องที่มีข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบภายนอกอยู่ครบถ้วน แต่ผู้กระทำไม่รู้ว่ามีข้อเท็จจริงนั้นอยู่ จึงไม่ถือว่าผู้กระทำมีเจตนากระทำผิด ย่อมไม่มีความผิดเพราะขาดองค์ประกอบภายใน ส่วนความสำคัญผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง ต่างกับความไม่รู้ข้อเท็จจริงตามมาตรา 59 วรรคสาม กล่าวคือกรณีสำคัญผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง จะต้องเป็นเรื่องที่การกระทำของจำเลยครบถ้วนทั้งองค์ประกอบภายนอกและภายใน และไม่มีกรณีที่ผู้กระทำไม่รู้ข้อเท็จจริงตามมาตรา 59 วรรคสามแล้ว แต่ผู้กระทำสำคัญผิดโดยคิดว่ามีข้อเท็จจริงเพิ่มเติมซึ่งข้อเท็จจริงนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่จะทำให้การกระทำไม่เป็นความผิด หรือทำให้ผู้กระทำไม่ต้องรับโทษ หรือได้รับโทษน้อยลง แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่มีอยู่จริงก็ต้องสมมติว่ามีอยู่เช่นนั้น ผู้กระทำจึงได้รับคุณดังกล่าวอยู่นั่นเอง คดีนี้จำเลยมีไม้มะม่วงป่าซึ่งยังมิได้แปรรูปไว้ในครอบครองโดยเจตนาเป็นการกระทำที่ครบองค์ประกอบภายนอกและองค์ประกอบภายในของความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 69 แล้วแต่ถ้าเป็นการได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมายก็จะไม่มีความผิดเนื่องจากมาตราดังกล่าวบัญญัติเป็นข้อยกเว้นไว้ การได้ไม้นั้นมาโดยชอบด้วยกฎหมายจึงเป็นเหตุยกเว้นความผิดตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง การที่จำเลยสำคัญผิดว่าไม้ดังกล่าวได้มาจากการทำไม้ที่ไม่ได้ขึ้นในป่า เนื่องจากเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดิน ส.ป.ก.แม้ข้อเท็จจริงดังกล่าวจะไม่เป็นดังที่จำเลยสำคัญผิดก็ต้องสมมติข้อเท็จจริงเป็นดั่งนั้นตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง เมื่อเป็นไม้ที่ขึ้นในที่ดินส.ป.ก. เท่ากับเป็นไม้ที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย จำเลยจึงไม่มีความผิดฐานมีไม้ดังกล่าวไว้ในครอบครอง ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001135.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544