คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2779/2544 ฉบับเต็ม

#36469
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2779/2544 กรมสรรพากร โจทก์ บริษัท อนุพจน์ก่อสร้าง จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17 ฟ้องของกรมสรรพากรโจทก์ในคดีนี้มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันกับคดีเดิมว่า จำเลยต้องรับผิดชำระภาษีการค้าพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ ซึ่งในคดีเดิมที่จำเลยฟ้องโจทก์ศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยคดีถึงที่สุดมาแล้ว การที่โจทก์นำมูลหนี้เดียวกันมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ขอให้ชำระภาษีการค้าจำนวนเดียวกันพร้อมเงินเพิ่มอีกจึงเป็นฟ้องซ้ำ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 และปี 2528แล้วประเมินภาษีการค้าในระยะเวลาสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2527 รวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มด้วยเป็นเงิน 341,004 บาท กรณีที่จำเลยนำรายรับดอกเบี้ยมาเสียภาษีการค้าไว้ไม่ครบถ้วนและประเมินภาษีการค้าล่วงหน้าต่อมาจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งปรากฏว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย ครั้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2533 จำเลยได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมิน ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง หลังจากนั้นจำเลยได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24มีนาคม 2536 เฉพาะประเด็นภาษีการค้าจำนวน 341,004 บาทให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1038/2536 ลงวันที่ 7 เมษายน 2536 จึงถือว่าจำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรค้างอยู่ตามแบบแจ้งการประเมิน จำเลยไม่ชำระค่าภาษีดังกล่าว จึงต้องเสียเงินเพิ่มอีกถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 388,978.72 บาท ต่อมาจำเลยชำระค่าภาษีตามคำสั่งอายัดของโจทก์เป็นเงิน 794.20 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น 388,184.52 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์ตามใบแจ้งการประเมินจำนวน 341,004 บาท และหนี้ดังกล่าวหากจะมีอยู่จริงก็เกิดขึ้นเกินกว่าสิบปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความทั้งโจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเพราะเมื่อโจทก์แจ้งการประเมินภาษีการค้า ย่อมถือว่าเป็นการสั่งบังคับตามอำนาจกฎหมาย เพื่อให้จำเลยใช้หนี้ค่าภาษีอากรตามที่เรียกร้อง อันมีผลให้จำเลยอาจถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล การที่จำเลยมิได้ชำระค่าภาษีตามใบแจ้งการประเมินหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือตามคำพิพากษาศาลฎีกาก็หาได้เป็นการโต้แย้งสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้พิพากษายกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน388,184.32 บาท แก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่าเดิมพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 และปี 2528แล้วประเมินภาษีการค้าในระยะเวลาสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2527 รวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน 341,004 บาท จำเลยได้รับทราบการประเมินเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2531 จำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 192/2534 หลังจากนั้นจำเลยได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางต่อศาลฎีกา ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2536 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนของภาษีการค้า พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน341,004 บาท ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1038/2536 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 188 ถึง 218 แต่จำเลยไม่ชำระค่าภาษีดังกล่าว จำเลยจึงต้องเสียภาษีและเงินเพิ่มถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม388,978.72 บาท ต่อมาจำเลยชำระค่าภาษีตามคำสั่งอายัดของกรมสรรพากรเป็นเงิน 794.20 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น 388,184.52 บาทโจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ เห็นว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ก็มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า จำเลยต้องรับผิดชำระภาษีการค้า พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ ซึ่งในคดีเดิมได้วินิจฉัยมาแล้ว การที่โจทก์นำมูลหนี้เดียวกันมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาอ้างแต่อย่างใด เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไปที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ (มงคล ทับเที่ยง-สมศักดิ์ วงศ์ยืน-สบโชค สุขารมณ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
36469
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082064825"
    }
}
date
2544
deka_no
2779/2544
deka_running_no
2779
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "มงคล ทับเที่ยง",
    "สมศักดิ์ วงศ์ยืน",
    "สบโชค สุขารมณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528",
        "sections": [
            "ม. 17"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "กรมสรรพากร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท อนุพจน์ก่อสร้าง จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานของโจทก์ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 และปี 2528แล้วประเมินภาษีการค้าในระยะเวลาสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2527 รวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มด้วยเป็นเงิน 341,004 บาท กรณีที่จำเลยนำรายรับดอกเบี้ยมาเสียภาษีการค้าไว้ไม่ครบถ้วนและประเมินภาษีการค้าล่วงหน้าต่อมาจำเลยได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ซึ่งปรากฏว่าคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย ครั้นเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2533 จำเลยได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมิน ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้อง หลังจากนั้นจำเลยได้อุทธรณ์คัดค้านคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24มีนาคม 2536 เฉพาะประเด็นภาษีการค้าจำนวน 341,004 บาทให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1038/2536 ลงวันที่ 7 เมษายน 2536 จึงถือว่าจำเลยเป็นหนี้ภาษีอากรค้างอยู่ตามแบบแจ้งการประเมิน จำเลยไม่ชำระค่าภาษีดังกล่าว จึงต้องเสียเงินเพิ่มอีกถึงวันฟ้องรวมเป็นเงิน 388,978.72 บาท ต่อมาจำเลยชำระค่าภาษีตามคำสั่งอายัดของโจทก์เป็นเงิน 794.20 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น 388,184.52 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า จำเลยมิได้เป็นหนี้ค่าภาษีอากรโจทก์ตามใบแจ้งการประเมินจำนวน 341,004 บาท และหนี้ดังกล่าวหากจะมีอยู่จริงก็เกิดขึ้นเกินกว่าสิบปีแล้ว คดีโจทก์จึงขาดอายุความทั้งโจทก์ไม่มีสิทธินำคดีมาฟ้องเพราะเมื่อโจทก์แจ้งการประเมินภาษีการค้า ย่อมถือว่าเป็นการสั่งบังคับตามอำนาจกฎหมาย เพื่อให้จำเลยใช้หนี้ค่าภาษีอากรตามที่เรียกร้อง อันมีผลให้จำเลยอาจถูกยึดทรัพย์ขายทอดตลาดโดยไม่ต้องฟ้องคดีต่อศาล การที่จำเลยมิได้ชำระค่าภาษีตามใบแจ้งการประเมินหรือคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์หรือตามคำพิพากษาศาลฎีกาก็หาได้เป็นการโต้แย้งสิทธิที่โจทก์จะนำคดีมาฟ้อง โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้พิพากษายกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน388,184.32 บาท แก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่าเดิมพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ออกหมายเรียกตรวจสอบภาษีอากรของจำเลยสำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2527 และปี 2528แล้วประเมินภาษีการค้าในระยะเวลาสิ้นสุดเดือนธันวาคม 2527 รวมทั้งเบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน 341,004 บาท จำเลยได้รับทราบการประเมินเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2531 จำเลยอุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยให้ยกอุทธรณ์ของจำเลย จำเลยได้ฟ้องโจทก์ต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 192/2534 หลังจากนั้นจำเลยได้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางต่อศาลฎีกา ต่อมาวันที่ 24 มีนาคม 2536 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ในส่วนของภาษีการค้า พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน341,004 บาท ชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้นตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1038/2536 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 188 ถึง 218 แต่จำเลยไม่ชำระค่าภาษีดังกล่าว จำเลยจึงต้องเสียภาษีและเงินเพิ่มถึงวันฟ้องเป็นเงินรวม388,978.72 บาท ต่อมาจำเลยชำระค่าภาษีตามคำสั่งอายัดของกรมสรรพากรเป็นเงิน 794.20 บาท คงเหลือเงินที่จำเลยต้องชำระทั้งสิ้น 388,184.52 บาทโจทก์จึงฟ้องเป็นคดีนี้ เห็นว่าฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ก็มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยโดยอาศัยเหตุอย่างเดียวกันว่า จำเลยต้องรับผิดชำระภาษีการค้า พร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มหรือไม่ ซึ่งในคดีเดิมได้วินิจฉัยมาแล้ว การที่โจทก์นำมูลหนี้เดียวกันมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้จึงเป็นฟ้องซ้ำ ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148 โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ อำนาจฟ้องเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยแล้วพิพากษาคดีไปได้เองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 29 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) โดยไม่ต้องมีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นมาอ้างแต่อย่างใด เมื่อได้วินิจฉัยดังกล่าวแล้วจึงไม่จำต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยอีกต่อไปที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001116.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544