คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2544 ฉบับเต็ม

#36483
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 117/2544 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว โจทก์ นางสาว สายฝน ประสิทธิพยงค์ จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/33, มาตรา 193/14 จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากโจทก์และผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดในวันที่ 30 เมษายน 2529 โจทก์จึงมีคำสั่งปรับจำเลย ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน 2535 จำเลยชำระค่าปรับ 106,000บาท แก่โจทก์ ส่วนดอกเบี้ยเนื่องจากการผิดสัญญาประกันไม่ได้ชำระแต่ดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นจำนวนเงินที่แยกออกจากค่าปรับที่เป็นต้นเงินจึงเป็นหนี้คนละส่วน การที่จำเลยชำระต้นเงินแก่โจทก์ จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้บางส่วนที่จะถือว่าลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้อันมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/14(1) เมื่อดอกเบี้ยเนื่องจากจำเลยผิดสัญญาประกันเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ตามมาตรา 193/33(1) โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2529 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน2530 ซึ่งนับถึงวันฟ้องเลยกำหนด 5 ปี จึงขาดอายุความ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2529 จำเลยมอบอำนาจให้นายสงวน สุขสิล ทำสัญญาประกันตัวนายสุรัตน์ อุทัยวงศ์ศักดิ์ผู้ต้องหา โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 14273 มาเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องหาไปจากโจทก์ และสัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัดของเจ้าพนักงานในวันที่ 30 เมษายน 2529 ที่สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว หากผิดนัดจำเลยยอมใช้เงินจำนวน 106,000 บาท แก่โจทก์เมื่อถึงกำหนดนัดส่งตัวผู้ต้องหาวันที่ 30 เมษายน 2529 จำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหา โจทก์จึงมีคำสั่งให้ปรับจำเลยและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าปรับ แต่จำเลยเพิกเฉยจนกระทั่งวันที่ 22 มิถุนายน2535 จำเลยนำเงินจำนวน 106,000 บาท มาชำระค่าปรับแก่โจทก์ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดจำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 106,000 บาท นับแต่วันที่ 30เมษายน 2529 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2535 เป็นเวลา 6 ปี 1 เดือน23 วัน เป็นเงิน 48,864 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน 48,864 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยของโจทก์เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2529 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 ปีเศษ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน48,864 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ดังนั้นการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247ซึ่งศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากการควบคุมของโจทก์และผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดในวันที่ 30 เมษายน 2529 โจทก์จึงมีคำสั่งปรับจำเลย ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน2535 จำเลยนำค่าปรับจำนวน 106,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยชำระค่าปรับจำนวน 106,000 บาท แก่โจทก์เป็นการชำระเพื่อให้หนี้ตามสัญญาประกันระงับ มิใช่เรื่องรับสภาพหนี้เพราะความรับผิดตามสัญญาประกันได้ระงับลงแต่การนับอายุความในเรื่องดอกเบี้ยของค่าปรับซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2529 ซึ่งเป็นวันนัดส่งตัวผู้ต้องหาไม่สะดุดหยุดลง เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 ปีเศษ คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่าดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์เป็นจำนวนเงินที่แยกออกจากต้นเงินค่าเบี้ยปรับจำนวน 106,000 บาท ดอกเบี้ยจึงเป็นหนี้คนละส่วนกับต้นเงิน ดังนั้น การที่จำเลยชำระต้นเงินจำนวน 106,000 บาทให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2535 จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้บางส่วนที่จะถือว่าลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้อันมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลย เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาประกันเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33(1) โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน2529 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2530 ซึ่งนับถึงวันฟ้องเลยกำหนด 5 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น (พูนศักดิ์ จงกลนี-วิชา มหาคุณ-ปัญญา สุทธิบดี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ต้นเงินกับดอกเบี้ยในต้นเงินนั้นแม้จะเกิดจากมูลหนี้อันเดียวกันโดยถือว่าต้นเงินเป็นหนี้ประธานส่วนดอกเบี้ยเป็นหนี้อุปกรณ์ แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 143/33(1) ก็ได้กำหนดอายุความสำหรับดอกเบี้ยไว้ต่างหาก และการเริ่มนับอายุความดังกล่าวอาจไม่ได้เริ่มนับพร้อมกับอายุความของต้นแยกเงินก็ได้ ทั้งการชำระหนี้บางส่วนมาตรา 329 ก็ได้กำหนดให้จัดใช้ดอกเบี้ยและต้นเงินออกจากกันเมื่อมีการแยกกันได้เช่นนี้การชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) จึงต้องแยกพิจารณาตามหนี้นั้นด้วย คดีนี้จำเลยชำระหนี้บางส่วนโดยระบุว่าชำระเงินต้นซึ่งไม่ต้องด้วยมาตรา 329 อายุความของเงินต้นจึงสะดุดหยุดลง แต่จำเลยไม่ได้ชำระดอกเบี้ย อายุความของดอกเบี้ยจึงไม่สะดุดหยุดลง อย่างไรก็ตาม การชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) จะต้องเป็นการชำระก่อนที่หนี้นั้นจะขาดอายุความ ถ้าหนี้นั้นขาดอายุความแล้วจึงได้ มีการชำระหนี้บางส่วน ก็มิใช่กรณีที่จะปรับด้วยเรื่องอายุความ สะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 แต่อย่างใด ดังนั้นหากถือว่า ดอกเบี้ยซึ่งมีอายุความ 5 ปี แยกออกจากอายุความของต้นเงิน ได้แล้ว ก็ไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาที่ว่า การชำระหนี้เงินต้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2535 ซึ่งกระทำภายหลังจากที่หนี้ดอกเบี้ยขาดอายุความแล้วจะทำให้อายุความของดอกเบี้ยสะดุดหยุดลงหรือไม่อีกต่อไป ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
36483
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082068285"
    }
}
date
2544
deka_no
117/2544
deka_running_no
117
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "วิชา มหาคุณ",
    "ปัญญา สุทธิบดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/33",
            "ม. 193/14"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว สายฝน ประสิทธิพยงค์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2529 จำเลยมอบอำนาจให้นายสงวน สุขสิล ทำสัญญาประกันตัวนายสุรัตน์ อุทัยวงศ์ศักดิ์ผู้ต้องหา โดยนำที่ดินโฉนดเลขที่ 14273 มาเป็นหลักทรัพย์ประกันตัวผู้ต้องหาไปจากโจทก์ และสัญญาว่าจะส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดนัดของเจ้าพนักงานในวันที่ 30 เมษายน 2529 ที่สถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว หากผิดนัดจำเลยยอมใช้เงินจำนวน 106,000 บาท แก่โจทก์เมื่อถึงกำหนดนัดส่งตัวผู้ต้องหาวันที่ 30 เมษายน 2529 จำเลยผิดนัดไม่ส่งตัวผู้ต้องหา โจทก์จึงมีคำสั่งให้ปรับจำเลยและมีหนังสือแจ้งให้จำเลยชำระค่าปรับ แต่จำเลยเพิกเฉยจนกระทั่งวันที่ 22 มิถุนายน2535 จำเลยนำเงินจำนวน 106,000 บาท มาชำระค่าปรับแก่โจทก์ส่วนดอกเบี้ยผิดนัดจำเลยไม่ชำระ จำเลยจึงต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 106,000 บาท นับแต่วันที่ 30เมษายน 2529 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2535 เป็นเวลา 6 ปี 1 เดือน23 วัน เป็นเงิน 48,864 บาท ขอให้จำเลยชำระเงิน 48,864 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า สิทธิเรียกร้องเอาดอกเบี้ยของโจทก์เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2529 ถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 ปีเศษ คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน48,864 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้จำเลยฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายว่าคดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว ดังนั้นการวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247ซึ่งศาลอุทธรณ์รับฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยทำสัญญาประกันตัวผู้ต้องหาไปจากการควบคุมของโจทก์และผิดสัญญาไม่ส่งตัวผู้ต้องหาตามกำหนดในวันที่ 30 เมษายน 2529 โจทก์จึงมีคำสั่งปรับจำเลย ต่อมาวันที่ 22 มิถุนายน2535 จำเลยนำค่าปรับจำนวน 106,000 บาท มาชำระแก่โจทก์ ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยชำระค่าปรับจำนวน 106,000 บาท แก่โจทก์เป็นการชำระเพื่อให้หนี้ตามสัญญาประกันระงับ มิใช่เรื่องรับสภาพหนี้เพราะความรับผิดตามสัญญาประกันได้ระงับลงแต่การนับอายุความในเรื่องดอกเบี้ยของค่าปรับซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2529 ซึ่งเป็นวันนัดส่งตัวผู้ต้องหาไม่สะดุดหยุดลง เมื่อนับถึงวันฟ้องเป็นเวลา 11 ปีเศษ คดีโจทก์จึงขาดอายุความแล้วนั้น เห็นว่าดอกเบี้ยตามฟ้องโจทก์เป็นจำนวนเงินที่แยกออกจากต้นเงินค่าเบี้ยปรับจำนวน 106,000 บาท ดอกเบี้ยจึงเป็นหนี้คนละส่วนกับต้นเงิน ดังนั้น การที่จำเลยชำระต้นเงินจำนวน 106,000 บาทให้แก่โจทก์ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2535 จึงมิใช่เป็นการชำระหนี้บางส่วนที่จะถือว่าลูกหนี้รับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้อันมีผลทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14(1) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ดอกเบี้ยที่โจทก์ฟ้องเรียกจากจำเลย เนื่องจากจำเลยผิดสัญญาประกันเป็นดอกเบี้ยค้างชำระมีอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/33(1) โจทก์ฟ้องเรียกดอกเบี้ยค้างชำระตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน2529 ถึงวันที่ 22 มิถุนายน 2530 ซึ่งนับถึงวันฟ้องเลยกำหนด 5 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความแล้ว คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา"

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ต้นเงินกับดอกเบี้ยในต้นเงินนั้นแม้จะเกิดจากมูลหนี้อันเดียวกันโดยถือว่าต้นเงินเป็นหนี้ประธานส่วนดอกเบี้ยเป็นหนี้อุปกรณ์ แต่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 143/33(1) ก็ได้กำหนดอายุความสำหรับดอกเบี้ยไว้ต่างหาก และการเริ่มนับอายุความดังกล่าวอาจไม่ได้เริ่มนับพร้อมกับอายุความของต้นแยกเงินก็ได้ ทั้งการชำระหนี้บางส่วนมาตรา 329 ก็ได้กำหนดให้จัดใช้ดอกเบี้ยและต้นเงินออกจากกันเมื่อมีการแยกกันได้เช่นนี้การชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) จึงต้องแยกพิจารณาตามหนี้นั้นด้วย คดีนี้จำเลยชำระหนี้บางส่วนโดยระบุว่าชำระเงินต้นซึ่งไม่ต้องด้วยมาตรา 329 อายุความของเงินต้นจึงสะดุดหยุดลง แต่จำเลยไม่ได้ชำระดอกเบี้ย อายุความของดอกเบี้ยจึงไม่สะดุดหยุดลง อย่างไรก็ตาม การชำระหนี้บางส่วนที่จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14(1) จะต้องเป็นการชำระก่อนที่หนี้นั้นจะขาดอายุความ ถ้าหนี้นั้นขาดอายุความแล้วจึงได้ มีการชำระหนี้บางส่วน ก็มิใช่กรณีที่จะปรับด้วยเรื่องอายุความ สะดุดหยุดลงตามมาตรา 193/14 แต่อย่างใด ดังนั้นหากถือว่า ดอกเบี้ยซึ่งมีอายุความ 5 ปี แยกออกจากอายุความของต้นเงิน ได้แล้ว ก็ไม่ต้องวินิจฉัยปัญหาที่ว่า การชำระหนี้เงินต้นเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2535 ซึ่งกระทำภายหลังจากที่หนี้ดอกเบี้ยขาดอายุความแล้วจะทำให้อายุความของดอกเบี้ยสะดุดหยุดลงหรือไม่อีกต่อไป ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001147.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544