คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 200/2544 ฉบับเต็ม

#36490
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 200/2544 นาย สมหมาย เจรจา โจทก์ นาย ไพบูลย์ แซ่จึง จำเลย ป.อ. มาตรา 1 (1), มาตรา 334 จำเลยขายรถยนต์และเครื่องนวดข้าวให้โจทก์ โจทก์ชำระเงินแล้วบางส่วนและยังค้างชำระส่วนที่เหลือ หลังจากนั้น 7 เดือนเศษจำเลยกับพวกไปหาโจทก์ที่บ้านแต่ไม่พบ แต่ได้บอกภริยาบุตรและน้องชายโจทก์ว่าจะเอารถยนต์และเครื่องนวดข้าวไป แล้วได้ยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวกลับไปเก็บไว้ที่บ้านจำเลยเพราะโจทก์ยังชำระเงินส่วนที่เหลือไม่ครบ ดังนี้ การกระทำของจำเลยเป็นการใช้อำนาจบังคับตามสิทธิของเจ้าหนี้โดยพลการ มิได้ดำเนินการฟ้องร้องบังคับให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการกระทำโดยเจตนาให้โจทก์ลูกหนี้ใช้หนี้ค่ารถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่ค้างชำระเท่านั้น หาได้มีเจตนาลักเอาไปโดยทุจริตไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และให้จำเลยคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ข-2648 มหาสารคาม พร้อมเครื่องนวดข้าวแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์หมายเลขทะเบียน8 ข-2648 มหาสารคาม พร้อมเครื่องนวดข้าวแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพยาน 2 ปาก ได้แก่ตัวโจทก์และนายทวี เจรจา น้องชายโจทก์ ตามคำเบิกความของพยานทั้งสองได้ความว่าในวันทำสัญญาซื้อรถยนต์และเครื่องนวดข้าวจากจำเลย โจทก์และนายทวีไปพบกับจำเลยด้วยกัน และวันที่ฝ่ายจำเลยไปยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่บ้านโจทก์ โจทก์ไม่อยู่บ้านคงมีแต่ภริยาบุตรชายโจทก์และนายทวีแวะไปที่บ้านโจทก์พอดี นายทวีเบิกความไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า วันเกิดเหตุพบจำเลยกับลูกน้อง 3 ถึง 4 คน จำเลยถามหาโจทก์ นายทวีบอกว่าโจทก์ไม่อยู่ จำเลยบอกว่าจะเอารถยนต์และเครื่องนวดข้าวไป แล้วให้ลูกน้องขับรถยนต์ออกไป และโจทก์เบิกความว่า ภายหลังจากจำเลยยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวไปแล้ว 2 ถึง 3 วัน โจทก์ตามไปที่โรงงานของจำเลยพบรถยนต์และเครื่องนวดข้าว จำเลยบอกให้โจทก์นำเงินค่ารถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่ค้างชำระทั้งหมดไปชำระก่อน โจทก์นำเงินไปชำระให้100,000 บาท จำเลยไม่ยอมคืนรถยนต์และเครื่องนวดข้าวบอกว่าต้องนำเงินไปชำระให้ครบ เห็นว่าตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเมื่อฝ่ายจำเลยนำรถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่บ้านโจทก์ไป โจทก์ได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แต่กลับได้ความว่า หลังจากนั้นอีก 2 ถึง 3 วัน โจทก์ได้นำเงินไปชำระให้จำเลยอีก 100,000 บาท แต่ก็ยังไม่ครบจำนวน เป็นการยอมรับว่า จำเลยยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวกลับไปเพราะโจทก์ยังชำระเงินส่วนที่เหลือไม่ครบถึงได้นำเงินส่วนที่ค้างชำระไปชำระให้จำเลยอีก และพฤติการณ์ของฝ่ายจำเลยในการยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวคืนก็ได้กระทำโดยเปิดเผยในเวลากลางวันต่อหน้าภริยาบุตรชายโจทก์และนายทวีน้องชายโจทก์ ก่อนจะยึดทรัพย์ไป มีการตามหาตัวโจทก์และบอกกล่าวว่าจะเอารถยนต์และเครื่องนวดข้าวไปและก็ได้เอาไปเก็บไว้ที่บ้าน จำเลยซึ่งเป็นที่ทำการขายรถยนต์ด้วย เห็นได้ว่าเป็นการใช้อำนาจบังคับตามสิทธิของเจ้าหนี้โดยพลการ มิได้ดำเนินการฟ้องร้องบังคับให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการกระทำโดยเจตนาให้โจทก์ลูกหนี้ใช้หนี้ค่ารถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่ค้างชำระเท่านั้นหาได้มีเจตนาลักเอาไปโดยทุจริตไม่ จำเลยไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น" พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (วัฒนชัย โชติชูตระกูล-ชวลิต ศรีสง่า-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
36490
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082068169"
    }
}
date
2544
deka_no
200/2544
deka_running_no
200
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล",
    "ชวลิต ศรีสง่า",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (1)",
            "ม. 334"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย สมหมาย เจรจา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ไพบูลย์ แซ่จึง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และให้จำเลยคืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 8 ข-2648 มหาสารคาม พร้อมเครื่องนวดข้าวแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 จำคุก 6 เดือน ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคารถยนต์หมายเลขทะเบียน8 ข-2648 มหาสารคาม พร้อมเครื่องนวดข้าวแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพยาน 2 ปาก ได้แก่ตัวโจทก์และนายทวี เจรจา น้องชายโจทก์ ตามคำเบิกความของพยานทั้งสองได้ความว่าในวันทำสัญญาซื้อรถยนต์และเครื่องนวดข้าวจากจำเลย โจทก์และนายทวีไปพบกับจำเลยด้วยกัน และวันที่ฝ่ายจำเลยไปยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่บ้านโจทก์ โจทก์ไม่อยู่บ้านคงมีแต่ภริยาบุตรชายโจทก์และนายทวีแวะไปที่บ้านโจทก์พอดี นายทวีเบิกความไว้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่า วันเกิดเหตุพบจำเลยกับลูกน้อง 3 ถึง 4 คน จำเลยถามหาโจทก์ นายทวีบอกว่าโจทก์ไม่อยู่ จำเลยบอกว่าจะเอารถยนต์และเครื่องนวดข้าวไป แล้วให้ลูกน้องขับรถยนต์ออกไป และโจทก์เบิกความว่า ภายหลังจากจำเลยยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวไปแล้ว 2 ถึง 3 วัน โจทก์ตามไปที่โรงงานของจำเลยพบรถยนต์และเครื่องนวดข้าว จำเลยบอกให้โจทก์นำเงินค่ารถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่ค้างชำระทั้งหมดไปชำระก่อน โจทก์นำเงินไปชำระให้100,000 บาท จำเลยไม่ยอมคืนรถยนต์และเครื่องนวดข้าวบอกว่าต้องนำเงินไปชำระให้ครบ เห็นว่าตามคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวไม่ปรากฏว่าเมื่อฝ่ายจำเลยนำรถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่บ้านโจทก์ไป โจทก์ได้ไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจให้ดำเนินคดีแก่จำเลย แต่กลับได้ความว่า หลังจากนั้นอีก 2 ถึง 3 วัน โจทก์ได้นำเงินไปชำระให้จำเลยอีก 100,000 บาท แต่ก็ยังไม่ครบจำนวน เป็นการยอมรับว่า จำเลยยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวกลับไปเพราะโจทก์ยังชำระเงินส่วนที่เหลือไม่ครบถึงได้นำเงินส่วนที่ค้างชำระไปชำระให้จำเลยอีก และพฤติการณ์ของฝ่ายจำเลยในการยึดรถยนต์และเครื่องนวดข้าวคืนก็ได้กระทำโดยเปิดเผยในเวลากลางวันต่อหน้าภริยาบุตรชายโจทก์และนายทวีน้องชายโจทก์ ก่อนจะยึดทรัพย์ไป มีการตามหาตัวโจทก์และบอกกล่าวว่าจะเอารถยนต์และเครื่องนวดข้าวไปและก็ได้เอาไปเก็บไว้ที่บ้าน จำเลยซึ่งเป็นที่ทำการขายรถยนต์ด้วย เห็นได้ว่าเป็นการใช้อำนาจบังคับตามสิทธิของเจ้าหนี้โดยพลการ มิได้ดำเนินการฟ้องร้องบังคับให้ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นการกระทำโดยเจตนาให้โจทก์ลูกหนี้ใช้หนี้ค่ารถยนต์และเครื่องนวดข้าวที่ค้างชำระเท่านั้นหาได้มีเจตนาลักเอาไปโดยทุจริตไม่ จำเลยไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์ตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น"

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001146.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544