ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 391/2544
พนักงานอัยการประจำศาลแขวงนครราชสีมา
โจทก์
นาย เฉลิม แสงฤทธิไกร กับพวก
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี, มาตรา 221
ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลยที่ 1 แทนโทษจำคุกศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงเป็นคดีต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218,219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ไม่ได้
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287,83, 33 และริบของกลาง
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 287 (ที่ถูก มาตรา 287(1)) ประกอบด้วยมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 2 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 เดือน และปรับ 4,000 บาทจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1มีกำหนด 1 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 เดือน และปรับ 2,000 บาทพิเคราะห์พฤติการณ์จำเลยทั้งสองจากรายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เคยกระทำความผิดมาก่อนแล้ว ยังไม่หลาบจำมากระทำความผิดครั้งนี้อีกโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 จึงไม่เห็นสมควรรอการลงโทษให้แต่เห็นควรให้เปลี่ยนโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 เป็นกักขัง 1 เดือน แทนโทษจำคุก ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน อีกทั้งเป็นเพียงลูกจ้างของจำเลยที่ 1 สมควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตนเป็นพลเมืองดีโทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 2 จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ให้จำเลยที่ 2ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปีและให้กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์มีกำหนด 24 ชั่วโมงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษกักขังจำเลยที่ 1แทนโทษจำคุก ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรีซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาได้เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ไม่ได้ ดังนั้นที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีนี้จึงเป็นการมิชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
พิพากษายกฎีกาจำเลยที่ 1
(กมล เพียรพิทักษ์-สมชาย พงษธา-จรัส พวงมณี)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ วินิจฉัยตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1444/2541,5524/2541,437/2542,1392/2543 และคำพิพากษาศาลฎีกาอีกหลายฉบับ ซึ่งวินิจฉัยทำนองเดียวกัน โดยเหตุผลว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 บัญญัติให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาได้ เฉพาะในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218,219 และมาตรา 220 เท่านั้นแต่จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ตรี ไม่ได้เพราะบทบัญญัติ มาตรา 221 ไม่ได้ให้อำนาจผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ คำอนุญาตของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นจึงไม่มีผลหรือทำให้จำเลยมีสิทธิฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามแนววินิจฉัยของศาลฎีกาดังกล่าวเท่ากับว่าเป็นการต้องห้ามฎีกาอย่างเด็ดขาด โดยไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้นอันเป็นการตีความบทบัญญัติมาตรา 221 อย่างเคร่งครัด กล่าวคือไม่ถือว่ามาตรา 219ที่ระบุไว้ในมาตรา 221 รวมถึงมาตรา 219 ตรีด้วย ดังนั้น เมื่อ มาตรา 219 ตรี มิได้บัญญัติไว้ในมาตรา 221 ดังกล่าว จึงจะใช้สิทธิฎีกาตามมาตรา 221 ไม่ได้ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประกาศใช้เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมพ.ศ. 2478 ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาพุทธศักราช 2477 ซึ่งบทบัญญัติในลักษณะฎีกามีบทบัญญัติที่กล่าวถึงคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218,219 และ 220 เท่านั้นแต่คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงดังกล่าว มีบทบัญญัติให้สิทธิแก่คู่ความที่จะให้ศาลรับฎีกานั้นไว้พิจารณาตามมาตรา 221 โดยเป็น ทางออกหรือข้อยกเว้นที่สามารถให้คดีดังกล่าวขึ้นสู่การพิจารณาของ ศาลฎีกาได้แสดงว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับเดิม ก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมบรรดาคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ในทุกกรณี หากผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ ศาลฎีกาก็ชอบที่จะรับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป ไม่มีบทบัญญัติที่ต้องห้ามฎีกาโดยเด็ดขาดเพราะมิฉะนั้นแล้ว ก็น่าจะบัญญัติว่าในกรณีดังกล่าวคำสั่งหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้เป็นที่สุด บทบัญญัติมาตรา 219 ทวิ และมาตรา 219 ตรี เป็นบทบัญญัติเพิ่มเติมโดยมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 8) พ.ศ. 2517 แต่ในการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าวไม่มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 219 ทวิ 219 ตรี เข้าไว้ในมาตรา 221 ด้วย จึงทำให้มีการ ตีความว่าคดีตามมาตรา 219 ทวิ และมาตรา 219 ตรี ไม่อยู่ในข้อยกเว้นตามมาตรา 221 และมาตรา 221 ไม่ได้ให้อำนาจผู้พิพากษาซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้แม้จะอนุญาตให้ ฎีกาก็เป็นการไม่ชอบ ถึงอย่างไรก็ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1444/2541 วินิจฉัย เกี่ยวกับคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ว่ากรณีนี้ มาตรา 221 ไม่ได้ให้อำนาจผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อใน คำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาได้ ฎีกาของจำเลยที่ขอให้ศาลรอการลงโทษ หรือลงโทษปรับจำเลย เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและ การอนุญาตให้ฎีกาของผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นไม่ชอบ แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาและ ศาลฎีกาเห็นว่าโทษที่ศาลอุทธรณ์กำหนดยังไม่เหมาะสมแก่รูปคดี ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการลงโทษที่ศาลอุทธรณ์ กำหนดไว้ได้ แสดงให้เห็นว่าศาลฎีกาพิเคราะห์เห็นความสำคัญของ ฎีกาจำเลย แม้คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ยังวินิจฉัย ให้เป็นคุณแก่จำเลยโดยถือว่าคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้วซึ่งแนววินิจฉัยของศาลฎีกาทำนองนี้ ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้เป็น แบบอย่างแล้ว และกรณียังเป็นที่สงสัยอยู่ว่า ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามฎีกาหรือไม่ และจะเป็นช่องทางที่คู่ความหาวิธีการให้คดีขึ้นสู่ศาลฎีกามากยิ่งขึ้นแม้ไม่ถูกต้องตามกระบวนวิธีพิจารณาความ มีข้อพิจารณาว่ามีเหตุผลเพียงพอที่จะวินิจฉัยบทบัญญัติประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ให้เป็นคุณแก่ จำเลยหรือไม่ กล่าวคือ แม้มาตรา 221 จะไม่ได้บัญญัติไว้ชัดแจ้งถึงมาตรา 219 ทวิ หรือมาตรา 219 ตรี แต่พอจะถือได้หรือไม่ว่า มาตรา 219 รวมถึงบทบัญญัติของ 2 มาตรา ดังกล่าวด้วย การที่ ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลย เนื่องจากมีหลักถือปฏิบัติกันตลอดมา ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 151/2536 ซึ่งวินิจฉัยว่า แม้คดีจะต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อผู้พิพากษาที่ลงชื่อในคำพิพากษา ศาลชั้นต้นเห็นว่าข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกาก็ต้องรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 เหตุผลที่สนับสนุนให้วินิจฉัยเป็นคุณแก่จำเลยประการแรก คือมาตรา 219 ทวิ และมาตรา 219 ตรี เป็นบทบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ขึ้นในภายหลัง เมื่อพิจารณาถึงเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาฉบับเดิมก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว เห็นได้ว่า ไม่มีกรณีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงอย่างเด็ดขาดหรือกรณีที่ให้คำสั่งหรือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นั้นเป็นที่สุด เหตุผลประการต่อมา คือ คดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ทวิ และ มาตรา 219 ตรี เป็นกรณีที่เกี่ยวกับวิธีการเพื่อความปลอดภัย การกักขัง แทนโทษจำคุกหรือเปลี่ยนโทษกักขังเป็นโทษจำคุก หรือกักขังแทน ค่าปรับ หรือกักขังเกี่ยวกับการริบทรัพย์สินซึ่งอาจจะเป็นทรัพย์สิน มูลค่าจำนวนมากจึงเป็นคดีที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าคดีตาม มาตรา 218,219 หรือมาตรา 220 ประการสุดท้ายคือ แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ทวิ ก็ดี มาตรา 219 ตรี ก็ดี จะเป็นบทบัญญัติต่างหากจาก มาตรา 219 ก็ตาม แต่ก็ยังมีคำว่า มาตรา 219 ใช้เรียกอยู่ ในทางวิธีพิจารณาความชอบที่จะวินิจฉัย ให้เป็นคุณแก่จำเลยโดยอนุโลมคำว่า มาตรา 219 ในมาตรา 221 นั้นหมายรวมถึงมาตรา 219 ทวิ และมาตรา 219 ตรี ด้วยปัญหาตาม ข้อพิจารณาดังกล่าวนี้จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการวินิจฉัยปัญหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 22 สุวรรณ ตระการพันธุ์