คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2544 ฉบับเต็ม

#36526
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 757/2544 บริษัท อรรถกระวี จำกัด โจทก์ กรุงเทพมหานคร กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/3, มาตรา 224 ป.วิ.พ. มาตรา 87 พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 31, มาตรา 39 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้ายประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2518 มาตรา 17 ให้อำนาจศาลที่จะนำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเองได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม การที่ ศาลภาษีอากรกลางเรียกพยานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบโดยพยานเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 1ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีโจทก์เพื่อให้การกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีเป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงธรรมจึงชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้วแม้โจทก์จะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานภายในกำหนดและไม่มีสิทธิ นำพยานเข้าสืบก็ตาม โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่จากกรุงเทพมหานครจำเลย เมื่อวันที่ 7มิถุนายน 2542 และนำคดีมาฟ้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 ซึ่งการนับ ระยะเวลานั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวันสัปดาห์ เดือนหรือปี มิให้นับ วันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน" ดังนั้นวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้อง จึงเป็นวันครบสามสิบวันพอดี เป็นการฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง หนี้ที่กรุงเทพมหานครจำเลยต้องชำระคืนแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน ปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งการที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือน โดยไม่คิดค่าอย่างใด" จึงเป็นบทยกเว้นความรับผิดเกี่ยวกับดอกเบี้ยที่จะต้องชำระแก่โจทก์แต่มีระยะเวลาเพียงสามเดือน เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว จำเลยยังไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 พนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตคลองเตยของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีของทรัพย์สินในอาคารชุดมโนรมย์ ตั้งอยู่เลขที่ 3354/4และ 3354/43 ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานครของโจทก์ที่ให้ผู้อื่นเช่าประจำปีภาษี 2541 โดยอาคารชุดเลขที่ 3354/4ประเมินค่ารายปีจำนวน 984,000 บาท ค่าภาษีจำนวน 41,000 บาทอาคารชุดเลขที่ 3354/43 ประเมินค่ารายปีจำนวน 1,763,040 บาทค่าภาษี จำนวน 220,380 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1ประเมินค่ารายปีจากอัตราค่าเช่าเดิมของปีที่ล่วงมาแล้วเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอัตราค่าเช่าทั้งปีที่โจทก์ได้รับจริง ซึ่งโจทก์ให้ผู้อื่นเช่าได้ค่าเช่าดังนี้ อาคารชุดเลขที่ 3354/4 โจทก์ได้รับค่าเช่าจำนวน328,000 บาท อาคารชุดเลขที่ 3354/43 โจทก์ได้รับค่าเช่าจำนวน531,600 บาท โจทก์เห็นว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีไม่ถูกต้องโดยเรียกเก็บค่าภาษีจากโจทก์เกินไปจำนวน 172,130 บาท จึงได้ยื่นคำร้องต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2541ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2542 โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดจากจำเลยที่ 2 โดยชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษีตามค่ารายปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินโจทก์นำเงินไปชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่จำเลยที่ 1 ประเมินครบถ้วนแล้วขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนค่าภาษีที่เรียกเก็บเงินเกินไปจำนวน172,130 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยไม่ยอมชำระคืนตามกฎหมาย จำเลยทั้งสองให้การว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ชอบแล้วและโจทก์ฟ้องคดีเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้การประเมินตามใบแจ้งการประเมินเล่มที่ 13 เล่มที่ 62 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 และใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 21 เลขที่ 29 ลงวันที่ 19 เมษายน 2542โดยให้กำหนดค่ารายปีของโรงเรือนเลขที่ 3354/4 เป็นเงิน 927,875.98บาท (ที่ถูกคือ 309,291.92 บาท) ค่ารายปีของโรงเรือนเลขที่ 3354/43เป็นเงิน 927,875.98 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีให้โจทก์จำนวน 106,734 บาท ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของอาคารชุดเลขที่ 3354/4 และ 3354/43ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13กรกฎาคม 2541 พนักงานเก็บภาษีของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีของอาคารชุดดังกล่าวประจำปีภาษี 2541 แก่โจทก์โดยอาคารชุดเลขที่ 3354/4 ประเมินค่ารายปีจำนวน 328,000 บาทค่าภาษีจำนวน 41,000 บาท อาคารชุดเลขที่ 3354/43 ประเมินค่ารายปีจำนวน 1,763,040 บาท ค่าภาษีจำนวน 220,380 บาท โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีคำชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษีตามค่ารายปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมิน ก่อนคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีประจำปี 2540 ของอาคารชุดทั้งสองห้องดังกล่าวกับอาคารอื่นของโจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่ 71/2541 คดีหมายเลขแดงที่ 52/2542 ของศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและกำหนดค่ารายปีของอาคารชุดเลขที่ดังกล่าวหลังละ 927,875.98 บาท ศาลฎีกาพิพากษายืน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่าการที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกพยานมาสืบเองเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2518 มาตรา 17 ให้อำนาจศาลที่จะนำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเองได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ดังนั้นที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกพยานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบโดยพยานทั้งหมดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีโจทก์ เพื่อให้การกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีเป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงธรรมจึงชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์จะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานภายในกำหนดและไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบก็ตามกรณีหาอาจถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปดังจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้ ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดแล้ว เห็นว่า โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 7มิถุนายน 2542 และนำคดีมาฟ้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 ซึ่งการนับระยะเวลานั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวันสัปดาห์เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน" ดังนั้นวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นวันครบสามสิบวันพอดี เป็นการฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นข้อสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน ปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งการที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือน โดยไม่คิดค่าอย่างใด" จึงเป็นบทยกเว้นความรับผิดเกี่ยวกับดอกเบี้ยของจำเลยทั้งสองที่จะต้องชำระแก่โจทก์ แต่มีระยะเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่จำเลยทั้งสองได้ ดังนั้นที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงชอบแล้ว" พิพากษายืน (ทองหล่อ โฉมงาม-ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความรับผิดอันเนื่องมาจากการที่ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดส่วนพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 วรรคสองที่กำหนดให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายใน 3 เดือนนั้น แสดงว่าเป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะไว้เป็นคุณแก่กรุงเทพมหานครที่มีสิทธิไม่ต้องคืนเงินก่อน3 เดือนได้ จึงถือว่าหนี้ดังกล่าวยังไม่ถึงกำหนดชำระจนกว่าจะพ้นกำหนด3 เดือน ระหว่างระยะเวลาดังกล่าวจึงไม่ถือว่ากรุงเทพมหานครซึ่งเป็นลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด กรุงเทพมหานครจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ในระหว่าง 3 เดือนนั้นกรณีมิใช่ว่ากรุงเทพมหานครตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ศาลตัดสินแต่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 วรรคสองได้บัญญัติยกเว้นความรับผิดในดอกเบี้ยไว้ จึงคิดดอกเบี้ยในระหว่างนั้นไม่ได้ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยแต่อย่างใด ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
36526
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082067395"
    }
}
date
2544
deka_no
757/2544
deka_running_no
757
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ทองหล่อ โฉมงาม",
    "ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/3",
            "ม. 224"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 87"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "sections": [
            "ม. 31",
            "ม. 39"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท อรรถกระวี จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "กรุงเทพมหานคร กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 พนักงานเก็บภาษีสำนักงานเขตคลองเตยของจำเลยที่ 1 ได้แจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีของทรัพย์สินในอาคารชุดมโนรมย์ ตั้งอยู่เลขที่ 3354/4และ 3354/43 ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานครของโจทก์ที่ให้ผู้อื่นเช่าประจำปีภาษี 2541 โดยอาคารชุดเลขที่ 3354/4ประเมินค่ารายปีจำนวน 984,000 บาท ค่าภาษีจำนวน 41,000 บาทอาคารชุดเลขที่ 3354/43 ประเมินค่ารายปีจำนวน 1,763,040 บาทค่าภาษี จำนวน 220,380 บาท พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1ประเมินค่ารายปีจากอัตราค่าเช่าเดิมของปีที่ล่วงมาแล้วเพียงอย่างเดียวโดยไม่คำนึงถึงอัตราค่าเช่าทั้งปีที่โจทก์ได้รับจริง ซึ่งโจทก์ให้ผู้อื่นเช่าได้ค่าเช่าดังนี้ อาคารชุดเลขที่ 3354/4 โจทก์ได้รับค่าเช่าจำนวน328,000 บาท อาคารชุดเลขที่ 3354/43 โจทก์ได้รับค่าเช่าจำนวน531,600 บาท โจทก์เห็นว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีไม่ถูกต้องโดยเรียกเก็บค่าภาษีจากโจทก์เกินไปจำนวน 172,130 บาท จึงได้ยื่นคำร้องต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครจำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2541ต่อมาวันที่ 7 มิถุนายน 2542 โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดจากจำเลยที่ 2 โดยชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษีตามค่ารายปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมินโจทก์นำเงินไปชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามที่จำเลยที่ 1 ประเมินครบถ้วนแล้วขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินของจำเลยที่ 1 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2541 และเพิกถอนคำชี้ขาดของจำเลยที่ 2 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนค่าภาษีที่เรียกเก็บเงินเกินไปจำนวน172,130 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่จำเลยไม่ยอมชำระคืนตามกฎหมาย

จำเลยทั้งสองให้การว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ชอบแล้วและโจทก์ฟ้องคดีเกินเวลาที่กฎหมายกำหนด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้การประเมินตามใบแจ้งการประเมินเล่มที่ 13 เล่มที่ 62 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 และใบแจ้งคำชี้ขาดเล่มที่ 21 เลขที่ 29 ลงวันที่ 19 เมษายน 2542โดยให้กำหนดค่ารายปีของโรงเรือนเลขที่ 3354/4 เป็นเงิน 927,875.98บาท (ที่ถูกคือ 309,291.92 บาท) ค่ารายปีของโรงเรือนเลขที่ 3354/43เป็นเงิน 927,875.98 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีให้โจทก์จำนวน 106,734 บาท ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้จำเลยชำระดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันครบกำหนดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของอาคารชุดเลขที่ 3354/4 และ 3354/43ถนนพระราม 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 13กรกฎาคม 2541 พนักงานเก็บภาษีของจำเลยที่ 1 แจ้งรายการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีของอาคารชุดดังกล่าวประจำปีภาษี 2541 แก่โจทก์โดยอาคารชุดเลขที่ 3354/4 ประเมินค่ารายปีจำนวน 328,000 บาทค่าภาษีจำนวน 41,000 บาท อาคารชุดเลขที่ 3354/43 ประเมินค่ารายปีจำนวน 1,763,040 บาท ค่าภาษีจำนวน 220,380 บาท โจทก์ยื่นคำร้องต่อจำเลยที่ 2 ขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ จำเลยที่ 2 พิจารณาแล้วมีคำชี้ขาดให้โจทก์ชำระค่าภาษีตามค่ารายปีที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ประเมิน ก่อนคดีนี้ โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ต่อศาลภาษีอากรกลางขอให้เพิกถอนการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 2 ที่ประเมินค่ารายปีและค่าภาษีประจำปี 2540 ของอาคารชุดทั้งสองห้องดังกล่าวกับอาคารอื่นของโจทก์ตามคดีหมายเลขดำที่ 71/2541 คดีหมายเลขแดงที่ 52/2542 ของศาลภาษีอากรกลาง ซึ่งศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้เพิกถอนการประเมินและกำหนดค่ารายปีของอาคารชุดเลขที่ดังกล่าวหลังละ 927,875.98 บาท ศาลฎีกาพิพากษายืน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อแรกมีว่าการที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกพยานมาสืบเองเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่าประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 86 วรรคท้าย ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากรพ.ศ. 2518 มาตรา 17 ให้อำนาจศาลที่จะนำพยานหลักฐานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบเองได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ดังนั้นที่ศาลภาษีอากรกลางเรียกพยานอันเกี่ยวกับประเด็นในคดีมาสืบโดยพยานทั้งหมดเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ของจำเลยที่ 1 ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีโจทก์ เพื่อให้การกำหนดค่ารายปีและค่าภาษีเป็นไปโดยถูกต้องเที่ยงธรรมจึงชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวแล้ว แม้โจทก์จะมิได้ยื่นบัญชีระบุพยานภายในกำหนดและไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบก็ตามกรณีหาอาจถือว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปดังจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ไม่ คำพิพากษาฎีกาที่จำเลยทั้งสองอ้างข้อเท็จจริงไม่ตรงกับคดีนี้

ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนดเวลาตามกฎหมายหรือไม่ ซึ่งจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ปัญหาข้อนี้ว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดแล้ว เห็นว่า โจทก์ได้รับแจ้งคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 7มิถุนายน 2542 และนำคดีมาฟ้องวันที่ 7 กรกฎาคม 2542 ซึ่งการนับระยะเวลานั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/3 วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้ากำหนดระยะเวลาเป็นวันสัปดาห์เดือนหรือปี มิให้นับวันแรกแห่งระยะเวลานั้นรวมเข้าด้วยกัน" ดังนั้นวันที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจึงเป็นวันครบสามสิบวันพอดี เป็นการฟ้องภายในกำหนดระยะเวลาตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 31 วรรคหนึ่ง

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเป็นข้อสุดท้ายตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองมีว่า ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยแก่โจทก์ด้วยเป็นการชอบหรือไม่ เห็นว่า หนี้ที่จำเลยทั้งสองต้องชำระแก่โจทก์เป็นหนี้เงิน ปกติโจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งการที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 วรรคสองบัญญัติว่า "ถ้าศาลตัดสินให้ลดค่าภาษี ท่านให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายในสามเดือน โดยไม่คิดค่าอย่างใด" จึงเป็นบทยกเว้นความรับผิดเกี่ยวกับดอกเบี้ยของจำเลยทั้งสองที่จะต้องชำระแก่โจทก์ แต่มีระยะเวลาเพียงสามเดือนเท่านั้น เมื่อพ้นกำหนดนี้แล้ว จำเลยทั้งสองยังไม่ชำระ โจทก์ย่อมมีสิทธิคิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี แก่จำเลยทั้งสองได้ ดังนั้นที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าภาษีแก่โจทก์ภายในสามเดือนนับแต่คำพิพากษาถึงที่สุด หากไม่คืนภายในกำหนดให้ชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 เป็นบทบัญญัติที่กำหนดความรับผิดอันเนื่องมาจากการที่ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดโดยให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดส่วนพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 วรรคสองที่กำหนดให้คืนเงินส่วนที่ลดนั้นภายใน 3 เดือนนั้น แสดงว่าเป็นบทบัญญัติที่กำหนดระยะไว้เป็นคุณแก่กรุงเทพมหานครที่มีสิทธิไม่ต้องคืนเงินก่อน3 เดือนได้ จึงถือว่าหนี้ดังกล่าวยังไม่ถึงกำหนดชำระจนกว่าจะพ้นกำหนด3 เดือน ระหว่างระยะเวลาดังกล่าวจึงไม่ถือว่ากรุงเทพมหานครซึ่งเป็นลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัด กรุงเทพมหานครจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ดอกเบี้ยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ในระหว่าง 3 เดือนนั้นกรณีมิใช่ว่ากรุงเทพมหานครตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันที่ศาลตัดสินแต่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 39 วรรคสองได้บัญญัติยกเว้นความรับผิดในดอกเบี้ยไว้ จึงคิดดอกเบี้ยในระหว่างนั้นไม่ได้ดังที่ศาลฎีกาวินิจฉัยแต่อย่างใด ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001139.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544