คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2544 ฉบับเต็ม

#36534
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 833/2544 พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา โจทก์ นางสาว อรุณหรือตุ๊กตา มงคล จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 227 ผู้เสียหายเบิกความว่าจำเลยกับผู้เสียหายเข้าพักในโรงแรมที่เกิดเหตุเมื่อผู้เสียหายหลับไปและตื่นขึ้นปรากฏว่าจำเลยไม่อยู่ในห้องพักและทรัพย์สินของผู้เสียหายสูญหายไป ผู้เสียหายลงไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมและแจ้งให้พนักงานโรงแรมทราบ แต่พนักงานโรงแรมซึ่งอยู่ที่เคาน์เตอร์โรงแรมในคืนเกิดเหตุกลับเบิกความว่าผู้เสียหายออกจากโรงแรมเวลาประมาณ5 นาฬิกา โดยไม่ได้พูดอะไรเลย คำเบิกความพยานโจทก์จึงเป็นพิรุธซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ประกอบกับไม่ได้ตรวจพบทรัพย์สินของผู้เสียหายที่จำเลยและพนักงานโรงแรมมิได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นบุคคลเดียวกับสุภาพสตรีที่มากับผู้เสียหายในคืนที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่าจำเลยเป็นคนร้าย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 18,380 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคสอง (ที่ถูกเป็นวรรคแรก) ลงโทษจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 18,380 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ นายโสภณผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าก่อนเกิดเหตุได้พบจำเลยที่สวนรักซึ่งเป็นสวนสาธารณะ จำเลยชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมหลับนอน ผู้เสียหายกับจำเลยพากันไปเปิดห้องพักที่โรงแรมโตเกียวจำเลยลงมาซื้อเบียร์ขวดเล็ก 4 ขวด ที่ข้างล่างแล้วถือขึ้นไปในห้องพักในลักษณะที่ฝาขวดเบียร์ทั้ง 4 ขวดเปิดแล้ว ผู้เสียหายดื่มเบียร์ที่จำเลยรินให้หมดไปประมาณ1 ขวด แล้วก็หลับไปมาตื่นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 5 นาฬิกา ของวันที่ 4 เมษายน2539 ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในห้องพักและทรัพย์สินของผู้เสียหายตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย ปจ.1 (ศาลจังหวัดอุทัยธานี) สูญหายไปจึงลงมาแจ้งให้พนักงานโรงแรมที่เคาน์เตอร์โรงแรมทราบและสอบถามรายชื่อผู้เข้าพัก แต่พนักงานโรงแรมไม่ได้ลงชื่อไว้ เมื่อสอบถามพนักงานโรงแรมทราบว่าจำเลยออกจากโรงแรมไปเวลาประมาณ 2 นาฬิกา แต่นายเลี่ยงเฮ็ง แซ่โล้วพนักงานโรงแรมที่เกิดเหตุเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าเมื่อวันที่ 3 เมษายน2539 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ผู้เสียหายเดินทางมาพร้อมกับสุภาพสตรีคนหนึ่งขอเปิดห้องพักค้างคืน 1 คืน จนกระทั่งเวลาประมาณ 5 นาฬิกาของอีกวันหนึ่ง ผู้เสียหายออกจากโรงแรมไปโดยไม่ได้พูดอะไร ต่อมาถูกเรียกให้ไปเป็นพยานจึงทราบว่ามีการลักทรัพย์เกิดขึ้น เห็นว่า คดีนี้คงมีแต่เฉพาะผู้เสียหายเพียงปากเดียวเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าจำเลยอยู่กับผู้เสียหายเพียงสองคนเท่านั้นในห้องพักของโรงแรมที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายหลับไปและตื่นขึ้นมาปรากฏว่าจำเลยได้หายไปจากห้องพักและทรัพย์สินของผู้เสียหายสูญหายไป ผู้เสียหายเป็นพยานเดี่ยว จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเมื่อปรากฏว่าคำเบิกความของผู้เสียหายแตกต่างกับคำเบิกความของนายเลี่ยงเฮ็งพนักงานโรงแรมในข้อที่ว่า เมื่อรู้ว่าทรัพย์สินของผู้เสียหายไปและจำเลยไม่อยู่ในห้องพักแล้ว ผู้เสียหายลงไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมและแจ้งให้พนักงานโรงแรมทราบ แต่นายเลี่ยงเฮ็งพนักงานโรงแรมซึ่งอยู่ที่เคาน์เตอร์โรงแรมในคืนเกิดเหตุกลับเบิกความว่า ผู้เสียหายออกจากโรงแรมเวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยไม่ได้พูดอะไรเลย เมื่อคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวแตกต่างกันเป็นพิรุธ ซึ่งจำเลยได้ให้การปฏิเสธมาโดยตลอดทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนประกอบกับไม่ได้ตรวจพบทรัพย์สินของผู้เสียหายที่จำเลยและนายเลี่ยงเฮ็งก็มิได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับสุภาพสตรีที่มากับผู้เสียหายในคืนที่เกิดเหตุ ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธโดยนำสืบอ้างฐานที่อยู่และอ้างว่าไม่เคยรู้จักผู้เสียหายมาก่อน ดังนั้นพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์-สุวัตร์ สุขเกษม-วิบูลย์ มีอาสา) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
36534
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082067279"
    }
}
date
2544
deka_no
833/2544
deka_running_no
833
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์",
    "สุวัตร์ สุขเกษม",
    "วิบูลย์ มีอาสา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 227"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครราชสีมา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว อรุณหรือตุ๊กตา มงคล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 18,380 บาท แก่ผู้เสียหายด้วย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 335(1) วรรคสอง (ที่ถูกเป็นวรรคแรก) ลงโทษจำคุก 2 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 18,380 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้หรือไม่ นายโสภณผู้เสียหายเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าก่อนเกิดเหตุได้พบจำเลยที่สวนรักซึ่งเป็นสวนสาธารณะ จำเลยชักชวนผู้เสียหายให้ไปร่วมหลับนอน ผู้เสียหายกับจำเลยพากันไปเปิดห้องพักที่โรงแรมโตเกียวจำเลยลงมาซื้อเบียร์ขวดเล็ก 4 ขวด ที่ข้างล่างแล้วถือขึ้นไปในห้องพักในลักษณะที่ฝาขวดเบียร์ทั้ง 4 ขวดเปิดแล้ว ผู้เสียหายดื่มเบียร์ที่จำเลยรินให้หมดไปประมาณ1 ขวด แล้วก็หลับไปมาตื่นขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 5 นาฬิกา ของวันที่ 4 เมษายน2539 ปรากฏว่าไม่มีผู้ใดอยู่ในห้องพักและทรัพย์สินของผู้เสียหายตามบัญชีทรัพย์ถูกประทุษร้ายเอกสารหมาย ปจ.1 (ศาลจังหวัดอุทัยธานี) สูญหายไปจึงลงมาแจ้งให้พนักงานโรงแรมที่เคาน์เตอร์โรงแรมทราบและสอบถามรายชื่อผู้เข้าพัก แต่พนักงานโรงแรมไม่ได้ลงชื่อไว้ เมื่อสอบถามพนักงานโรงแรมทราบว่าจำเลยออกจากโรงแรมไปเวลาประมาณ 2 นาฬิกา แต่นายเลี่ยงเฮ็ง แซ่โล้วพนักงานโรงแรมที่เกิดเหตุเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าเมื่อวันที่ 3 เมษายน2539 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ผู้เสียหายเดินทางมาพร้อมกับสุภาพสตรีคนหนึ่งขอเปิดห้องพักค้างคืน 1 คืน จนกระทั่งเวลาประมาณ 5 นาฬิกาของอีกวันหนึ่ง ผู้เสียหายออกจากโรงแรมไปโดยไม่ได้พูดอะไร ต่อมาถูกเรียกให้ไปเป็นพยานจึงทราบว่ามีการลักทรัพย์เกิดขึ้น เห็นว่า คดีนี้คงมีแต่เฉพาะผู้เสียหายเพียงปากเดียวเบิกความเป็นพยานโจทก์ว่าจำเลยอยู่กับผู้เสียหายเพียงสองคนเท่านั้นในห้องพักของโรงแรมที่เกิดเหตุ เมื่อผู้เสียหายหลับไปและตื่นขึ้นมาปรากฏว่าจำเลยได้หายไปจากห้องพักและทรัพย์สินของผู้เสียหายสูญหายไป ผู้เสียหายเป็นพยานเดี่ยว จึงต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังเมื่อปรากฏว่าคำเบิกความของผู้เสียหายแตกต่างกับคำเบิกความของนายเลี่ยงเฮ็งพนักงานโรงแรมในข้อที่ว่า เมื่อรู้ว่าทรัพย์สินของผู้เสียหายไปและจำเลยไม่อยู่ในห้องพักแล้ว ผู้เสียหายลงไปที่เคาน์เตอร์โรงแรมและแจ้งให้พนักงานโรงแรมทราบ แต่นายเลี่ยงเฮ็งพนักงานโรงแรมซึ่งอยู่ที่เคาน์เตอร์โรงแรมในคืนเกิดเหตุกลับเบิกความว่า ผู้เสียหายออกจากโรงแรมเวลาประมาณ 5 นาฬิกา โดยไม่ได้พูดอะไรเลย เมื่อคำเบิกความของพยานโจทก์ดังกล่าวแตกต่างกันเป็นพิรุธ ซึ่งจำเลยได้ให้การปฏิเสธมาโดยตลอดทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนประกอบกับไม่ได้ตรวจพบทรัพย์สินของผู้เสียหายที่จำเลยและนายเลี่ยงเฮ็งก็มิได้ยืนยันว่าจำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับสุภาพสตรีที่มากับผู้เสียหายในคืนที่เกิดเหตุ ทั้งในชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธโดยนำสืบอ้างฐานที่อยู่และอ้างว่าไม่เคยรู้จักผู้เสียหายมาก่อน ดังนั้นพยานหลักฐานของโจทก์ดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอให้รับฟังว่า จำเลยเป็นคนร้ายรายนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001138.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544