คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1081/2544 ฉบับเต็ม

#36543
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1081/2544 พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์ โจทก์ นายวิชาญ ปานเพ็ง จำเลย ป.อ. มาตรา 58 ป.วิ.อ. มาตรา 158, มาตรา 192 วรรคหนึ่ง โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในระหว่างนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นขอให้บวกโทษจำคุกที่ศาลรอการลงโทษไว้อีก 2 คดี แต่ศาลชั้นต้นไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้อง จึงมีผลเสมือนโจทก์มิได้กล่าวและมีคำขอให้บวกโทษจำคุกคดีเดิมเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุกและปรับโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ และภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษจำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้อีก ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องบรรยายหรืออ้างมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 158(5) หรือ (6) แต่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่พิพากษาคดีนี้จะใช้อำนาจบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุกคดีนี้เข้ากับโทษจำคุกในคดีก่อนจึงชอบแล้ว และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือ ที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 192 วรรคหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 92 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ของศาลชั้นต้นจริง แต่คดีทั้งสองดังกล่าวศาลรอการลงโทษให้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุวรรคสอง) ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือนริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง ยกคำขอให้เพิ่มโทษเพราะข้อเท็จจริงในสำนวนที่โจทก์ขอ จำเลยยังไม่ได้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 (ที่ถูกของศาลชั้นต้น) มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 1 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในระหว่างการนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขอให้บวกโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นการไม่ชอบ เพราะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีและหลงต่อสู้ ทั้งจำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวและศาลยังมิได้สอบถามจำเลยในประเด็นที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติม จึงไม่ควรที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องและศาลชั้นต้นยังมิได้สอบถามจำเลยในข้อที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ได้เพียงพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องและให้ยกคำขอเพิ่มโทษของโจทก์ โดยมิได้พิพากษาเพิ่มโทษจำเลย แสดงว่าศาลชั้นต้นมิได้อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมดังที่จำเลยอ้างกรณีจึงไม่มีการอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมที่จะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีและหลงต่อสู้หรือเป็นผลร้ายแก่จำเลยดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใดส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นการไม่ชอบเพราะเกินคำขอหรือเป็นข้อที่มิได้กล่าวในฟ้องนั้น เห็นว่าแม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องดังที่ได้วินิจฉัยมา จึงมีผลเสมือนโจทก์มิได้กล่าวและมีคำขอให้บวกโทษจำคุกคดีทั้งสองดังกล่าวเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามสำนวนศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 ให้จำคุก 9 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี และภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษ จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้อีก ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องบรรยายหรืออ้างมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หรือ (6) แต่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่พิพากษาคดีนี้จะใช้อำนาจบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุกคดีนี้เข้ากับโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ดังกล่าว จึงชอบแล้ว และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยล้วนฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (สมชาย พงษธา-กมล เพียรพิทักษ์-จรัส พวงมณี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีหลังไม่ใช่ส่วนสำคัญที่จะต้องบรรยายไว้ในคำฟ้อง ดังนั้น แม้จะไม่ปรากฏในคำขอท้ายฟ้อง หากปรากฏแก่ศาลเอง ศาลก็สามารถนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีหลังได้ หรือ ปรากฏแก่ศาลตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6810/2539) มีข้อพิจารณาว่า หากความปรากฏแก่ศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นมิได้นำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวก และโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่อุทธรณ์ในเรื่องอื่น เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์จะนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกได้หรือไม่ ในเรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ 2 แนว แนวแรกวินิจฉัยไว้ว่าศาลอุทธรณ์สามารถนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ แนวที่สองเห็นว่าไม่สามารถนำมาบวกได้เพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2983/2543 เมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แตกต่างกันเช่นนี้ จึงต้องพิเคราะห์ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใดวินิจฉัยชอบด้วยหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิด ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณี จากบทบัญญัติดังกล่าวบังคับว่าถ้าศาลทราบว่าจำเลยอยู่ในระหว่างรอการลงโทษในคดีก่อน เมื่อพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีหลัง ศาลต้องนำโทษในคดีก่อนมาบวกกับโทษในคดีหลังด้วย ทั้งนี้เหตุผลน่าจะสืบเนื่องมาจากศาลเป็นผู้ให้โอกาสจำเลยกลับตนโดยรอการลงโทษให้ ศาลก็ต้องคอยตรวจสอบหรือสดับตรับฟังว่าจำเลยกลับตนได้หรือไม่ เมื่อจำเลยไม่สามารถกลับตนได้ กลับไปกระทำความผิดขึ้นอีกโดยพนักงานคุมประพฤติได้รายงานการสืบเสาะและพินิจให้ศาลทราบ การที่ศาลชั้นต้นไม่นำโทษในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีหลังจึงเป็นการฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นผู้พิจารณาในชั้นต่อมาจะต้องนำโทษที่รอในคดีก่อนมาบวกแม้ว่าโจทก์จะไม่อุทธรณ์ก็ตามเพราะกฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลดังกล่าวข้างต้น และเป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลย กรณีนี้ไม่น่าจะถือเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 เพราะการเพิ่มโทษนั้นหมายถึงโทษที่ฟ้องในคดีหลังที่จำเลยถูกฟ้อง เช่น คดีหลังศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยเป็นฝ่ายอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา เช่นนี้ศาลอุทธรณ์จึงจะเพิ่มโทษจำเลยมากกว่า 2 ปี ไม่ได้ แต่การนำโทษในคดีก่อนมาบวก มิได้วินิจฉัยก้าวล่วงไปในการกำหนดโทษในคดีหลังจึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ ด้วยเหตุนี้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้จึงน่าจะชอบด้วยหลักกฎหมาย ศิริชัย วัฒนโยธิน
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
36543
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082066946"
    }
}
date
2544
deka_no
1081/2544
deka_running_no
1081
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย พงษธา",
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "จรัส พวงมณี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 58"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 158",
            "ม. 192 วรรคหนึ่ง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนครสวรรค์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายวิชาญ ปานเพ็ง"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 92 ริบของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ของศาลชั้นต้นจริง แต่คดีทั้งสองดังกล่าวศาลรอการลงโทษให้

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง วรรคสอง (ที่ถูก ไม่ต้องระบุวรรคสอง) ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปีจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือนริบอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของกลาง ยกคำขอให้เพิ่มโทษเพราะข้อเท็จจริงในสำนวนที่โจทก์ขอ จำเลยยังไม่ได้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก

จำเลยอุทธรณ์ขอให้รอการลงโทษ

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ของศาลอุทธรณ์ภาค 2 (ที่ถูกของศาลชั้นต้น) มาบวกเข้ากับโทษในคดีนี้ รวมเป็นจำคุก 1 ปี 15 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องในระหว่างการนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น ขอให้บวกโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นการไม่ชอบ เพราะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีและหลงต่อสู้ ทั้งจำเลยยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องดังกล่าวและศาลยังมิได้สอบถามจำเลยในประเด็นที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติม จึงไม่ควรที่ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องนั้น เห็นว่า แม้จำเลยจะยังไม่ได้รับสำเนาคำร้องและศาลชั้นต้นยังมิได้สอบถามจำเลยในข้อที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมฟ้องก็ตาม แต่ศาลชั้นต้นก็ได้เพียงพิพากษาลงโทษจำเลยตามฟ้องและให้ยกคำขอเพิ่มโทษของโจทก์ โดยมิได้พิพากษาเพิ่มโทษจำเลย แสดงว่าศาลชั้นต้นมิได้อนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมดังที่จำเลยอ้างกรณีจึงไม่มีการอนุญาตให้แก้ไขเพิ่มเติมที่จะทำให้จำเลยเสียเปรียบในการต่อสู้คดีและหลงต่อสู้หรือเป็นผลร้ายแก่จำเลยดังที่จำเลยอ้างแต่อย่างใดส่วนที่จำเลยฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ของศาลชั้นต้นเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้เป็นการไม่ชอบเพราะเกินคำขอหรือเป็นข้อที่มิได้กล่าวในฟ้องนั้น เห็นว่าแม้ศาลชั้นต้นจะไม่ได้มีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์แก้ไขเพิ่มเติมฟ้องดังที่ได้วินิจฉัยมา จึงมีผลเสมือนโจทก์มิได้กล่าวและมีคำขอให้บวกโทษจำคุกคดีทั้งสองดังกล่าวเข้ากับโทษจำคุกคดีนี้ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดแจ้งตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติประกอบคำให้การรับสารภาพของจำเลยว่า จำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตามสำนวนศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 ให้จำคุก 9 เดือน และปรับ 3,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด2 ปี และภายในเวลาที่ศาลรอการลงโทษ จำเลยได้กระทำความผิดคดีนี้อีก ซึ่งข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่อยู่ในบังคับที่โจทก์จะต้องบรรยายหรืออ้างมาในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) หรือ (6) แต่อยู่ในดุลพินิจของศาลที่พิพากษาคดีนี้จะใช้อำนาจบวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนเข้ากับโทษจำคุกในคดีนี้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 58 วรรคหนึ่ง ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 บวกโทษจำคุกคดีนี้เข้ากับโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1426/2541 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1427/2541 ดังกล่าว จึงชอบแล้ว และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยล้วนฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีหลังไม่ใช่ส่วนสำคัญที่จะต้องบรรยายไว้ในคำฟ้อง ดังนั้น แม้จะไม่ปรากฏในคำขอท้ายฟ้อง หากปรากฏแก่ศาลเอง ศาลก็สามารถนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีหลังได้ หรือ ปรากฏแก่ศาลตามรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6810/2539) มีข้อพิจารณาว่า หากความปรากฏแก่ศาลชั้นต้น แต่ศาลชั้นต้นมิได้นำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวก และโจทก์ก็มิได้อุทธรณ์คงมีแต่จำเลยเท่านั้นที่อุทธรณ์ในเรื่องอื่น เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์จะนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกได้หรือไม่ ในเรื่องนี้มีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ 2 แนว แนวแรกวินิจฉัยไว้ว่าศาลอุทธรณ์สามารถนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกได้ เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้ แนวที่สองเห็นว่าไม่สามารถนำมาบวกได้เพราะโจทก์มิได้อุทธรณ์ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2983/2543 เมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัยไว้แตกต่างกันเช่นนี้ จึงต้องพิเคราะห์ว่าคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับใดวินิจฉัยชอบด้วยหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58 บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏแก่ศาลเอง หรือความปรากฏตามคำแถลงของโจทก์หรือเจ้าพนักงานว่า ภายในเวลาที่ศาลกำหนดตามมาตรา 56 ผู้ที่ถูกศาลพิพากษาได้กระทำความผิด ให้ศาลที่พิพากษาคดีหลังกำหนดโทษที่รอการกำหนดไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง หรือบวกโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนบวกเข้ากับโทษในคดีหลัง แล้วแต่กรณี จากบทบัญญัติดังกล่าวบังคับว่าถ้าศาลทราบว่าจำเลยอยู่ในระหว่างรอการลงโทษในคดีก่อน เมื่อพิพากษาลงโทษจำเลยในคดีหลัง ศาลต้องนำโทษในคดีก่อนมาบวกกับโทษในคดีหลังด้วย ทั้งนี้เหตุผลน่าจะสืบเนื่องมาจากศาลเป็นผู้ให้โอกาสจำเลยกลับตนโดยรอการลงโทษให้ ศาลก็ต้องคอยตรวจสอบหรือสดับตรับฟังว่าจำเลยกลับตนได้หรือไม่ เมื่อจำเลยไม่สามารถกลับตนได้ กลับไปกระทำความผิดขึ้นอีกโดยพนักงานคุมประพฤติได้รายงานการสืบเสาะและพินิจให้ศาลทราบ การที่ศาลชั้นต้นไม่นำโทษในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษในคดีหลังจึงเป็นการฝ่าฝืนบทกฎหมายดังกล่าว ดังนั้นศาลอุทธรณ์ซึ่งเป็นผู้พิจารณาในชั้นต่อมาจะต้องนำโทษที่รอในคดีก่อนมาบวกแม้ว่าโจทก์จะไม่อุทธรณ์ก็ตามเพราะกฎหมายบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลดังกล่าวข้างต้น และเป็นเรื่องระหว่างศาลกับจำเลย กรณีนี้ไม่น่าจะถือเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 212 เพราะการเพิ่มโทษนั้นหมายถึงโทษที่ฟ้องในคดีหลังที่จำเลยถูกฟ้อง เช่น คดีหลังศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 2 ปี โจทก์ไม่อุทธรณ์ จำเลยเป็นฝ่ายอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบา เช่นนี้ศาลอุทธรณ์จึงจะเพิ่มโทษจำเลยมากกว่า 2 ปี ไม่ได้ แต่การนำโทษในคดีก่อนมาบวก มิได้วินิจฉัยก้าวล่วงไปในการกำหนดโทษในคดีหลังจึงไม่เป็นการเพิ่มเติมโทษ ด้วยเหตุนี้คำวินิจฉัยของศาลฎีกาฉบับที่หมายเหตุนี้จึงน่าจะชอบด้วยหลักกฎหมาย ศิริชัย วัฒนโยธิน
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001135.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544