คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2190/2544 ฉบับเต็ม

#36558
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2190/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ณัฐพงษ์หรือณัฐพงศ์ มนูญสราญ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 30, มาตรา 371 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ใช้คำว่า "ผู้ใดพาอาวุธไปในเมือง" ฉะนั้นเมื่อจำเลยมีอาวุธมีดติดตัวไปในเมืองก็เป็นความผิดสำเร็จแล้ว หาจำต้องใช้ในการกระทำผิดไม่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30 บัญญัติว่า ในการกักขังแทนค่าปรับให้ถืออัตรา 70 บาทต่อหนึ่งวัน ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยเป็นเงิน 37.50 บาท การบังคับค่าปรับจึงกักขังแทนค่าปรับไม่ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340,371, 33, 83, 91 ริบมีดและมีดคัตเตอร์ของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 3 บาท คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง, มาตรา 371 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธจำคุก 10 ปีฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรปรับ 100 บาท คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78หนึ่งในสี่คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ปรับ 75 บาท ริบมีดปลายแหลมของกลางส่วนมีดคัตเตอร์ให้คืนแก่เจ้าของ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 3 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว ความผิดตามมาตรา 339วรรคสอง วางโทษจำคุก 5 ปี ความผิดตามมาตรา 371 ปรับ 50 บาทรวมจำคุก 5 ปี และปรับ 50 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี9 เดือน และปรับ 37.50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29,30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนปัญหาฎีกาข้อ 3 ที่จำเลยว่า การพกพาอาวุธมีดจะเป็นความผิดเมื่อใช้อาวุธมีดในขณะลงมือกระทำความผิดนั้นเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ใช้คำว่า "ผู้ใดพาอาวุธไปในเมือง" ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 มีอาวุธมีดติดตัวไปในที่ต่าง ๆ ตามฟ้องก็เป็นความผิดสำเร็จแล้วหาจำต้องใช้ในการกระทำผิดตามที่จำเลยที่ 1ฎีกาไม่ ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30บัญญัติว่า ในการกักขังแทนค่าปรับให้ถืออัตรา 70 บาทต่อหนึ่งวัน ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 37.50 บาท การบังคับค่าปรับจึงกักขังแทนค่าปรับไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นั้น เป็นการไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง" พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 แต่ประการเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (สุมิตร สุภาดุลย์-สุทิน ปัทมราชวิเชียร-สมชัย เกษชุมพล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การบังคับโทษปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29ให้ทำได้ 2 วิธี คือ ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ กับกักขังแทนค่าปรับส่วนมาตรา 30 เป็นวิธีการกักขังแทนค่าปรับ ที่ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 แต่ประการเดียว จึงน่าจะยังหมายถึงให้จัดการด้วยวิธีการกักขังแทนค่าปรับได้ด้วย ถ้าจะไม่ให้กักขังแทนปรับจึงควรพิพากษาว่า ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามมาตรา 29 ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
36558
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065811"
    }
}
date
2544
deka_no
2190/2544
deka_running_no
2190
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "สุมิตร สุภาดุลย์",
    "สุทิน ปัทมราชวิเชียร",
    "สมชัย เกษชุมพล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 30",
            "ม. 371"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ณัฐพงษ์หรือณัฐพงศ์ มนูญสราญ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 340,371, 33, 83, 91 ริบมีดและมีดคัตเตอร์ของกลาง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 3 บาท คืนแก่ผู้เสียหายที่ 1

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 339 วรรคสอง, มาตรา 371 อันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 ฐานชิงทรัพย์โดยมีอาวุธจำคุก 10 ปีฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควรปรับ 100 บาท คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 มีประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างอันเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78หนึ่งในสี่คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน ปรับ 75 บาท ริบมีดปลายแหลมของกลางส่วนมีดคัตเตอร์ให้คืนแก่เจ้าของ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินจำนวน 3 บาทแก่ผู้เสียหายที่ 1 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 แล้ว ความผิดตามมาตรา 339วรรคสอง วางโทษจำคุก 5 ปี ความผิดตามมาตรา 371 ปรับ 50 บาทรวมจำคุก 5 ปี และปรับ 50 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์จำเลยเสร็จแล้วเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 3 ปี9 เดือน และปรับ 37.50 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29,30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ส่วนปัญหาฎีกาข้อ 3 ที่จำเลยว่า การพกพาอาวุธมีดจะเป็นความผิดเมื่อใช้อาวุธมีดในขณะลงมือกระทำความผิดนั้นเห็นว่า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ใช้คำว่า "ผู้ใดพาอาวุธไปในเมือง" ฉะนั้นเมื่อจำเลยที่ 1 มีอาวุธมีดติดตัวไปในที่ต่าง ๆ ตามฟ้องก็เป็นความผิดสำเร็จแล้วหาจำต้องใช้ในการกระทำผิดตามที่จำเลยที่ 1ฎีกาไม่ ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น แต่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 30บัญญัติว่า ในการกักขังแทนค่าปรับให้ถืออัตรา 70 บาทต่อหนึ่งวัน ดังนั้นเมื่อศาลอุทธรณ์ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 37.50 บาท การบังคับค่าปรับจึงกักขังแทนค่าปรับไม่ได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นั้น เป็นการไม่ถูกต้องศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 แต่ประการเดียว นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การบังคับโทษปรับตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29ให้ทำได้ 2 วิธี คือ ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับ กับกักขังแทนค่าปรับส่วนมาตรา 30 เป็นวิธีการกักขังแทนค่าปรับ ที่ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29 แต่ประการเดียว จึงน่าจะยังหมายถึงให้จัดการด้วยวิธีการกักขังแทนค่าปรับได้ด้วย ถ้าจะไม่ให้กักขังแทนปรับจึงควรพิพากษาว่า ไม่ชำระค่าปรับให้ยึดทรัพย์สินใช้ค่าปรับตามมาตรา 29 ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001125.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544