คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5654/2543 ฉบับเต็ม

#37397
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5654/2543 นางสาว ประทวน ติ่งแตง โจทก์ นาย พงษ์ศิริ กิตยารักษ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 148 คดีก่อน จำเลยในคดีนี้ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนอง โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การว่าโจทก์ไม่ได้ รับเงินตามสัญญาเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาท อันเป็นความบกพร่อง ไม่รอบคอบของโจทก์ ดังนี้เมื่อศาลพิพากษาว่าได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงและคดีถึงที่สุดแล้ว โจทก์จะกลับมาฟ้องขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีเดิมมีผลใช้บังคับแก่โจทก์ โดยอ้างเหตุว่าความจริงแล้วโจทก์ ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนองจากจำเลย เท่ากับ เป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่ความ รายเดียวกันซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวนั้นให้ต้อง กลับมาวินิจฉัยซ้ำในเหตุเดียวกันอีกว่าได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงหรือไม่จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 148 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า คดีสืบเนื่องจากจำเลยเคยยื่นฟ้องโจทก์ และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้จากการผิดสัญญาจำนองรวม 3,150,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย หากไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดขณะนี้อยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองเพื่อขายทอดตลาดความจริงแล้วโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยเพียง 1,500,000 บาท แต่จำเลยให้โจทก์แปลงหนี้ใหม่โดยทำเป็นสัญญาจำนองคิดดอกเบี้ยล่วงหน้าในต้นเงินดังกล่าวร้อยละ 2 ต่อเดือน ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมเป็นต้นเงินจำนอง1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยโจทก์มิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วนำคดีมาฟ้องโจทก์จนศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีและถูกบังคับคดีซึ่งผลของการบังคับคดีทำให้จำเลยได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้หรือได้มาโดยประการอื่นโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายและทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ ขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีดังกล่าวมีผลใช้บังคับแก่โจทก์อีกต่อไปและให้จำเลยยื่นคำร้องขอถอนการบังคับยึดทรัพย์จำนองที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 3441 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ออกจากการบังคับคดีคืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ยื่นคำร้องดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยเป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1963/2541 คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความ และเมื่อศาลมีคำพิพากษาในประเด็นที่ได้ฟ้องแล้ว โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยอีก พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีเดิมเมื่อจำเลยในคดีนี้ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนอง โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การเลยว่า โจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญาเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดีนั้นอันเป็นความบกพร่องไม่รอบคอบของโจทก์เองที่มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้เมื่อศาลพิพากษาว่า ได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงและคดีไม่มีการอุทธรณ์จนถึงที่สุดไปแล้วเช่นนี้ โจทก์จะกลับมาฟ้องคดีใหม่อ้างเหตุว่า ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนองจากจำเลย ขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีเดิมคือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1963/2541 มีผลใช้บังคับแก่โจทก์ เท่ากับเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่ความรายเดียวกันซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวนั้นให้ต้องกลับมาวินิจฉัยซ้ำในเหตุเดียวกันอีกว่า ได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148" พิพากษายืน (พิชิต คำแฝง-ผล อนุวัตรนิติการ-สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
37397
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082071581"
    }
}
date
2543
deka_no
5654/2543
deka_running_no
5654
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "พิชิต คำแฝง",
    "ผล อนุวัตรนิติการ",
    "สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 148"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ประทวน ติ่งแตง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย พงษ์ศิริ กิตยารักษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า คดีสืบเนื่องจากจำเลยเคยยื่นฟ้องโจทก์ และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระหนี้จากการผิดสัญญาจำนองรวม 3,150,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยแก่จำเลย หากไม่ชำระให้นำทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดขณะนี้อยู่ระหว่างเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินจำนองเพื่อขายทอดตลาดความจริงแล้วโจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยเพียง 1,500,000 บาท แต่จำเลยให้โจทก์แปลงหนี้ใหม่โดยทำเป็นสัญญาจำนองคิดดอกเบี้ยล่วงหน้าในต้นเงินดังกล่าวร้อยละ 2 ต่อเดือน ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมเป็นต้นเงินจำนอง1,800,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยโจทก์มิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วนำคดีมาฟ้องโจทก์จนศาลพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีและถูกบังคับคดีซึ่งผลของการบังคับคดีทำให้จำเลยได้มาซึ่งทรัพย์สิ่งใดเพราะการที่โจทก์กระทำเพื่อชำระหนี้หรือได้มาโดยประการอื่นโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายและทำให้โจทก์เสียเปรียบ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกคืนฐานลาภมิควรได้ ขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีดังกล่าวมีผลใช้บังคับแก่โจทก์อีกต่อไปและให้จำเลยยื่นคำร้องขอถอนการบังคับยึดทรัพย์จำนองที่ดินของโจทก์ตามโฉนดเลขที่ 3441 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ออกจากการบังคับคดีคืนให้โจทก์ หากจำเลยไม่ยื่นคำร้องดังกล่าว ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยภายใน 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์และจำเลยเป็นคู่ความในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1963/2541 คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันคู่ความ และเมื่อศาลมีคำพิพากษาในประเด็นที่ได้ฟ้องแล้ว โจทก์จึงต้องห้ามมิให้ดำเนินกระบวนพิจารณาในประเด็นที่ได้วินิจฉัยอีก พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีเดิมเมื่อจำเลยในคดีนี้ฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนอง โจทก์มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ในคำให้การเลยว่า โจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญาเพื่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทในคดีนั้นอันเป็นความบกพร่องไม่รอบคอบของโจทก์เองที่มิได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ไว้เมื่อศาลพิพากษาว่า ได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงและคดีไม่มีการอุทธรณ์จนถึงที่สุดไปแล้วเช่นนี้ โจทก์จะกลับมาฟ้องคดีใหม่อ้างเหตุว่า ความจริงแล้วโจทก์ไม่ได้รับเงินตามสัญญากู้ยืมและบังคับจำนองจากจำเลย ขอให้ห้ามมิให้คำพิพากษาในคดีเดิมคือคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1963/2541 มีผลใช้บังคับแก่โจทก์ เท่ากับเป็นการรื้อร้องฟ้องคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด ทั้ง ๆ ที่เป็นคู่ความรายเดียวกันซึ่งต้องผูกพันตามคำพิพากษาในคดีดังกล่าวนั้นให้ต้องกลับมาวินิจฉัยซ้ำในเหตุเดียวกันอีกว่า ได้มีการกู้เงินไปตามฟ้องจริงหรือไม่ จึงเป็นฟ้องซ้ำ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001177.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543