ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5200/2543
นาย สุกิจ เสาวลักษณ์พรรณ
โจทก์
บริษัท สยามซิตี้ อินชัวร์รันส์ จำกัด
จำเลย
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 5, มาตรา 118
พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 มาตรา 5, มาตรา 19, มาตรา 20
ประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งมีผลผูกพันให้จำเลยต้องปฏิบัติตามนับแต่วันที่จำเลยประกาศใช้เป็นต้นไป แม้ต่อมาในปี 2540 จำเลยจะประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน โดยมีบทเฉพาะกาลว่าพนักงานที่ครบเกษียณอายุแล้วจะได้รับเงินที่จำเลยจ่ายสมทบให้พร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งหากคำนวณแล้วยอดเงินที่จะได้รับเมื่อรวมกับค่าชดเชยแล้วได้น้อยกว่าเงินบำเหน็จที่ได้กำหนดไว้ในประกาศเดิม จำเลยจะจ่ายเพิ่มให้ในส่วนที่ขาดอยู่เพื่อให้ได้รับเท่ากับอัตราที่กำหนดไว้ในประกาศฉบับเดิมข้อบังคับดังกล่าวจึงขัดแย้งกับประกาศฉบับเดิม และมิใช่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เป็นคุณยิ่งกว่า เมื่อโจทก์ไม่ได้ตกลงยินยอมให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงในเรื่องการให้เงินบำเหน็จ ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์
ค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำผิด ส่วนเงินบำเหน็จตามประกาศมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานหรือเป็นสวัสดิการพิเศษ อันมีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนคุณงามความดีของลูกจ้าง จึงมีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เมื่อประกาศมิได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าเงินบำเหน็จที่โจทก์พึงจะได้รับนั้นให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชย จึงไม่อาจถือเอาได้ว่าเงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์แล้วนั้นได้รวมเอาเงินบำเหน็จไว้ด้วย
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยออกประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำของบริษัทจำเลยเพื่อให้เงินบำเหน็จเป็นค่าตอบแทนการทำงานของพนักงานในลักษณะเป็นเงินสงเคราะห์ซึ่งถือว่าประกาศฉบับดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานและข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อโจทก์เกษียณอายุ โจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จตามประกาศฉบับดังกล่าว แต่จำเลยไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายเงิน 300,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การว่า จำเลยได้จ่ายเงินชดเชยรวมเงินบำเหน็จให้แก่โจทก์ครบถ้วนตามสิทธิประโยชน์ที่จำเลยกำหนดไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยแล้ว จำเลยไม่มีหนี้สินใด ๆ ติดค้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 นั้น เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง ซึ่งมีผลผูกพันให้จำเลยจะต้องปฏิบัติตามนับแต่วันที่ 7 มีนาคม 2522 อันเป็นวันที่จำเลยประกาศใช้เป็นต้นไป และแม้ต่อมาในปี 2540 จำเลยจะประกาศใช้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 โดยมีบทเฉพาะกาลว่าพนักงานที่ครบเกษียณอายุแล้วจะได้รับเงินที่บริษัทฯ จ่ายสมทบให้พร้อมผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามระเบียบที่ได้กำหนดไว้ หากคำนวณแล้วยอดเงินที่จะได้รับเมื่อรวมกับค่าชดเชยที่ได้รับตามระเบียบฉบับนี้แล้วได้น้อยกว่าเงินบำเหน็จที่ได้กำหนดไว้ในระเบียบฉบับเดิม ทางบริษัทฯ จะจ่ายเพิ่มให้ในส่วนที่ขาดอยู่เพื่อให้ได้รับเท่ากับอัตราที่กำหนดไว้ในระเบียบฉบับเดิมก็ตาม แต่บทเฉพาะกาลดังกล่าวนั้น มีความหมายว่าหากพนักงานที่ครบเกษียณอายุได้รับเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพรวมกับจำนวนค่าชดเชยแล้ว มีจำนวนมากกว่าเงินบำเหน็จที่ได้รับตามประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.2 จำเลยก็จะไม่จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่พนักงานที่ครบเกษียณอายุนั้นอีก บทเฉพาะกาลตามข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยเอกสารหมาย ล.1 จึงขัดแย้งกับข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเรื่องประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำของบริษัทตามเอกสารหมาย จ.2 และมิใช่เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่เป็นคุณยิ่งกว่า เมื่อข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่าโจทก์ตกลงยินยอมให้จำเลยแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างในเรื่องการให้เงินบำเหน็จให้เป็นไปตามบทเฉพาะกาลของข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของจำเลยตามเอกสารหมาย ล.1 ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 20 ค่าชดเชยเป็นเงินที่กฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างโดยไม่ได้กระทำผิด โดยมีหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดไว้ ส่วนเงินบำเหน็จตามประกาศว่าด้วยการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลยตามเอกสารหมายจ.2 นั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะให้เป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานหรือเป็นสวัสดิการพิเศษแก่เจ้าหน้าที่ประจำของจำเลยที่ได้ปฏิบัติงานให้จำเลยด้วยดีตลอดมาโดยไม่มีความผิด อันมีลักษณะเป็นการจ่ายเพื่อตอบแทนคุณงามความดีของลูกจ้าง ฉะนั้น วัตถุประสงค์และหลักการของการจ่ายค่าชดเชยกับเงินบำเหน็จตามประกาศเอกสารหมาย จ.2 จึงแตกต่างกัน เมื่อประกาศการให้เงินบำเหน็จแก่เจ้าหน้าที่ประจำบริษัทของจำเลยตามเอกสารหมายจ.2 มิได้กำหนดไว้อย่างชัดแจ้งว่าเงินบำเหน็จที่โจทก์พึงจะได้รับนั้นให้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าชดเชยที่โจทก์ได้รับจากจำเลยในกรณีที่ค่าชดเชยมีจำนวนมากกว่าเงินบำเหน็จจึงไม่อาจถือเอาได้ว่าเงินค่าชดเชยที่จำเลยจ่ายให้แก่โจทก์แล้วนั้นได้รวมเอาเงินบำเหน็จจำนวน 300,000 บาทที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยตามประกาศการให้เงินบำเหน็จเอกสารหมายจ.2 ไว้แล้ว"
พิพากษากลับ ให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2541 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
(ปัญญา สุทธิบดี-สละ เทศรำพรรณ-พูนศักดิ์ จงกลนี)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คำพิพากษาศาลฎีกา 5200/2543 มีข้อพิจารณาดังนี้ 1. ประกาศของนายจ้างที่ให้เงินบำเหน็จแก่ลูกจ้าง เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างหรือไม่ ข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์พ.ศ. 2518 มาตรา 5 มีหลักเกณฑ์สำคัญดังนี้ 1) ข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หรือระหว่างนายจ้างหรือสมาคมนายจ้างกับสหภาพแรงงาน 2) ข้อตกลงดังกล่าวเกี่ยวกับสภาพการจ้าง คือ เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการ การเลิกจ้างหรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการจ้างหรือการทำงาน ประกาศการให้เงินบำเหน็จคดีนี้ เป็นข้อตกลงระหว่างจำเลยซึ่งเป็นนายจ้างกับโจทก์ผู้เป็นลูกจ้างเกี่ยวกับเงินบำเหน็จอันเป็นสวัสดิการที่จำเลยให้แก่ลูกจ้างเพื่อเป็นกำลังใจในการปฏิบัติงานอันมีลักษณะเพื่อตอบแทนคุณงามความดีของลูกจ้าง จึงเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีผลผูกพันนายจ้างกับลูกจ้างตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518มาตรา 19 2. การแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างมีผลใช้บังคับแล้ว การจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงต้องดำเนินการประการใดประการหนึ่งดังนี้ 2.1 นายจ้างหรือลูกจ้างยื่นข้อเรียกร้องต่ออีกฝ่าย เพื่อขอแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างที่มีอยู่ตามหลักเกณฑ์ ขั้นตอนและวิธีการตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 13-19 2.2 นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง โดยไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้อง อาจทำโดยนัดประชุมแล้วตกลงตามมติที่ประชุมหรือทั้งสองฝ่ายทำข้อตกลงเป็นหนังสือระบุข้อที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงลงชื่อผู้ทำข้อตกลง 2.3 นายจ้างทำการแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างฝ่ายเดียวแต่สิ่งที่แก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 20 คดีนี้จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างได้ประกาศแก้ไขเปลี่ยนแปลงประกาศให้เงินบำเหน็จที่มีอยู่เดิมซึ่งทำให้สิทธิที่จะได้รับเงินบำเหน็จของลูกจ้างลดน้อยลงและบางกรณีอาจถึงกับหมดสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ โดยจำเลยได้ประกาศแก้ไขเองฝ่ายเดียวโดยไม่ได้ยื่นข้อเรียกร้อง ลูกจ้างของจำเลยไม่ได้ยินยอมด้วย และการแก้ไขดังกล่าวไม่เป็นคุณแก่ลูกจ้างยิ่งกว่าการแก้ไขข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างของจำเลย จึงเป็นการแก้ไขที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 การแก้ไขไม่มีผล ต้องบังคับตามข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้างเดิม 3. เงินบำเหน็จจ่ายรวมกับค่าชดเชยได้หรือไม่ ค่าชดเชย เป็นเงินที่พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541บังคับให้นายจ้างจ่ายให้แก่ลูกจ้างเมื่อเลิกจ้าง ส่วนเงินบำเหน็จเป็นเงินอื่นที่ไม่มีกฎหมายบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้าง นายจ้างจะตกลงจ่ายให้แก่ลูกจ้างหรือไม่ก็ได้ จะจ่ายโดยมีเงื่อนไขอย่างไรก็ได้ เมื่อตกลงจ่ายให้แล้วก็กลายเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง เมื่อค่าชดเชยกับเงินบำเหน็จเป็นเงินคนละประเภทกัน การจ่ายเงินประเภทหนึ่งแล้วจะถือว่าจ่ายเงินอีกประเภทหนึ่งด้วยแล้วไม่ได้ เว้นแต่จะมีข้อตกลงระบุไว้ชัดแจ้งว่าเงินที่จ่ายนั้นมีเงินประเภทใดบ้าง ซึ่งมีหลักในการเขียนข้อตกลงดังนี้ 1) ลูกจ้างต้องได้รับค่าชดเชยก่อน ได้รับเงินประเภทอื่นทีหลัง 2) ลูกจ้างต้องได้รับค่าชดเชยเต็มจำนวน นายจ้างจะลดจ่าย จ่ายลดจำนวนลงหรือให้ลูกจ้างสละสิทธิไม่รับค่าชดเชยไม่ได้ 3) เมื่อลูกจ้างได้ค่าชดเชยเต็มจำนวนแล้ว จะให้งดหรือลดเงินประเภทอื่นก็ได้ 4) นายจ้างจ่ายเงินประเภทอื่นให้แก่ลูกจ้างแล้วระบุว่า เป็นการจ่ายค่าชดเชยด้วยแล้วไม่ได้ เท่ากับลูกจ้างไม่ได้รับค่าชดเชย แต่ระบุว่าเงินประเภทอื่นที่จ่ายนั้นให้หักส่วนหนึ่งออกมาเป็นค่าชดเชย แล้วส่วนที่เหลือจึงเป็นเงินประเภทอื่นบังคับได้ เพราะเท่ากับลูกจ้างได้รับค่าชดเชยแล้วส่วนที่เหลือเป็นเงินประเภทอื่น คดีนี้ประเภทให้เงินบำเหน็จของจำเลยมิได้ระบุว่าให้กันส่วนหนึ่งออกมาเป็นค่าชดเชย การที่จำเลยจ่ายค่าชดเชยจำนวนหนึ่งให้แก่โจทก์ จึงถือว่ามีเงินบำเหน็จรวมอยู่ด้วยแล้วไม่ได้ รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์