ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5429/2543
ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน
โจทก์
นาย สมนึก เต็มธนกิจไพศาล
จำเลย
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 9, มาตรา 14
แม้จำเลยจะเพิ่งได้รับโอนที่ดินมาภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายแล้วย่อมเป็นทรัพย์สินที่โจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ได้ หามีกฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนฟ้องคดีล้มละลายไม่ จำเลยจึงไม่ใช่บุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่ควรให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาทั้งสิ้น 3,025,657.03 บาท โจทก์สืบหาทรัพย์สินของจำเลยเพื่อดำเนินการบังคับคดีแล้ว แต่จำเลยไม่มีทรัพย์สินอื่นใดที่จะบังคับคดีได้ จำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวและเป็นหนี้โจทก์อันกำหนดจำนวนได้แน่นอนไม่น้อยกว่า 50,000 บาท ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย
จำเลยไม่ยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่า ตั้งแต่จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา จำเลยไม่มีทรัพย์สินใด ๆ ที่จะชำระหนี้แก่โจทก์จำเลยเพิ่งได้รับโอนที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินมาโดยซื้อขายและการให้ตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.6 ในวันที่ 14 ถึง 15พฤษภาคม 2541 ก่อนวันนัดสืบพยานจำเลยวันที่ 18 พฤษภาคม 2541และจำเลยไม่ได้ชำระหนี้ให้แก่โจทก์แต่อย่างใด จึงเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตนั้น เห็นว่า ตามหลักฐานหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินดังกล่าวมีชื่อจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและผู้ถือกรรมสิทธิ์และราคาประเมินที่ทางราชการรับรองแล้วรวมเป็นเงิน 3,199,725 บาท แม้จะเป็นทรัพย์สินที่จำเลยได้มาภายหลังจากที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายแล้วก็ตามย่อมเป็นทรัพย์สินที่โจทก์สามารถบังคับชำระหนี้ได้ หามีกฎหมายกำหนดว่าต้องเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนฟ้องคดีล้มละลายไม่ และการที่จำเลยรับโอนทรัพย์สินที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์และโฉนดที่ดินบางส่วนมาโดยการซื้อขายแทนที่จะนำเงินไปชำระหนี้ให้โจทก์ก่อน จะว่าเป็นเรื่องที่จำเลยสร้างหลักฐานขึ้นมาเพื่อไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ดังที่โจทก์ฎีกานั้นก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้ง น่าจะเป็นการทำเพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ได้ทั้งหมดมากกว่า เพราะอย่างไรก็ตามโจทก์สามารถบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยมีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ได้ทั้งหมด จำเลยจึงไม่ใช่บุคคลที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว ไม่ควรให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(วัฒนชัย โชติชูตระกูล-จำลอง สุขศิริ-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
หลักเกณฑ์สำคัญของการฟ้องคดีล้มละลายตามพระราชบัญญัติล้มละลายฯ มาตรา 9 หรือมาตรา 10 ข้อหนึ่งคือ จำเลยต้องเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว กล่าวคือ จำเลยต้องมีหนี้มากกว่าทรัพย์สินหรือมีทรัพย์สินไม่พอชำระหนี้ ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่โจทก์จะต้องบรรยายในคำฟ้อง และต้องนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้ศาลเชื่อตามคำฟ้อง ฉะนั้นข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่จึงต้องเป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้วก่อนโจทก์ฟ้องคดีล้มละลาย เพราะถ้าหากเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายแล้ว โจทก์จะรู้และนำไปบรรยายในคำฟ้องของโจทก์ได้อย่างไร อย่างไรก็ดี ในคดีล้มละลายนั้น แม้โจทก์จะนำสืบได้ความตามฟ้องว่าจำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวและข้อเท็จจริงอื่น ๆ ครบถ้วนตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ก็ตาม ก็มิได้หมายความว่าศาลจะต้องมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์จำเลยเด็ดขาดเสมอไป เพราะ พระราชบัญญัติล้มละลายฯมาตรา 14 บัญญัติให้ศาลพิพากษายกฟ้องถ้าหากจำเลยนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้นั้นได้ทั้งหมด หรือมีเหตุอื่นที่ไม่สมควรให้จำเลยล้มละลาย ข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมดก็ดี มีเหตุที่ไม่สมควรให้จำเลยล้มละลายก็ดี หรือจำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวก็ดีเป็นข้อเท็จจริงที่มาตรา 14 มีเจตนารมณ์ให้มีความหมายคนละอย่างแยกจากกัน โดยมาตรา 14 บัญญัติว่า "ถ้าศาลพิจารณาได้ความจริงตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 ให้ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาด แต่ถ้าไม่ได้ความจริง หรือจำเลยนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ทั้งหมดหรือมีเหตุอื่นที่ไม่ควรให้จำเลยล้มละลาย ให้ศาลยกฟ้อง" ข้อเท็จจริงในคำพิพากษาศาลฎีกานี้ได้ความว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษา จำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษา และไม่มีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้แก่โจทก์ จำเลยเพิ่งได้รับโอนที่ดินมาก่อนวันสืบพยานจำเลยข้อเท็จจริงเช่นนี้ผู้บันทึกเห็นด้วยความเคารพต่อศาลฎีกาว่า ถือว่าศาลพิจารณาได้ความจริงตามมาตรา 9 แล้ว คือจำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวส่วนข้อเท็จจริงที่จำเลยนำสืบว่าได้รับโอนที่ดินมาภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายแล้วนั้น ศาลก็ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงต่อไปว่าโจทก์สามารถบังคับคดีเอาจากทรัพย์สินที่จำเลยได้มาในภายหลังนั้นได้หรือไม่ถ้าโจทก์สามารถบังคับคดีได้เพราะยังไม่พ้นกำหนดเวลาในการบังคับคดีเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 ศาลก็พิพากษายกฟ้องโจทก์ได้ตามมาตรา 14 โดยวินิจฉัยว่า จำเลยนำสืบได้ว่าอาจชำระหนี้ได้ทั้งหมด หรือโจทก์สามารถบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยได้อยู่แล้วจึงไม่สมควรให้จำเลยล้มละลาย ดังที่ศาลฎีกาได้วินิจฉัยไว้ในคดีนี้ด้วยแล้ว แต่ถ้าหากในขณะที่ศาลวินิจฉัยชี้ขาดคดีนั้นพ้นกำหนดเวลาที่โจทก์จะบังคับคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271 แล้วก็ย่อมไม่เข้าเหตุที่ศาลจะพิพากษายกฟ้องโจทก์ตามมาตรา 14 ได้ เพราะโจทก์ไม่อาจบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จำเลยเพิ่งจะได้รับโอนมานั้นได้เลยหากศาลพิพากษายกฟ้องทั้ง ๆ ที่โจทก์ไม่อาจบังคับคดีแก่ทรัพย์สินที่จำเลยเพิ่งได้มาภายหลังที่โจทก์ฟ้องคดีล้มละลายแล้ว ย่อมไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ฉะนั้นที่ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า ไม่มีกฎหมายกำหนดว่า จำเลยต้องมีทรัพย์สินอยู่ก่อนฟ้องคดีล้มละลาย จำเลยจึงไม่ใช่บุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวด้วยนั้น ผู้บันทึกเห็นด้วยความเคารพว่าคำวินิจฉัยเฉพาะส่วนนี้น่าจะไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมาตรา 14ที่ประสงค์จะให้ความเป็นธรรมแก่ทั้งฝ่ายโจทก์และฝ่ายจำเลย ประดิษฐ์ เอกมณี