ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5789/2543
นางสาว ยุพวดี สุขจิตสำราญ
โจทก์
สำนักงานประกันสังคม
จำเลย
พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 มาตรา 6, มาตรา 47, มาตรา 65, มาตรา 66
แม้นายจ้างจะจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ล่วงหน้าก่อนวันสิ้นเดือนอันเป็นกำหนดจ่ายตามปกติของนายจ้างก็ตาม แต่ก็เพื่อความสะดวกที่โจทก์จะนำเงินไปใช้จ่ายในระหว่างคลอดบุตรซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเจตนาทุจริตแต่อย่างใด เมื่อมีการจ่ายค่าจ้างนายจ้างก็มีหน้าที่ต้องหักค่าจ้างส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคม และถือได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง เมื่อนับรวมกับเงินสมทบที่ส่งไปก่อนหน้านั้นแล้ว โจทก์ได้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมครบเจ็ดเดือนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรตามกฎหมาย
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทเชาว์อรุณจำกัด กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน โดยบริษัทหักเงินเดือนของโจทก์เข้าเป็นเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ต่อมาโจทก์คลอดบุตรและยื่นคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรต่อสำนักงานประกันสังคมแต่ได้รับแจ้งว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนเนื่องจากจ่ายเงินสมทบไม่ครบเจ็ดเดือนภายในระยะเวลาสิบห้าเดือน จึงยังไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการรับประโยชน์ทดแทน โจทก์ไม่เห็นด้วย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ และให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนกรณีคลอดบุตรตามกฎหมายแก่โจทก์
จำเลยให้การว่า โจทก์เป็นลูกจ้างบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด และได้จ่ายเงินสมทบตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2540 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540รวมหกเดือน โจทก์คลอดบุตรก่อนที่โจทก์จะจ่ายเงินสมทบเดือนที่เจ็ดเนื่องจากโจทก์ทำงานในเดือนธันวาคม 2540 ไม่ครบเดือน จึงยังไม่ได้ส่งเงินสมทบในเดือนธันวาคม 2540 โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ไม่มีเหตุที่จะเพิกถอนตามคำฟ้องของโจทก์ พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "การหักเงินสมทบของลูกจ้างส่งสำนักงานประกันสังคมนั้น พระราชบัญญัติประกันสังคม มาตรา 47บัญญัติว่า "ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้นายจ้างหักค่าจ้างของผู้ประกันตนตามจำนวนที่จะต้องนำส่งเป็นเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตามมาตรา 46และเมื่อนายจ้างได้ดำเนินการดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง" หมายความว่า ทุกครั้งที่นายจ้างจ่ายค่าจ้างนายจ้างต้องหักค่าจ้างของลูกจ้างส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมโดยบทกฎหมายดังกล่าวไม่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นการจ่ายค่าจ้างตามปกติหรือตามระเบียบข้อบังคับของนายจ้าง การที่บริษัทเชาว์อรุณ จำกัด จ่ายค่าจ้างให้โจทก์ในวันที่ 25 ธันวาคม 2540 ซึ่งเป็นการจ่ายล่วงหน้าก่อนวันสิ้นเดือนอันเป็นกำหนดจ่ายตามปกติก็เพื่อความสะดวกที่โจทก์จะนำเงินไปใช้จ่ายในระหว่างคลอดบุตรซึ่งไม่ปรากฏว่ามีเจตนาทุจริตแต่อย่างใด เมื่อมีการจ่ายค่าจ้างแล้วบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด ผู้เป็นนายจ้างก็มีหน้าที่ต้องหักค่าจ้างที่จ่ายแก่โจทก์ดังกล่าวส่งเป็นเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมและเมื่อหักแล้วจะมีผลถือว่าผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้างเท่ากับโจทก์จ่ายเงินสมทบแก่สำนักงานประกันสังคมตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2540 และพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 6 วรรคสามบัญญัติไว้ว่า "เพื่อประโยชน์ในการนับระยะเวลาการส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนให้ถือว่าเงินสมทบที่หักจากค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้างในเดือนใดเป็นการจ่ายเงินสมทบของเดือนนั้น และไม่ว่าเงินสมทบนั้นจะได้หักไว้หรือนำส่งเดือนละกี่ครั้ง ให้ถือว่ามีระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบเท่ากับหนึ่งเดือน"กรณีของโจทก์บริษัทเชาว์อรุณ จำกัด จ่ายค่าจ้างสำหรับเดือนธันวาคม 2540 ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2540 ถือว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบสำหรับเดือนธันวาคม 2540 และถือว่าเป็นการจ่ายเงินสมทบเท่ากับหนึ่งเดือนเมื่อศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่าโจทก์เป็นลูกจ้างของบริษัทเชาว์อรุณจำกัด ได้รับค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนโจทก์เป็นผู้ประกันตนส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมในอัตราร้อยละ 1.5 ของเงินเดือน โดยบริษัทเชาว์อรุณ จำกัด ผู้เป็นนายจ้างหักเงินเดือนของโจทก์ส่งเข้ากองทุนประกันสังคมทุกวันสิ้นเดือน ตั้งแต่วันที่ 30 มิถุนายน2540 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2540 รวมหกเดือน ดังนี้เมื่อนับรวมกับเงินสมทบที่ส่งในเดือนธันวาคม 2540 อีกหนึ่งเดือนเท่ากับโจทก์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมรวมเจ็ดเดือนแล้ว โดยพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 ได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้ประกันตนที่จะได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรไว้ในมาตรา 65 ว่า "ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรสำหรับตนเองหรือภริยาหรือสำหรับหญิงซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับผู้ประกันตนโดยเปิดเผยตามระเบียบที่เลขาธิการกำหนดถ้าผู้ประกันตนไม่มีภริยา ทั้งนี้ต่อเมื่อภายในระยะเวลาสิบห้าเดือนก่อนวันรับบริการทางการแพทย์ ผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือน" ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวถือเอาจำนวนเงินสมทบที่ผู้ประกันตนได้จ่ายมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือนเป็นสำคัญมิได้บัญญัติว่าผู้มีสิทธิรับประโยชน์ทดแทนต้องทำงานมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือน เมื่อฟังได้ว่าโจทก์ได้ส่งเงินสมทบมารวมเจ็ดเดือนแล้ว โจทก์จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรตามมาตรา 65 ดังกล่าวซึ่งจะได้ค่าคลอดบุตรเหมาจ่ายครรภ์ละ 4,000 บาท ตามมาตรา 66 ประกอบประกาศสำนักงานประกันสังคม เรื่อง หลักเกณฑ์และอัตราสำหรับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ลงวันที่ 30 มีนาคม 2538 และยังมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเป็นการเหมาจ่ายร้อยละห้าสิบของค่าจ้างตามมาตรา 57 เป็นเวลาเก้าสิบวันตามมาตรา 67 ซึ่งโจทก์ได้รับค่าจ้างเดือนละ 10,000 บาท จะได้รับเท่ากับ 15,000 บาท คำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่รามอินทราที่ 209943/41 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1487(27)/2541 ที่วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรนั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงมีเหตุที่จะเพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยทั้งสองดังกล่าว ที่ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้ยกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้เพิกถอนคำสั่งของสำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่รามอินทราที่ 209943/41 และคำวินิจฉัยของคณะกรรมการอุทธรณ์ที่ 1487(27)/2541 ตามฟ้อง ให้จำเลยจ่ายเงินประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรจำนวน 4,000 บาท และเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรจำนวน 15,000 บาท รวม 19,000 บาท ให้แก่โจทก์
(รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์-สละ เทศรำพรรณ-หัสดี ไกรทองสุก)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5789/2543 วินิจฉัยเรื่องประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ซึ่งมีข้อพิจารณาดังนี้ 1. ผู้ที่มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร มีหลักเกณฑ์ดังนี้ 1.1 ผู้มีสิทธิต้องเป็นผู้ประกันตน คือ ผู้มีสิทธินั้นเป็นลูกจ้างของนายจ้างซึ่งมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบห้าปีบริบูรณ์และไม่เกินหกสิบปีบริบูรณ์ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 33 1.2 ผู้มีสิทธิต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือนตามมาตรา 65 1.3 ผู้ประกันตนหรือภริยาของผู้ประกันตนหรือหญิงซึ่งอยู่กินด้วยกันฉันสามีภริยากับผู้ประกันตนโดยเปิดเผยได้คลอดบุตรตามมาตรา 65 2. ประเภทของประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร มี 2 ประเภท 1. ค่าคลอดบุตร ซึ่งเหมาจ่ายครรภ์ละ 4,000 บาท 2. เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรไม่เกิน 2 ครั้ง เป็นการเหมาจ่ายในอัตราครั้งละร้อยละ 50 ของค่าจ้างตามมาตรา 57 เป็นเวลา 90 วัน 3. การจ่ายเงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ผู้ประกันตนซึ่งมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมมาแล้วไม่น้อยกว่าเจ็ดเดือน ผู้ต้องจ่ายเงินสมทบมี 3 ฝ่าย คือ รัฐบาล นายจ้าง และผู้ประกันตน ต้องจ่ายฝ่ายละเท่ากัน ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งกำหนดให้จ่ายรวมกับประโยชน์ทดแทนในกรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และตายในอัตราร้อยละ 1.5 ของค่าจ้างแต่ไม่เกิน 15,000 บาท ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 3 นายจ้างมีหน้าที่ต้องหักค่าจ้างของผู้ประกันตนตามจำนวนที่ต้องจ่ายไว้ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องนำเงินสมทบในส่วนของผู้ประกันตนที่ได้หักไว้และเงินสมทบในส่วนของนายจ้างส่งให้แก่สำนักงานภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินสมทบ เช่น นายจ้างกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือนและนายจ้างได้หักเงินสมทบไว้ในวันที่ 31 มีนาคม 2544 นายจ้างต้องนำเงินสมทบที่หักไว้และเงินสมทบในส่วนของนายจ้างนำส่งสำนักงานประกันสังคมภายในวันที่ 15 เมษายน 2544 เป็นต้น เมื่อนายจ้างได้หักเงินสมทบของผู้ประกันตนไว้แล้วแม้ยังไม่ได้ส่งเงินสมทบที่หักไว้ดังกล่าวให้แก่สำนักงานประกันสังคม ก็ให้มีผลเท่ากับผู้ประกันตนได้จ่ายเงินสมทบแล้วตามพระราชบัญญัติประกันสังคมพ.ศ. 2533 มาตรา 47 วรรคหนึ่ง ตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง หากเกิดเหตุที่ผู้ประกันตนมีสิทธิจะได้รับประโยชน์ทดแทนผู้ประกันตนก็มีสิทธิทันที ไม่ต้องรอจนกว่านายจ้างส่งเงินสมทบให้แก่สำนักงานประกันสังคม การคำนวณค่าจ้างเพื่อจ่ายเป็นเงินทดแทนนั้น พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 6 ได้วางหลักเกณฑ์ว่าให้ถือเอาค่าจ้างคิดเป็นรายเดือนเป็นเกณฑ์คำนวณ กล่าวคือ ให้คำนวณว่าต้องจ่ายเดือนละเท่าใด โดยให้คิดจากค่าจ้างที่รับจริงของเดือนนั้น เช่นลูกจ้างได้รับค่าจ้างรายเดือนให้คิดจากค่าจ้างทั้งเดือนของเดือนนั้น เช่นค่าจ้างเดือนละ 9,000 บาท ให้คิดเงินสมทบจากเงินเดือน 9,000 บาทดังกล่าว หากเป็นลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างเป็นรายวัน รายชั่วโมง หรือลูกจ้างได้รับค่าจ้างตามผลงานที่ทำได้ซึ่งลูกจ้างทั้งสามประเภทดังกล่าวนี้จะได้ค่าจ้างเฉพาะวันหรือชั่วโมงที่มาทำงานหรือได้รับตามผลงานที่ทำได้หากไม่มาทำงานหรือไม่มีผลงานก็ไม่ได้ค่าจ้าง กรณีนี้ค่าจ้างรายเดือนให้คิดจากค่าจ้างที่ได้รับจริงในเดือนนั้น เช่น ลูกจ้างรายวันได้ค่าจ้างวันละ200 บาท เดือนมีนาคม 2544 มาทำงานเพียง 20 วัน ค่าจ้างรายเดือนของลูกจ้าง คือ 200x20=4,000 บาท หรือลูกจ้างที่ได้รับค่าจ้างตามผลงานในเดือนเมษายน 2544 มีวันหยุดมากลูกจ้างมาทำงานเพียง15 วัน บางวันได้ 300 บาท บางวันได้ 250 บาท บางวันได้ 280 บาทซึ่งไม่แน่นอน ต้องนำค่าจ้างที่รับจริง 15 วัน ในเดือนเมษายน 2544มารวมเป็นค่าจ้างรายเดือนนั้น การนับระยะเวลาการส่งเงินสมทบของผู้ประกันตน ให้ถือว่าเงินสมทบที่หักจากค่าจ้างที่จ่ายให้ลูกจ้างในเดือนใดเป็นการจ่ายเงินสมทบของเดือนนั้นและไม่ว่าเงินสมทบนั้นจะได้หักไว้หรือนำส่งเดือนละกี่ครั้ง ให้ถือว่ามีระยะเวลาในการจ่ายเงินสมทบเท่ากับหนึ่งเดือน 3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5789/3543 ที่เขียนหมายเหตุนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้ประกันตน เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของนายจ้างมาได้ 6 เดือนเศษนายจ้างกำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน แต่นายจ้างได้จ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ก่อนกำหนด โดยจ่ายให้ในวันที่ 25 ของเดือน แล้วโจทก์คลอดบุตรในวันที่ 29 ของเดือน ปัญหามีว่าโจทก์มีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรหรือไม่ ซึ่งจำเลยไม่จ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรให้แก่โจทก์อ้างว่าโจทก์ยังทำงานไม่ครบเจ็ดเดือน และนายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่โจทก์ก่อนกำหนดนั้นเป็นการใช้สิทธิไม่สุจริต ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักเกณฑ์ว่า ผู้ประกันตนจะมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตรนั้น ต้องจ่ายเงินสมทบมาครบเจ็ดเดือนมิจำต้องทำงานมาครบเจ็ดเดือน เมื่อนายจ้างหักเงินค่าจ้างของผู้ประกันตนออกมาเป็นเงินสมทบแล้วถือว่าได้ส่งเงินสมทบให้แก่สำนักงานประกันสังคมแล้วนับแต่วันหัก และเมื่อมีการหักค่าจ้างของลูกจ้างไว้แล้วในเดือนใด ไม่ว่าจะหักและนำส่งกี่ครั้งก็ถือว่ามีระยะเวลาการจ่ายเท่ากับ 1 เดือน คดีนี้ถือว่าโจทก์จ่ายเงินสมทบในเดือนที่เจ็ดครบถ้วนแล้ว จึงมีสิทธิได้รับประโยชน์ทดแทนในกรณีคลอดบุตร ศาลฎีกายังวินิจฉัยต่อไปว่านายจ้างจ่ายค่าจ้างก่อนกำหนดเพื่อความสะดวกที่ลูกจ้างจะนำเงินไปใช้จ่ายในระหว่างคลอดบุตรไม่ปรากฏว่ามีเจตนาทุจริตจึงมิใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์