คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5875/2543 ฉบับเต็ม

#37838
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5875/2543 เทศบาลเมืองหนองคาย โจทก์ บริษัท ทิพย์โฮเต็ล จำกัด จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 84 พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18, มาตรา 19, มาตรา 31 จำเลยมิได้โต้แย้งคำชี้ขาดการประเมินค่ารายปีและค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย จึงไม่มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลได้ว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบ ไม่ว่าผู้รับประเมินจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลยอย่างไรก็ตาม เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมิน ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ที่จะต้องนำสืบให้ประจักษ์ว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักจำนวน 119 ห้อง แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์นำห้องพักรวม 124 ห้องมาคำนวณค่ารายปีและค่าภาษี จึงเกินกว่าจำนวนห้องพักที่มีอยู่จริงการคำนวณในส่วนที่เกินไปจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษีซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนี้ ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในปี 2538 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2539เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังจำเลยภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปี 2539 ที่โจทก์ระบุปีภาษี 2539 นำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาคำนวณตามแบบแจ้งรายการจึงชอบแล้ว ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ไต่สวนตรวจตราทรัพย์สินดังกล่าวและแจ้งรายการประเมินดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ คณะเทศมนตรีได้ชี้ขาดแล้วแต่จำเลยไม่นำเงินค่าภาษีดังกล่าวไปชำระแก่โจทก์ โจทก์ได้ทวงถามแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีและค่าเพิ่มจำนวน 166,414.32 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ภาษีที่โจทก์เรียกร้องสูงกว่าความเป็นจริงและขัดต่อกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 160,617.66บาท แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษี ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนี้ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในปี 2538 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2539 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังจำเลย ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 ที่โจทก์ระบุปีภาษี 2539 โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาคำนวณตามแบบแจ้งรายการจึงชอบด้วยกฎหมายแล้วฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น จำเลยได้รับแจ้งคำชี้ขาดการประเมินค่ารายปี และค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 หากจำเลยยังไม่พอใจคำชี้ขาดก็อาจนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องได้แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลได้ว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบ ในการโต้แย้งนั้นไม่ว่าผู้รับประเมินจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลย ผู้รับประเมินก็หมดสิทธิดังกล่าวเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องจำนวนห้องพักที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักเพียงจำนวน 119 ห้องไม่ใช่จำนวน 124 ห้องดังที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินนั้น เห็นว่า ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 9ระบุว่าโรงแรมของจำเลยมี 119 ห้อง นายทองปนเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ของโจทก์ก็เบิกความว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักจำนวน 119 ห้อง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ต้องนำสืบให้ประจักษ์ว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักจำนวน 119 ห้อง การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์นำห้องพักรวมจำนวน 124 ห้องมาคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีจึงเกินกว่าจำนวนห้องพักที่มีอยู่จริง การคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีในส่วนที่เกินไปจำนวน 5 ห้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย" พิพากษายืน (สบโชค สุขารมณ์-สันติ ทักราล-มงคล ทับเที่ยง) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ การที่จะเสนอคดีภาษีโรงเรือนและที่ดินสู่ศาลภาษีอากรได้ก็ดี และการที่จะให้การต่อสู้คดีว่าการประเมินและคำชี้ขาดไม่ชอบก็ดีพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ได้กำหนดขั้นตอนให้มีการโต้แย้งคัดค้านไว้ในขั้นตอนก่อนถึงศาลไว้เช่นเดียวกันกับกฎหมายภาษีอื่น ๆ เช่น ประมวลรัษฎากร (มาตรา 28 ถึงมาตรา 34) หากไม่ดำเนินการตามที่บังคับไว้ (พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน มาตรา 25 ถึง 31)ย่อมถือว่าการประเมินและคำชี้ขาดเป็นอันยุติไม่อาจนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดได้และรวมถึงการให้การต่อสู้คดีด้วยกล่าวคือไม่อาจยกขึ้นต่อสู้กับท้องถิ่นว่าการประเมินไม่ชอบหรือคำชี้ขาดไม่ชอบผลก็คือต้องถือตามการประเมินและคำชี้ขาดนั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1288/2530,705/2531 และ 562/2532) ขั้นตอนในชั้นก่อนถึงศาลในกรณีที่ผู้รับประเมินไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจนถึงฟ้องศาลมีดังนี้ กำหนดเวลาโต้แย้งการประเมิน (มาตรา 25 และมาตรา 26) 1. ไม่พอใจการประเมิน 2. ขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เทศบาลได้แก่คณะเทศมนตรี กรุงเทพมหานครได้แก่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครดำเนินการพิจารณาการประเมินนั้นใหม่ 3. ต้องขอภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน กำหนดเวลาโต้แย้งคำชี้ขาด (มาตรา 31 และมาตรา 39) 1. ไม่พอใจคำชี้ขาด 2. ฟ้องต่อศาลภาษีอากรขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาด 3. ต้องฟ้องภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งคำชี้ขาด 4. ศาลจะรับฟ้องได้จะต้องได้ตรวจว่ามีการชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่พนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ดังนั้น จึงมีข้อสำคัญที่ผู้รับประเมินหรือผู้ที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินพึงทราบว่าเมื่อตนได้รับแจ้งการประเมินแล้ว ไม่ร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ก็ดีหรือขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แล้วและทราบคำชี้ขาดแล้วแต่ไม่ฟ้องคดี ดังนี้ การประเมินนั้นหรือคำชี้ขาดดังกล่าวเป็นอันยุติ ซึ่งตนต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามนั้น จะนำคดีไปฟ้องต่อศาลภาษีอากรขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดโดยอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่ชอบไม่ได้และถ้าหากถูกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฟ้องให้ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน ก็ไม่อาจต่อสู้คดีว่าการประเมินและคำชี้ขาดไม่ชอบก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน คดีตามหัวข้อหมายเหตุนี้เทศบาลโจทก์อันเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบการประเภทนิติบุคคลซึ่งดำเนินกิจการโรงแรมให้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาคณะเทศมนตรีได้ชี้ขาดแล้ว แต่จำเลยไม่ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดกับชำระภาษีอากรภายในกำหนดโจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ค้างชำระจำเลยให้การต่อสู้หลายกรณีเช่น ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และมีเรื่องที่น่าสนใจคือ จำเลยให้การว่าหลังจากโจทก์แจ้งผลอุทธรณ์และยอดหนี้ ซึ่งก็คือคำชี้ขาดนั้นเอง แทนที่จำเลยจะฟ้องคดีต่อศาล ตามที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯมาตรา 31 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ จำเลยกลับยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสภาผู้แทนราษฎรอันมิใช่เงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้จึงไม่มีผลกระทบต่อคำชี้ขาดและอำนาจฟ้องของโจทก์ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งศาลฎีกามิได้วินิจฉัยถึงเนื่องจากจำเลยคงไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหานั้น แต่ก็ขอให้ข้อสังเกตไว้ดังที่กล่าวแล้ว ส่วนปัญหาว่าการประเมินและคำชี้ขาดของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์และคำชี้ขาดชอบหรือไม่นั้น เมื่อจำเลยไม่ฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าการประเมินและคำชี้ขาดไม่ชอบ จำเลยก็ไม่อาจให้การต่อสู้คดีว่าการประเมินและคำชี้ขาดไม่ชอบได้ กรณีก็น่าจะเป็นไปตามการประเมินและคำชี้ขาดที่ให้จำเลยชำระภาษีอากร แต่เนื่องจากโจทก์เป็นผู้เสนอคดีสู่ศาลโดยกล่าวหาจำเลยไม่ชำระภาษีอากร โจทก์ก็ต้องพิสูจน์ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมาย ดังมีรายละเอียดตามที่ศาลฎีกาวางหลักไว้ ดังนี้ ตามแบบรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินระบุว่าโรงแรมจำเลยมี 119 ห้อง พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ก็เบิกความยืนยันจำนวนห้องเช่นเดียวกันดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้จำเลยชำระค่าภาษีตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมิน ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ ต้องนำสืบให้ประจักษ์ว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพัก 119 ห้อง การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์นำห้องพักรวมจำนวน 124 ห้อง มาคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีจึงเกินกว่าจำนวนห้องพักที่มีอยู่จริง การคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีส่วนที่เกินไปจำนวน 5 ห้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องหักส่วนนี้ออกไป จากหลักที่ศาลฎีกาวินิจฉัยอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายนี้จึงต้องทำความเข้าใจเป็น 2 ส่วน คือในชั้นของฝ่ายบริหารส่วนหนึ่ง และในชั้นศาลส่วนหนึ่ง เพราะแม้การประเมินและคำชี้ขาดยุติแล้ว และภาษีอากรที่ต้องชำระก็ควรต้องเป็นไปตามนั้น แต่เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอคดีสู่ศาลก็ต้องมีภาระพิสูจน์โดยนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อให้ได้ความตามการประเมินและคำชี้ขาด (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 17) ด้วยทางปฏิบัติจึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ มิฉะนั้นอาจถูกศาลพิพากษายกฟ้องหรือพิพากษาให้เพียงบางส่วนตามที่นำสืบให้ศาลรับฟังได้เท่านั้น พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
37838
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082071359"
    }
}
date
2543
deka_no
5875/2543
deka_running_no
5875
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "สบโชค สุขารมณ์",
    "สันติ ทักราล",
    "มงคล ทับเที่ยง"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475",
        "sections": [
            "ม. 18",
            "ม. 19",
            "ม. 31"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "เทศบาลเมืองหนองคาย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ทิพย์โฮเต็ล จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ไต่สวนตรวจตราทรัพย์สินดังกล่าวและแจ้งรายการประเมินดังกล่าวให้จำเลยทราบแล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินใหม่ คณะเทศมนตรีได้ชี้ขาดแล้วแต่จำเลยไม่นำเงินค่าภาษีดังกล่าวไปชำระแก่โจทก์ โจทก์ได้ทวงถามแล้ว ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีและค่าเพิ่มจำนวน 166,414.32 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ภาษีที่โจทก์เรียกร้องสูงกว่าความเป็นจริงและขัดต่อกฎหมาย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 160,617.66บาท แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษี ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนี้ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในปี 2538 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2539 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังจำเลย ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 ที่โจทก์ระบุปีภาษี 2539 โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาคำนวณตามแบบแจ้งรายการจึงชอบด้วยกฎหมายแล้วฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

จำเลยได้รับแจ้งคำชี้ขาดการประเมินค่ารายปี และค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 หากจำเลยยังไม่พอใจคำชี้ขาดก็อาจนำคดีไปสู่ศาลเพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องได้แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลได้ว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบ ในการโต้แย้งนั้นไม่ว่าผู้รับประเมินจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลย ผู้รับประเมินก็หมดสิทธิดังกล่าวเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามในเรื่องจำนวนห้องพักที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักเพียงจำนวน 119 ห้องไม่ใช่จำนวน 124 ห้องดังที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินนั้น เห็นว่า ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 เอกสารหมาย จ.1 แผ่นที่ 9ระบุว่าโรงแรมของจำเลยมี 119 ห้อง นายทองปนเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ของโจทก์ก็เบิกความว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักจำนวน 119 ห้อง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ต้องนำสืบให้ประจักษ์ว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมายเมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักจำนวน 119 ห้อง การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์นำห้องพักรวมจำนวน 124 ห้องมาคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีจึงเกินกว่าจำนวนห้องพักที่มีอยู่จริง การคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีในส่วนที่เกินไปจำนวน 5 ห้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
การที่จะเสนอคดีภาษีโรงเรือนและที่ดินสู่ศาลภาษีอากรได้ก็ดี และการที่จะให้การต่อสู้คดีว่าการประเมินและคำชี้ขาดไม่ชอบก็ดีพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 ได้กำหนดขั้นตอนให้มีการโต้แย้งคัดค้านไว้ในขั้นตอนก่อนถึงศาลไว้เช่นเดียวกันกับกฎหมายภาษีอื่น ๆ เช่น ประมวลรัษฎากร (มาตรา 28 ถึงมาตรา 34) หากไม่ดำเนินการตามที่บังคับไว้ (พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน มาตรา 25 ถึง 31)ย่อมถือว่าการประเมินและคำชี้ขาดเป็นอันยุติไม่อาจนำคดีมาฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดได้และรวมถึงการให้การต่อสู้คดีด้วยกล่าวคือไม่อาจยกขึ้นต่อสู้กับท้องถิ่นว่าการประเมินไม่ชอบหรือคำชี้ขาดไม่ชอบผลก็คือต้องถือตามการประเมินและคำชี้ขาดนั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1288/2530,705/2531 และ 562/2532) ขั้นตอนในชั้นก่อนถึงศาลในกรณีที่ผู้รับประเมินไม่เห็นพ้องด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินจนถึงฟ้องศาลมีดังนี้ กำหนดเวลาโต้แย้งการประเมิน (มาตรา 25 และมาตรา 26) 1. ไม่พอใจการประเมิน 2. ขอให้ผู้บริหารท้องถิ่นตามที่กฎหมายกำหนด เช่น เทศบาลได้แก่คณะเทศมนตรี กรุงเทพมหานครได้แก่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครดำเนินการพิจารณาการประเมินนั้นใหม่ 3. ต้องขอภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน กำหนดเวลาโต้แย้งคำชี้ขาด (มาตรา 31 และมาตรา 39) 1. ไม่พอใจคำชี้ขาด 2. ฟ้องต่อศาลภาษีอากรขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาด 3. ต้องฟ้องภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับแจ้งคำชี้ขาด 4. ศาลจะรับฟ้องได้จะต้องได้ตรวจว่ามีการชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินแก่พนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ดังนั้น จึงมีข้อสำคัญที่ผู้รับประเมินหรือผู้ที่ต้องเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินพึงทราบว่าเมื่อตนได้รับแจ้งการประเมินแล้ว ไม่ร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ก็ดีหรือขอให้พิจารณาการประเมินใหม่แล้วและทราบคำชี้ขาดแล้วแต่ไม่ฟ้องคดี ดังนี้ การประเมินนั้นหรือคำชี้ขาดดังกล่าวเป็นอันยุติ ซึ่งตนต้องชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินตามนั้น จะนำคดีไปฟ้องต่อศาลภาษีอากรขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดโดยอ้างว่าการดำเนินการดังกล่าวขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นว่าไม่ชอบไม่ได้และถ้าหากถูกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฟ้องให้ชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน ก็ไม่อาจต่อสู้คดีว่าการประเมินและคำชี้ขาดไม่ชอบก็ไม่ได้เช่นเดียวกัน คดีตามหัวข้อหมายเหตุนี้เทศบาลโจทก์อันเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ประเมินให้จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบการประเภทนิติบุคคลซึ่งดำเนินกิจการโรงแรมให้เสียภาษีโรงเรือนและที่ดิน จำเลยไม่เห็นด้วยกับการประเมินจึงยื่นคำร้องขอให้พิจารณาการประเมินใหม่ ต่อมาคณะเทศมนตรีได้ชี้ขาดแล้ว แต่จำเลยไม่ฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินและคำชี้ขาดกับชำระภาษีอากรภายในกำหนดโจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับจำเลยชำระภาษีโรงเรือนและที่ดินที่ค้างชำระจำเลยให้การต่อสู้หลายกรณีเช่น ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ซึ่งศาลได้วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม และมีเรื่องที่น่าสนใจคือ จำเลยให้การว่าหลังจากโจทก์แจ้งผลอุทธรณ์และยอดหนี้ ซึ่งก็คือคำชี้ขาดนั้นเอง แทนที่จำเลยจะฟ้องคดีต่อศาล ตามที่พระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯมาตรา 31 วรรคหนึ่ง กำหนดไว้ จำเลยกลับยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสภาผู้แทนราษฎรอันมิใช่เงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้จึงไม่มีผลกระทบต่อคำชี้ขาดและอำนาจฟ้องของโจทก์ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินฯ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ซึ่งศาลฎีกามิได้วินิจฉัยถึงเนื่องจากจำเลยคงไม่ได้อุทธรณ์ในปัญหานั้น แต่ก็ขอให้ข้อสังเกตไว้ดังที่กล่าวแล้ว ส่วนปัญหาว่าการประเมินและคำชี้ขาดของพนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์และคำชี้ขาดชอบหรือไม่นั้น เมื่อจำเลยไม่ฟ้องเพื่อแสดงให้เห็นว่าการประเมินและคำชี้ขาดไม่ชอบ จำเลยก็ไม่อาจให้การต่อสู้คดีว่าการประเมินและคำชี้ขาดไม่ชอบได้ กรณีก็น่าจะเป็นไปตามการประเมินและคำชี้ขาดที่ให้จำเลยชำระภาษีอากร แต่เนื่องจากโจทก์เป็นผู้เสนอคดีสู่ศาลโดยกล่าวหาจำเลยไม่ชำระภาษีอากร โจทก์ก็ต้องพิสูจน์ว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินชอบด้วยกฎหมาย ดังมีรายละเอียดตามที่ศาลฎีกาวางหลักไว้ ดังนี้ ตามแบบรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินระบุว่าโรงแรมจำเลยมี 119 ห้อง พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ก็เบิกความยืนยันจำนวนห้องเช่นเดียวกันดังนั้น เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยให้จำเลยชำระค่าภาษีตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ประเมิน ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ ต้องนำสืบให้ประจักษ์ว่าการประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพัก 119 ห้อง การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์นำห้องพักรวมจำนวน 124 ห้อง มาคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีจึงเกินกว่าจำนวนห้องพักที่มีอยู่จริง การคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีส่วนที่เกินไปจำนวน 5 ห้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องหักส่วนนี้ออกไป จากหลักที่ศาลฎีกาวินิจฉัยอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายนี้จึงต้องทำความเข้าใจเป็น 2 ส่วน คือในชั้นของฝ่ายบริหารส่วนหนึ่ง และในชั้นศาลส่วนหนึ่ง เพราะแม้การประเมินและคำชี้ขาดยุติแล้ว และภาษีอากรที่ต้องชำระก็ควรต้องเป็นไปตามนั้น แต่เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเสนอคดีสู่ศาลก็ต้องมีภาระพิสูจน์โดยนำพยานหลักฐานมาสืบเพื่อให้ได้ความตามการประเมินและคำชี้ขาด (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 84 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 17) ด้วยทางปฏิบัติจึงต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ มิฉะนั้นอาจถูกศาลพิพากษายกฟ้องหรือพิพากษาให้เพียงบางส่วนตามที่นำสืบให้ศาลรับฟังได้เท่านั้น พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001175.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543