คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8085/2543 ฉบับเต็ม

#37867
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8085/2543 พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โจทก์ นาย สมบุญ สร้อยดอกไม้ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 227 โจทก์มีเพียงคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ที่ให้การว่าเห็นไฟเริ่มลุกไหม้กอต้นเบญจมาศและหญ้าในไร่ของจำเลย ต่อมาลุกลามเข้าไปในไร่ของผู้เสียหายที่ 1 คำให้การดังกล่าวเป็นพยานบอกเล่า ประกอบกับเป็นผู้มีส่วนได้เสียในฐานะผู้เสียหายด้วย จึงต้องรับฟังอย่างระมัดระวังเพราะจำเลยไม่มีโอกาสที่จะซักค้านพยานดังกล่าวได้ ส่วนคำเบิกความของ ว. ภริยาผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ11 นาฬิกา เห็นจำเลยจุดไฟเผาในไร่ของจำเลยนั้น แม้จะเป็นความจริงตามที่เบิกความแต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเวลานานถึงประมาณ 2 ชั่วโมงประกอบกับจุดที่พยานทั้งสองเห็นจำเลยจุดไฟนั้นก็อยู่ด้านทิศใต้ของที่ดินของจำเลยซึ่งมิใช่จุดที่อยู่ใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของผู้เสียหายที่ 1ข้อเท็จจริงจึงไม่อาจบ่งชี้อย่างแจ้งชัดว่าไฟที่ไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1นั้น เกิดจากการจุดไฟเผาหญ้าในไร่ของจำเลยแล้วลุกลามเข้าไปในไร่ของผู้เสียหาย นอกจากนี้ผู้เสียหายทั้งสองก็มิได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาจำเลยในทันทีหรือในระยะเวลาอันสมควร ทั้ง ๆ ที่หลังเกิดเหตุเพียงวันเดียวผู้เสียหายที่ 1 ได้ไปพบจำเลยเรียกร้องค่าเสียหาย แต่จำเลยปฏิเสธ การที่ผู้เสียหายทั้งสองเพิ่งจะไปแจ้งความร้องทุกข์หลังจากเกิดเหตุนานถึงประมาณ 20 วันเช่นนี้ ทำให้น่าสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ขณะที่เพลิงไหม้ลุกลามจากไร่ของจำเลยเข้าไปสู่ไร่สับปะรดจริงหรือไม่และผู้เสียหายที่ 1 กับ ว. เห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยจุดไฟเผาหญ้าในไร่ของจำเลยจริงหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวหาหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 225 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 225 ให้จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ได้เกิดเพลิงไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายทั้งสองและเจ้าของที่ดินข้างเคียงรวมทั้งไร่มะม่วงของจำเลยบางส่วน เป็นเหตุให้ต้นสับปะรดในไร่ของผู้เสียหายทั้งสองถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ และ 4 ไร่ ตามลำดับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เหตุเพลิงไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายทั้งสองเกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะที่เพลิงไหม้ลุกลามจากไร่ของจำเลยเข้าไปในไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริง คงมีแต่เฉพาะคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.9เท่านั้น โดยผู้เสียหายที่ 2 ให้การว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกาขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 เดินออกจากบ้านพักเข้าไปในไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ติดกันกับไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 ได้เห็นไฟเริ่มลุกไหม้กอต้นเบญจมาศและหญ้าในไร่ของจำเลย ต่อมาไฟได้ลุกลามเข้าไปไหม้ในไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 คำให้การของผู้เสียหายที่ 2ดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า ประกอบกับเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียในฐานะผู้เสียหายด้วย จึงต้องรับฟังอย่างระมัดระวังเพราะจำเลยไม่มีโอกาสที่จะซักค้านพยานดังกล่าวได้ ส่วนคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนางวิไล จันทร์ชูกลิ่น ภริยาของผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ขณะที่พยานทั้งสองไปตรวจดูไร่สับปะรดที่เกิดเหตุ เห็นจำเลยจุดไฟเผาในไร่ของจำเลยนั้น แม้จะเป็นความจริงตามที่พยานทั้งสองเบิกความแต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเวลานานถึงประมาณ2 ชั่วโมง ประกอบกับจุดที่พยานทั้งสองเห็นจำเลยจุดไฟนั้นก็อยู่ด้านทิศใต้ของที่ดินของจำเลยซึ่งมิใช่เป็นจุดที่อยู่ใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่อาจบ่งชี้อย่างแจ้งชัดว่าไฟที่ไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 นั้น เกิดจากการจุดไฟเผาหญ้าในไร่ของจำเลยแล้วลุกลามเข้าไปในไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 นอกจากนี้ก็ปรากฏว่าภายหลังจากเกิดเหตุแล้ว ผู้เสียหายทั้งสองก็มิได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาจำเลยในทันทีหรือในระยะเวลาอันสมควรทั้ง ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความว่าหลังจากเกิดเหตุเพียงวันเดียวผู้เสียหายที่ 1 ได้ไปพบจำเลยเรียกร้องค่าเสียหายแต่จำเลยปฏิเสธ ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะต้องรอเจรจากับจำเลยอีกการที่ผู้เสียหายทั้งสองเพิ่งจะไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจภายหลังจากเกิดเหตุนานถึงประมาณ 20 วันเช่นนี้ ทำให้น่าสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ขณะที่เพลิงไหม้ลุกลามจากไร่ของจำเลยเข้าไปสู่ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 จริงหรือไม่ และผู้เสียหายที่ 1กับนางวิไลเห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยจุดไฟเผาหญ้าในไร่ของจำเลยจริงหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวหาหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ปัญญา สุทธิบดี-พูนศักดิ์ จงกลนี-วิชา มหาคุณ) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
37867
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082069302"
    }
}
date
2543
deka_no
8085/2543
deka_running_no
8085
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ปัญญา สุทธิบดี",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "วิชา มหาคุณ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 227"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สมบุญ สร้อยดอกไม้"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 225

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 225 ให้จำคุก 3 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง นับเป็นเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ได้เกิดเพลิงไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายทั้งสองและเจ้าของที่ดินข้างเคียงรวมทั้งไร่มะม่วงของจำเลยบางส่วน เป็นเหตุให้ต้นสับปะรดในไร่ของผู้เสียหายทั้งสองถูกเพลิงไหม้ได้รับความเสียหายคิดเป็นเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่ และ 4 ไร่ ตามลำดับ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า เหตุเพลิงไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายทั้งสองเกิดจากการกระทำโดยประมาทของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะที่เพลิงไหม้ลุกลามจากไร่ของจำเลยเข้าไปในไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 มาเบิกความยืนยันข้อเท็จจริง คงมีแต่เฉพาะคำให้การในชั้นสอบสวนของผู้เสียหายที่ 2 ตามบันทึกคำให้การเอกสารหมาย จ.9เท่านั้น โดยผู้เสียหายที่ 2 ให้การว่าวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 13 นาฬิกาขณะที่ผู้เสียหายที่ 2 เดินออกจากบ้านพักเข้าไปในไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งอยู่ติดกันกับไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 ผู้เสียหายที่ 2 ได้เห็นไฟเริ่มลุกไหม้กอต้นเบญจมาศและหญ้าในไร่ของจำเลย ต่อมาไฟได้ลุกลามเข้าไปไหม้ในไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 คำให้การของผู้เสียหายที่ 2ดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า ประกอบกับเป็นผู้ที่มีส่วนได้เสียในฐานะผู้เสียหายด้วย จึงต้องรับฟังอย่างระมัดระวังเพราะจำเลยไม่มีโอกาสที่จะซักค้านพยานดังกล่าวได้ ส่วนคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 และนางวิไล จันทร์ชูกลิ่น ภริยาของผู้เสียหายที่ 1 ที่เบิกความว่าในวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 11 นาฬิกา ขณะที่พยานทั้งสองไปตรวจดูไร่สับปะรดที่เกิดเหตุ เห็นจำเลยจุดไฟเผาในไร่ของจำเลยนั้น แม้จะเป็นความจริงตามที่พยานทั้งสองเบิกความแต่ก็เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะเกิดเหตุเพลิงลุกไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 เป็นเวลานานถึงประมาณ2 ชั่วโมง ประกอบกับจุดที่พยานทั้งสองเห็นจำเลยจุดไฟนั้นก็อยู่ด้านทิศใต้ของที่ดินของจำเลยซึ่งมิใช่เป็นจุดที่อยู่ใกล้ชิดกับแนวเขตที่ดินของผู้เสียหายที่ 1 ข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่อาจบ่งชี้อย่างแจ้งชัดว่าไฟที่ไหม้ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 นั้น เกิดจากการจุดไฟเผาหญ้าในไร่ของจำเลยแล้วลุกลามเข้าไปในไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 และผู้เสียหายที่ 2 นอกจากนี้ก็ปรากฏว่าภายหลังจากเกิดเหตุแล้ว ผู้เสียหายทั้งสองก็มิได้แจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจกล่าวหาจำเลยในทันทีหรือในระยะเวลาอันสมควรทั้ง ๆ ที่ผู้เสียหายที่ 1 ก็เบิกความว่าหลังจากเกิดเหตุเพียงวันเดียวผู้เสียหายที่ 1 ได้ไปพบจำเลยเรียกร้องค่าเสียหายแต่จำเลยปฏิเสธ ฉะนั้น จึงไม่มีเหตุผลอย่างใดที่จะต้องรอเจรจากับจำเลยอีกการที่ผู้เสียหายทั้งสองเพิ่งจะไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจภายหลังจากเกิดเหตุนานถึงประมาณ 20 วันเช่นนี้ ทำให้น่าสงสัยว่าผู้เสียหายที่ 2 เห็นเหตุการณ์ขณะที่เพลิงไหม้ลุกลามจากไร่ของจำเลยเข้าไปสู่ไร่สับปะรดของผู้เสียหายที่ 1 จริงหรือไม่ และผู้เสียหายที่ 1กับนางวิไลเห็นเหตุการณ์ขณะที่จำเลยจุดไฟเผาหญ้าในไร่ของจำเลยจริงหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์กล่าวหาหรือไม่ ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้แก่จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 227 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001156.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543