ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8129/2543
นาย อุดมศักดิ์ อุชชิน
โจทก์
กรมสรรพากร กับพวก
จำเลย
ป.รัษฎากร มาตรา 8, มาตรา 30
พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 มาตรา 4
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8
พ.ร.บ.ไปรษณีย์ พ.ศ.2477 มาตรา 22
ตามไปรษณีย์นิเทศฯ การสื่อสารแห่งประเทศไทยอาจจัดส่งไปรษณีย์ให้แก่ผู้แทนของผู้รับก็ได้ และเมื่อจ่ายให้แก่ผู้แทนของผู้รับแล้ว ให้ถือว่าได้นำจ่ายให้แก่ผู้รับแล้วนับแต่เวลาที่นำจ่าย ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยได้นำเอกสารคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไปส่งยังภูมิลำเนาของโจทก์ โดยมีพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับไว้เมื่อวันที่ 7สิงหาคม 2541 ถือได้ว่ามีการนำจ่ายทางไปรษณีย์ให้แก่ผู้แทนของผู้รับและถือว่าโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยตั้งแต่วันดังกล่าวแล้ว โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2541 อันล่วงเลยกำหนดระยะเวลา 30 วันแล้วโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า เจ้าพนักงานประเมินมีหนังสือแจ้งการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะให้โจทก์ชำระภาษีธุรกิจเฉพาะ โจทก์ไม่เห็นด้วยกับการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ขอให้พิพากษาเพิกถอนการประเมินภาษีธุรกิจเฉพาะจำนวน 9,337,658 บาท ของจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติตามถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทน
จำเลยทั้งสี่ให้การว่า โจทก์ทราบคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 แต่โจทก์มิได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลขอให้เพิกถอนการประเมินภายใน 30 วัน จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "การแจ้งคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ส่งโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับซึ่งประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้กระทำได้ ซึ่งพนักงานรักษาความปลอดภัยของบ้านโจทก์ได้ลงลายมือชื่อในคำตอบรับของผู้รับเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 กรณีจะถือว่าโจทก์ได้รับหนังสือวันใดนั้นต้องนำไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2539 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติไปรษณีย์ พ.ศ. 2477 และมาตรา 4แห่งพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2519 มาใช้บังคับตามไปรษณียนิเทศ ข้อ 583 กสท (หมายถึง การสื่อสารแห่งประเทศไทย)อาจนำจ่ายสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ให้แก่ผู้รับหรือผู้แทนของผู้รับก็ได้จึงเห็นได้ว่าสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ไม่จำเป็นต้องส่งให้แก่ผู้รับโดยตรงอาจส่งให้แก่ผู้แทนของผู้รับก็ได้ ตามไปรษณีย์นิเทศข้อ 584 ในกรณีนำจ่ายณ ที่อยู่ของผู้รับถือว่าบุคคลต่อไปนี้เป็นผู้แทนของผู้รับ 584.2 บุคคลซึ่งทำงานอยู่ในสถานที่ทำงานเดียวกับผู้รับ 584.4 ผู้ทำหน้าที่เวรรับส่งหรือเวรรักษาการณ์ของหน่วยงาน ข้อ 586 สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่นำจ่ายให้แก่ผู้แทนของผู้รับหรือไปรษณียภัณฑ์ธรรมดาที่ได้นำจ่ายไปสอดเข้าตู้รับไปรษณียภัณฑ์ของผู้รับหรือในกรณีว่าไม่มีผู้รับไปรษณียภัณฑ์ได้สอดหรือวางไว้ ณ บริเวณที่เห็นปลอดภัยต่อไปรษณียภัณฑ์ไปแล้ว ให้ถือว่าได้นำจ่ายให้แก่ผู้รับแล้วนับแต่เวลาที่นำจ่าย ดังนั้น การที่เจ้าพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยได้นำเอกสารคำวินิจฉัยอุทธรณ์หมายล.1 ไปส่งยังบ้านเลขที่ 23/9 หมู่ 1 ซอยสุขุมวิท 11 ถนนสุขุมวิทแขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร อันเป็นภูมิลำเนาของโจทก์โดยมีนายสายชลพนักงานรักษาความปลอดภัยบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับไว้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 เวลา 10.29 นาฬิกาตามใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 7 จึงถือได้ว่ามีการนำจ่ายทางไปรษณีย์ให้แก่ผู้แทนของผู้รับแล้ว และถือว่าโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2541 แล้ว โจทก์จะต้องอุทธรณ์คำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภายในกำหนด 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30(2) แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2541 จึงเป็นกรณีที่โจทก์มิได้อุทธรณ์หรือนำคดีมาฟ้องต่อศาลภายใน 30 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จึงเป็นอันยุติ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามประมวลรัษฎากรมาตรา 30(2) และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 8 ประเด็นข้ออื่นไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยศาลภาษีอากรกลางพิพากษาชอบแล้ว"
พิพากษายืน
(สบโชค สุขารมณ์-ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์-มงคล ทับเที่ยง)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30 กำหนดให้ผู้อุทธรณ์ซึ่งไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต้องฟ้องขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ ส่วนวิธีการส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะส่งโดยวิธีใด ประมวลรัษฎากร มาตรา 8 กำหนดไว้หลายวิธีได้แก่เจ้าพนักงานสรรพากรนำไปส่งเอง หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับหรือถ้าไม่สามารถส่งโดยวิธีการดังกล่าวได้ก็อาจใช้วิธีปิดหมายหรือโฆษณาในหนังสือพิมพ์ก็ได้ และไม่ว่าจะส่งโดยวิธีใดก็ถือว่าเป็นอันได้รับแล้วกล่าวคือมีผลทันที (ประมวลรัษฎากร มาตรา 8 วรรคสาม) ต่างกับการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องหรือเอกสารอื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ถ้าเป็นวิธีปิดหมายหรือลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์จะไม่มีผลทันทีต้องให้ล่วงพ้น 15 วันก่อน จึงจะมีผลหรือเริ่มนับ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 79 วรรคสอง)ทางปฏิบัติมักสับสนเสมอต้องระมัดระวังเพราะเป็นคนละกรณีกันและกฎหมายต่างฉบับกันด้วย กรณีตามปัญหาเป็นเรื่องการส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ทางไปรษณีย์ ซึ่งกระทำได้ (ประมวลรัษฎากรมาตรา 8 วรรคหนึ่ง) การส่งทางไปรษณีย์จะต้องส่งโดยวิธีการลงทะเบียนตอบรับ และการส่งทางไปรษณีย์วิธีการส่งและถือว่าผู้รับได้รับเมื่อใดนั้นมีหลักเกณฑ์อยู่ในไปรษณีย์นิเทศ พ.ศ. 2539 ออกโดยพระราชบัญญัติไปรษณีย์พ.ศ. 2477 มาตรา 22 และพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2519 ข้อเท็จจริงในคดีนี้ได้ความว่าเจ้าพนักงานของการสื่อสารแห่งประเทศไทยนำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ไปส่งบ้านมีเลขที่อันเป็นภูมิลำเนาของโจทก์ โดยมีนาย ส. พนักงานรักษาความปลอดภัยของบ้านเลขที่ดังกล่าวเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับไว้เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 เวลา10.39 นาฬิกา ตามใบตอบรับในประเทศ ดังนี้ จะถือได้หรือไม่ว่าโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยนำหลักเกณฑ์ตามไปรษณียนิเทศ พ.ศ. 2539 มาพิจารณาว่า ตามไปรษณียนิเทศข้อ 583กสท.(หมายถึงการสื่อสารแห่งประเทศไทย) อาจนำจ่ายสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ให้แก่ผู้รับหรือผู้แทนของผู้รับก็ได้ จึงเห็นได้ว่าสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ไม่จำเป็นต้องส่งให้แก่ผู้รับโดยตรงอาจส่งให้แก่ผู้แทนของผู้รับก็ได้ ตามไปรษณียนิเทศข้อ 584 ในกรณีนำจ่าย ณ ที่อยู่ของผู้รับถือว่าบุคคลต่อไปนี้เป็นผู้แทนของผู้รับ 584.2 บุคคลซึ่งทำงานอยู่ในสถานที่เดียวกับผู้รับ 584.4 ผู้ทำหน้าที่เวรรับส่งหรือเวรรักษาการณ์ของหน่วยงานข้อ 586 สิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่นำจ่ายให้แก่ผู้แทนของผู้รับหรือไปรษณียภัณฑ์ธรรมดาที่ได้นำจ่ายไปสอดเข้าตู้รับไปรษณียภัณฑ์ของผู้รับหรือในกรณีว่าไม่มีผู้รับ ไปรษณียภัณฑ์ได้สอดหรือวางไว้ณ บริเวณที่เห็นปลอดภัยต่อไปรษณียภัณฑ์แล้ว ให้ถือว่าได้นำจ่ายให้แก่ผู้รับแล้ว นับแต่เวลาที่นำจ่ายและสรุปว่าการส่งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวเป็นการกระทำโดยชอบแล้ว ดังนั้น จึงถือว่าโจทก์ได้รับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 2541 แล้ว ผลในทางกฎหมายเป็นอย่างไรต่อไป กล่าวคือ กฎหมายบังคับว่าถ้าโจทก์ไม่เห็นพ้องด้วยกับคำวินิจฉัยอุทธรณ์ โจทก์จะต้องฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 30(2) คือนับตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม2541 ซึ่งครบ 30 วัน ในวันที่ 6 กันยายน 2541 แต่โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2541 จึงล่วงเลยเวลาที่จะฟ้องคดีได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลต้องพิพากษายกฟ้อง และประการสำคัญก็คือต้องถือว่าการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เป็นอันยุติ ไม่อาจเพิกถอนได้โจทก์ต้องเสียภาษีไปตามนั้น ปัญหาการส่งหนังสือแจ้งการประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากร โดยส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับนี้ กรณีที่เกิดขึ้นมักจะเป็นเรื่องการส่งให้แก่บุคคลอื่นซึ่งมิใช่ผู้รับ แล้วผู้รับไว้แทนนั้นอาจไม่ส่งมอบให้แก่ผู้มีชื่อในเอกสารหรืออีกหลายวันต่อมาจึงนำไปมอบให้โดยมิได้บอกว่ารับมาแต่เมื่อใด และมักจะเข้าใจว่าเป็นวันที่นำไปส่งให้แก่ตนการนับวันจึงคลาดเคลื่อนไปด้วย ส่วนไปรษณียนิเทศนั้นประชาชนทั่วไปแทบจะไม่ทราบเลยว่ามีการกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องผู้อื่นรับแทนผู้รับไว้อย่างไร ผลที่ตามมาก็คือมีปัญหาเช่นคดีนี้ ผู้ประกอบการจึงควรทำความเข้าใจเรื่องไปรษณียนิเทศไว้ด้วย เพราะนำไปใช้ในชั้นศาลเช่นเดียวกัน ปัญหาที่อาจมีการโต้แย้งกันต่อไปมีว่าการกำหนดวิธีการโดยไปรษณียนิเทศนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จะถือว่าขัดต่อกฎหมายหรือไม่เพราะในทางปฏิบัติผู้รับอาจไม่ทราบเลยก็ได้ ในเบื้องต้นนี้คงต้องพิจารณาว่าไปรษณียนิเทศนั้นออกโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติไปรษณีย์พ.ศ. 2477 มาตรา 22 และพระราชบัญญัติการสื่อสารแห่งประเทศไทยพ.ศ. 2539 มาตรา 4 จึงถือว่าเป็นการออกโดยมีกฎหมายรองรับ ดังนั้นการกำหนดวิธีการนำจ่ายสิ่งของส่งทางไปรษณีย์จึงชอบด้วยกฎหมายแต่ก็ยังมีข้อน่าคิดว่าการกำหนดหลักการดังกล่าวนั้นกว้างเกินไปหรือไม่โดยคำนึงถึงแต่ความสะดวกของผู้ส่งเพียงฝ่ายเดียว แต่ความเสียหายอาจเกิดแก่ฝ่ายผู้รับนั้นจะเหมาะสมหรือไม่ เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาข้อที่เหมาะสมกันต่อไป พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา