คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2873/2550 ฉบับเต็ม

#379552
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2873/2550 บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด โจทก์ นายโชคชัย ธรรมจารี กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 323 จำเลยนำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมโดยวางเป็นแคชเชียร์เช็คซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้ออกใบรับเงินให้แก่จำเลยและได้บันทึกไว้ในคำแถลงของจำเลยว่ารับลงบัญชีแล้ว จึงเท่ากับศาลชั้นต้นได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คโดยนำเข้าบัญชีของศาลชั้นต้นแล้ว ไม่ใช่ศาลชั้นต้นรับแคชเชียร์เช็คไว้แทนโจทก์ เงินที่จำเลยนำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 323 ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลอันเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเอาเงินนั้นได้ เมื่อโจทก์มิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2541 โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมชำระเงินจำนวน 31,916 บาท ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำยอม โดยให้จำเลยที่ 2 นำมาวางศาล หากจำเลยที่ 2 ผิดนัดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีในจำนวนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงขอวางเงินจำนวน 31,916 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ยื่นคำแถลงเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 ขอรับเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมค่าธรรมเนียมที่ศาลสั่งคืนอีก 700 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มิได้เรียกเอาเงินค้างจ่ายในสำนวนภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลงของโจทก์ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินจำนวน 31,916 บาท ที่จำเลยที่ 2 นำมาวางต่อศาลหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 นำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 โดยวางเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้ออกใบรับเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน และได้บันทึกไว้ในคำแถลงของจำเลยที่ 2 ว่ารับลงบัญชีแล้วพร้อมกับลงลายมือชื่อของหัวหน้าฝ่ายการเงินบัญชีและพัสดุแทนจ่าศาลแพ่ง จึงเท่ากับศาลชั้นต้นได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คที่จำเลยที่ 2 นำมาวางเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมโดยนำเข้าบัญชีของศาลชั้นต้นแล้ว ไม่ใช่ศาลชั้นต้นรับแคชเชียร์เช็คดังกล่าวไว้แทนโจทก์ เงินจำนวน 31,916 บาท ที่จำเลยที่ 2 นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลอันเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเอาเงินนั้นได้ เมื่อโจทก์มิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายใน 5 ปี เงินจำนวนนี้จึงตกเป็นของแผ่นดิน และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์-รัตน กองแก้ว-สุรศักดิ์ สุวรรณประกร) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
379552
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082017419"
    }
}
date
2550
deka_no
2873/2550
deka_running_no
2873
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "สุทัศน์ ศิริมหาพฤกษ์",
    "รัตน กองแก้ว",
    "สุรศักดิ์ สุวรรณประกร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 323"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทเอราวัณประกันภัย จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายโชคชัย ธรรมจารี กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2541 โดยจำเลยที่ 2 ยินยอมชำระเงินจำนวน 31,916 บาท ให้แก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันทำยอม โดยให้จำเลยที่ 2 นำมาวางศาล หากจำเลยที่ 2 ผิดนัดยินยอมให้โจทก์บังคับคดีในจำนวนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันผิดนัด ต่อมาวันที่ 3 มีนาคม 2542 จำเลยที่ 2 ยื่นคำแถลงขอวางเงินจำนวน 31,916 บาท ต่อศาลชั้นต้นเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์ยื่นคำแถลงเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2547 ขอรับเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมค่าธรรมเนียมที่ศาลสั่งคืนอีก 700 บาท ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า โจทก์มิได้เรียกเอาเงินค้างจ่ายในสำนวนภายใน 5 ปี จึงตกเป็นของแผ่นดิน ให้ยกคำแถลงของโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิรับเงินจำนวน 31,916 บาท ที่จำเลยที่ 2 นำมาวางต่อศาลหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 2 นำเงินมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 โดยวางเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 3 มีนาคม 2542 ซึ่งเจ้าหน้าที่ศาลได้ออกใบรับเงินให้แก่จำเลยที่ 2 ในวันเดียวกัน และได้บันทึกไว้ในคำแถลงของจำเลยที่ 2 ว่ารับลงบัญชีแล้วพร้อมกับลงลายมือชื่อของหัวหน้าฝ่ายการเงินบัญชีและพัสดุแทนจ่าศาลแพ่ง จึงเท่ากับศาลชั้นต้นได้รับเงินตามแคชเชียร์เช็คที่จำเลยที่ 2 นำมาวางเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมโดยนำเข้าบัญชีของศาลชั้นต้นแล้ว ไม่ใช่ศาลชั้นต้นรับแคชเชียร์เช็คดังกล่าวไว้แทนโจทก์ เงินจำนวน 31,916 บาท ที่จำเลยที่ 2 นำมาวางศาลเพื่อชำระหนี้ให้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมนั้นย่อมเป็นเงินที่ค้างจ่ายอยู่ในศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 323 ซึ่งโจทก์ในฐานะผู้มีสิทธิเรียกเอาเงินดังกล่าวจะต้องเรียกเอาภายใน 5 ปี นับแต่วันที่จำเลยนำเงินมาวางศาลอันเป็นวันที่โจทก์มีสิทธิที่จะเรียกเอาเงินนั้นได้ เมื่อโจทก์มิได้เรียกเอาเงินดังกล่าวภายใน 5 ปี เงินจำนวนนี้จึงตกเป็นของแผ่นดิน และโจทก์เป็นอันสิ้นสิทธิที่จะขอรับไป ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000689.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550