คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4522/2550 ฉบับเต็ม

#379561
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4522/2550 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) โจทก์ เจ้าพนักงานบังคับคดี ผู้คัดค้าน นายเอกชัย สิทธิมงคล กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 1 (14), มาตรา 247 ป.วิ.พ. มาตรา 296 และมาตรา 302 ให้อำนาจเกี่ยวกับการบังคับคดีเป็นของศาล ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นตามมาตรา 1 (14) เป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้นไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายใหม่ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 1,407,995.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระไม่น้อยกว่าเดือนละ 25,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 10 ธันวาคม 2539 และชำระให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2540 หากผิดนัดยอมให้บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 233 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดไปในราคา 410,000 บาท โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคาที่ต่ำเกินไป เพราะราคาตามสภาพความเป็นจริงไม่ต่ำกว่า 700,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่คัดค้านพฤติการณ์ส่อว่าเป็นการสมรู้กันกดราคา ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำชี้แจงว่า ได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปโดยชอบ ขอให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ราคาไม่เกิน 400,000 บาท จำเลยที่ 2 จึงไม่คัดค้านการขาย ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายใหม่ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีและจำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท ผู้คัดค้านฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 และมาตรา 302 บัญญัติกำหนดให้อำนาจเกี่ยวกับการบังคับคดีเป็นของศาล ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (14) บัญญัติว่า "เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายความว่า เจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือพนักงานอื่นผู้มีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้หมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติการแทน" เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายใหม่ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะผู้คัดค้านไม่ใช่คู่ความในคดี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้อง" พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เฉพาะที่ให้ผู้คัดค้าน (เจ้าพนักงานบังคับคดี) ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ และยกฎีกาของผู้คัดค้าน คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่ผู้คัดค้าน (สถิตย์ ทาวุฒิ-สมศักดิ์ เนตรมัย-ชวลิต ตุลยสิงห์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
379561
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082016377"
    }
}
date
2550
deka_no
4522/2550
deka_running_no
4522
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "สถิตย์ ทาวุฒิ",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย",
    "ชวลิต ตุลยสิงห์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1 (14)",
            "ม. 247"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)"
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "เจ้าพนักงานบังคับคดี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายเอกชัย สิทธิมงคล กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมให้จำเลยทั้งสามชำระเงินจำนวน 1,407,995.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยผ่อนชำระไม่น้อยกว่าเดือนละ 25,000 บาท เริ่มชำระงวดแรกภายในวันที่ 10 ธันวาคม 2539 และชำระให้เสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนธันวาคม 2540 หากผิดนัดยอมให้บังคับคดียึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์ หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบ จำเลยทั้งสามไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษา โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินโฉนดเลขที่ 233 ตำบลในเวียง อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ขายทอดตลาดไปในราคา 410,000 บาท

โจทก์ยื่นคำร้องว่า เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในราคาที่ต่ำเกินไป เพราะราคาตามสภาพความเป็นจริงไม่ต่ำกว่า 700,000 บาท จำเลยที่ 2 ไม่คัดค้านพฤติการณ์ส่อว่าเป็นการสมรู้กันกดราคา ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการขายทอดตลาด

เจ้าพนักงานบังคับคดียื่นคำชี้แจงว่า ได้ดำเนินการขายทอดตลาดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวไปโดยชอบ ขอให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสามยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 2 ราคาไม่เกิน 400,000 บาท จำเลยที่ 2 จึงไม่คัดค้านการขาย ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการขายทอดตลาด ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายใหม่ ให้เจ้าพนักงานบังคับคดีและจำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความรวม 3,000 บาท

ผู้คัดค้านฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า "ที่ผู้คัดค้านฎีกาว่า ผู้คัดค้านไม่ต้องรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์นั้น เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 และมาตรา 302 บัญญัติกำหนดให้อำนาจเกี่ยวกับการบังคับคดีเป็นของศาล ส่วนเจ้าพนักงานบังคับคดีนั้นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (14) บัญญัติว่า "เจ้าพนักงานบังคับคดี หมายความว่า เจ้าพนักงานในสังกัดกรมบังคับคดีหรือพนักงานอื่นผู้มีอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้อยู่ในอันที่จะปฏิบัติตามวิธีการที่บัญญัติไว้ในภาค 4 แห่งประมวลกฎหมายนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิของคู่ความในระหว่างการพิจารณา หรือเพื่อบังคับตามคำพิพากษาหรือคำสั่งและให้หมายความรวมถึงบุคคลที่ได้รับมอบหมายจากเจ้าพนักงานบังคับคดีให้ปฏิบัติการแทน" เจ้าพนักงานบังคับคดีจึงเป็นเจ้าพนักงานที่ต้องปฏิบัติในการที่จะบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้น ไม่มีอำนาจเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียหรือเป็นคู่ความได้ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5พิพากษาให้เพิกถอนการขายทอดตลาดและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการขายใหม่ ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีก็ต้องปฏิบัติไปตามนั้น ไม่มีสิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ แต่ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้ผู้คัดค้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับคดีใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์นั้นไม่ถูกต้อง เพราะผู้คัดค้านไม่ใช่คู่ความในคดี ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขเสียให้ถูกต้อง"

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 เฉพาะที่ให้ผู้คัดค้าน (เจ้าพนักงานบังคับคดี) ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ และยกฎีกาของผู้คัดค้าน คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดในชั้นฎีกาแก่ผู้คัดค้าน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000680.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550