ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6782/2543
พนักงานอัยการประจำศาลแขวงพระนครศรีอยุธยา
โจทก์
นาย สุดใจ ฉอ้อนโฉม
จำเลย
ป.อ. มาตรา 59, มาตรา 208
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2484 มาตรา 29
ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ฯ มาตรา 29 การสละสมณเพศเพราะถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญามีได้ 3 กรณี คือ เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุมพนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้กรณีหนึ่งหรือเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้กรณีหนึ่ง หรือเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่งหรือเป็นพระจรจัด พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้อีกกรณีหนึ่ง ในคดีก่อนที่จำเลยถูกจับกุมในข้อหามีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครอง พนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราว และพาจำเลยไปที่วัด บ. เพื่อให้จำเลยสึกแต่จำเลยไม่ยอมสึก และเจ้าอาวาสวัด บ. ก็ไม่ยอมสึกให้ พนักงานสอบสวนจึงพาจำเลยกลับไปที่สถานีตำรวจและจัดให้จำเลยลาสิกขาบทต่อหน้าพระพุทธรูปที่อยู่บนสถานีตำรวจ ดังนี้ จำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุเนื่องจากจำเลยไม่สมัครใจลาสิกขาบทและการดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศกระทำโดยพลการของเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อจำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเมื่อพ้นจากการคุมขังโดยได้รับการปล่อยชั่วคราวแล้ว ถือว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 208 และนับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีก่อน
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 208 จำคุก 1 เดือน คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยารอการลงโทษจำเลยไว้ จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ให้ยกคำขอในส่วนนี้
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า จำเลยเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา วันที่ 3 พฤษภาคม 2539 จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรอำเภอเสนาจับกุมในข้อหามีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายในการดำเนินกคดีแก่จำเลยพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและดำเนินการให้จำเลยแต่งกายเป็นฆราวาส ต่อมาจำเลยได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวระหว่างสอบสวนเมื่อจำเลยพ้นจากการคุมขังแล้วจำเลยได้แต่งกายเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา คดีมีปัญหาในชั้นนี้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่าเมื่อพนักงานสอบสวนดำเนินการให้จำเลยเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นฆราวาสก็ถือว่าพนักงานสอบสวนดำเนินการให้จำเลยสละสมณะเพศแล้ว จำเลยย่อมขาดจากการเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา การที่จำเลยแต่งกายเป็นพระภิกษุจำเลยย่อมมีความผิดศาลฎีกาเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 มาตรา 29การสละสมณเพศเพราะถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญามีได้ใน3 กรณี คือ เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุมพนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้กรณีหนึ่งหรือเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณะเพศได้กรณีหนึ่ง หรือเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวันใดวัดหนึ่งหรือเป็นพระจรจัด พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้สละสมณเพศได้อีกกรณีหนึ่ง สำหรับกรณีของจำเลยคงได้ความจากพยานโจทก์คือนายเริงฤทธิ์ เบ้านุวงศ์ ซึ่งรับราชการอยู่ที่กรมการศาสนาในตำแหน่งหัวหน้างานตรวจการคณะสงฆ์ ฝ่ายสังฆการสำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคมว่า นายเริงฤทธิ์สอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสละสมณเพศของจำเลยกับพันตำรวจตรีชำนาญ โตวงษ์ ได้ความว่าจำเลยสละสมณเพศโดยพนมมือต่อหน้าพระพุทธรูปซึ่งอยู่บนสถานีตำรวจภูธรอำเภอเสนาและกล่าวคำว่า "ข้าพเจ้าขอลาสึกก่อน" และพันตำรวจตรีชำนาญบอกอีกว่าจำเลยถอดสบงและจีวรเองแล้วเจ้าพนักงานตำรวจได้นำเสื้อยืดคอกลมและกางเกงขาสั้นเอวยางยืดมาให้จำเลยใส่แทน ดังนี้ การดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศของเจ้าพนักงานตำรวจเป็นการดำเนินการโดยมิได้มีพระภิกษุผู้ใหญ่หรือผู้บังคับบัญชาของจำเลยร่วมรู้เห็นด้วย ส่วนเหตุที่เจ้าพนักงานตำรวจต้องดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศโดยลำพังนั้นได้ความจากพันตำรวจโทปรีชา ยืนยง พนักงานสอบสวนซึ่งเป็นพยานโจทก์อีกปากหนึ่งว่า หลังจากจับกุมจำเลยในข้อหามีวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทไว้ในครอบครองโดยฝ่าฝืนกฎหมายแล้ว ได้พาจำเลยไปที่วัดบ้านแพนเพื่อให้จำเลยสึก แต่จำเลยไม่ยอมสึก และเจ้าอาวาสวัดบ้านแพนก็ไม่ยอมสึกให้จึงพาจำเลยกลับไปที่สถานีตำรวจและจัดให้จำเลยลาสิกขาบทต่อหน้าพระพุทธรูปที่อยู่บนสถานีตำรวจ เห็นได้ว่า จากพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุเนื่องจากจำเลยไม่สมัครใจลาสิกขาบทและการดำเนินการให้จำเลยสละสมณเพศกระทำโดยพลการของเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยจึงไม่มีเจตนากระทำความผิดที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ คำพิพากษาของศาลชั้นต้นชอบแล้วฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
(วิชัย วิวิตเสวี-เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ-พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
"การขาดจากความเป็นพระภิกษุ" ตามพระธรรมวินัยนั้น ทางหนึ่งได้แก่กรณีที่พระภิกษุต้องอาบัติปาราชิกซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้4 ประการด้วยกันคือ (1) เสพเมถุน (2) เอาของที่เจ้าของไม่ให้ ซึ่งพระราชาจะลงโทษถึงประหารชีวิต จองจำหรือเนรเทศ (สมัยนั้นได้แก่การลักเอาของที่มีค่าตั้งแต่ 5 มาสก (1 บาท) ขึ้นไป (3) ฆ่ามนุษย์ และ (4) อวดอ้างคุณวิเศษที่ไม่มีในตน (ดู วินัยปิฎกเล่มที่1ชื่อมหาวิภังค์) ภิกษุที่ต้องอาบัติปาราชิกเป็นอันขาดจากความเป็นภิกษุทันทีโดยไม่ต้องมีพิธีใด ๆ และห้ามอุปสมบทอีก ดังนี้ ภิกษุที่ประพฤติพรหมจรรย์อยู่จึงย่อมจะ"รู้อยู่แก่ใจ" ดีว่าตนได้ประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ต้องอาบัติถึงปาราชิกหรือไม่และตนได้พ้นจากความเป็นภิกษุแล้วหรือยัง ส่วนการ "ขาดจากความเป็นพระภิกษุ" อีกทางหนึ่งนั้นได้แก่การ"ลาสิกขา" หรือการ "สละสมณเพศ" ซึ่งได้มีการกำหนดไว้ในพระธรรมวินัย(ดู สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส,วินัยมุข เล่ม 3,กัณฑ์ที่33มหากุฏราชวิทยาลัย 2538 น. 210-215) ความโดยสรุปว่า ภิกษุผู้เบื่อหน่ายแต่การประพฤติพรหมจรรย์ปรารถนาจะกลับคืนไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์ย่อมทำได้ด้วยการลาสิกขา คือปฏิญญาตนเป็นคฤหัสถ์ต่อคณะสงฆ์หรือต่อหน้าบุคคลอื่นที่มิใช่ภิกษุก็ได้แต่ต้องเป็นผู้ที่มีสติสมบูรณ์เข้าใจถึงปฏิญญาด้วย วิธีการปฏิญญา (ตามอรรถคถา)กำหนดไว้ให้"ตั้งนโม 3 จบ แล้วกล่าวคำว่า สิกขํปจจกขามิคิหีติมํธาเรถ ข้าพเจ้าขอลาสิกขาขอให้ท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นคฤหัสถ์แล้ว ว่าอย่างนี้ 3 จบต่อจากนั้นพึงเปลื้องเสื้อผ้าครอง สวมเสื้อผ้าและรับศีล5ต่อไปพร้อมรับพรจากพระเพื่อความเป็นสิริมงคลหากลาสิกขากับคฤหัสถ์ไม่ต้องรับศีล 5 และรับพร" หรือกล่าวด้วยถ้อยคำอย่างอื่นทำนองเดียวกัน (จากหนังสือคู่มือการเรียนการสอนนักธรรมและธรรมศึกษาชั้นเอก,สำนักพิมพ์เลี่ยงเซียง,2543 น. 347-348) ดังนี้จะเห็นได้ว่า หากเป็นกรณีขาดจากความเป็นพระภิกษุเมื่อต้องอาบัติปาราชิกนั้นเป็นไปเพราะภิกษุผู้นั้นได้กระทำความผิดขึ้นเอง จึงไม่จำต้องสมัครใจหรือบอกลาสิกขาก็ถือว่าขาดจากความเป็นสมณะแล้ว เปรียบเสมือนเป็นการตายจากการเป็นพระ ถึงไม่ลาออกก็ขาดคุณสมบัติ ส่วนการลาสิกขาหรือสละสมณเพศนั้นเป็นเรื่องที่พระภิกษุผู้ใดเบื่อหน่ายต่อการประพฤติพรหมจรรย์ พระธรรมวินัยจึงถือเอาความสมัครใจเป็นที่ตั้ง เพียงแต่ขอให้มีพยานรู้เห็นการสละสมณเพศนั้นก็เพียงพอแล้วไม่จำต้องมีพิธีการเป็นพิเศษแต่อย่างใด ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 29 กำหนดให้พนักงานสอบสวน"มีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุที่ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาสละสมณเพศ"ได้ เมื่อพนักงานสอบสวนและอัยการเห็นว่าไม่ควรปล่อยชั่วคราว สมควรควบคุมตัวไว้ แต่ 1. เจ้าอาวาสที่พระรูปนั้นสังกัด ไม่ยอมรับตัวไว้ควบคุม หรือ 2. เห็นว่าไม่ควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือ 3. พระรูปนั้นไม่มีสังกัด หรือเป็นพระจรจัดนั่นเอง การจัดดำเนินการให้พระภิกษุดังกล่าวสละสมณเพศเสีย ก็เพื่อไม่ต้องการให้พระภิกษุในผ้าเหลืองต้องเข้าไปอยู่ในคุกนั้นเอง อย่างไรก็ตาม การ "ดำเนินการให้สละสมณเพศ" จะต้องทำอย่างไรนั้นตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ มาตรา 27 บัญญัติให้เป็นไปตามกฎมหาเถรสมาคมซึ่งยังมิได้มีการบัญญัติขึ้นแต่อย่างใด ดังนี้ พนักงานสอบสวนจะต้องทำอย่างไรจึงจะถือว่าได้ดำเนินการให้สละสมณเพศแล้ว ประเด็นปัญหาตามข้อเท็จจริงของคำพิพากษาศาลฎีกานี้จึงอยู่ที่ว่า 1. การที่พนักงานสอบสวนให้จำเลยกล่าวลาสิกขาต่อหน้าพระพุทธรูปที่อยู่บนสถานีตำรวจนั้นเป็นการ "จัดดำเนินการให้ (จำเลย) สละสมณเพศ"ตามพระราชบัญญัติสงฆ์ หรือไม่ 2. การกระทำของพนักงานสอบสวนตามข้อ 1 เป็นการกระทำโดยพลการหรือไม่ 3. จำเลยรู้หรือไม่ว่าตนได้ขาดจากความเป็นพระภิกษุแล้วหรือยัง 4. ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยขาดจากความเป็นพระภิกษุแล้วหรือไม่ ประเด็นที่ 1 เมื่อพิจารณาจากกรอบของการลาสิกขาบทตาม "วินัยมุข"ดังที่อ้างไว้ข้างต้นแล้วจะพบว่าสาระของเรื่องคือ ต้องมีการ "เปล่งวาจาลาสิกขา"ต่อหน้าพระภิกษุสงฆ์ หรือหากไม่มีก็ให้กระทำต่อหน้าคฤหัสถ์ ที่มีสติสมบูรณ์เข้าใจการปฏิญญานั้น คือให้มีพยานรับรู้นั่นเอง การปฏิญญาต่อหน้าพระพุทธรูปย่อมไม่ใช่สงฆ์ แต่การที่จำเลยกล่าวถ้อยคำลาสิกขาบนสถานีตำรวจนั้นเท่ากับได้กระทำต่อหน้าคฤหัสถ์ซึ่งมีสติสมบูรณ์เข้าใจการปฏิญญานั้นแล้วจึงถือได้ว่าเป็นการ "จัดดำเนินการให้ (จำเลย) สละสมณเพศ" ตามพระราชบัญญัติสงฆ์ ภายในกรอบแห่งพระธรรมวินัยแล้ว ประเด็นที่ 2 โดยวัตถุประสงค์ของกฎหมายไม่ต้องการให้กักขัง ควบคุมพระภิกษุที่ยังอยู่ในผ้าเหลือง ดังนั้น การที่ตำรวจได้พาจำเลยไปที่วัดที่จำเลยสังกัด เพื่อให้จำเลยสึกแต่เจ้าอาวาสไม่ยอมสึกให้ถือว่าเป็นวิธีการหนึ่งในการ "จัดดำเนินการให้สละสมณเพศ" ตามพระราชบัญญัติสงฆ์ เมื่อวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล พนักงานสอบสวนจึงต้องดำเนินการอย่างอื่นในทางที่จะให้เกิดผลจึงได้ดำเนินการให้จำเลยเปล่งวาจาลาสิกขาต่อหน้าพยานที่เป็นคฤหัสถ์ซึ่งก็สามารถทำได้ตามกรอบแห่งพระธรรมวินัยจะว่าเป็นการกระทำโดยพลการไม่ได้เพราะสงฆ์ที่จำเลยสังกัดไม่ยอมรับเสียแล้ว ประเด็นที่ 3 ดังที่กล่าวแล้วว่าการขาดจากสมณเพศ ด้วยเหตุปาราชิกตามพระวินัยนั้น พระแต่ละรูปย่อมต้องรู้ดีว่าการกระทำใดของตนที่เข้าข่ายเป็นปาราชิกเพราะต้องรับปาติโมกข์(ศีลของพระ)และปลงอาบัติ(ระลึกถึงความผิดที่ได้กระทำลงในรอบเดือน) ทุกวันพระขึ้น 15 ค่ำ กรณีตามข้อเท็จจริงข้างต้น หากจำเลยเป็นผู้ค้ายาเสพติดย่อมเทียบได้กับการกระทำ "ทุติยปาราชิก" คือเอาทรัพย์ของผู้อื่นมา (ได้แก่การขายยาเสพติด) โดยไม่ถูกกฎหมายซึ่งอาจได้รับโทษถึงประหารชีวิต จองจำ หรือเนรเทศ (ดู "ทุติยปาราชิก") แต่หากเป็นข้อเสพเมถุนธรรมก็เป็น"ปฐมปาราชิก" ดังนี้จำเลยย่อมรู้ถึงการขาดจากความเป็นพระภิกษุได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องมีแบบพิธีการลาสิกขา แต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากการกระทำของจำเลยไม่เข้าข่ายปาราชิกทั้ง 2 ประการจำเลยก็ยังไม่ขาดจากความเป็นภิกษุ แต่เมื่อจำเลยได้เปล่งวาจาลาสิกขาและสวมชุดคฤหัสถ์ที่พนักงานสอบสวนเตรียมไว้แล้วแม้จำเลยอาจเข้าใจผิดได้ว่าการลาสิกขาไม่เป็นผล จำเลยย่อมจะรู้ดีว่าหากเอาชุดพระภิกษุมาสวมใส่และต้องถูกควบคุมตัวอีก ก็ต้องสวมชุดคฤหัสถ์อีก ดังนั้น การเอาชุดพระภิกษุมาสวมใส่จึงเป็นการกระทำที่ "เสี่ยง" ต่อการกระทำผิดกฎหมายตามมาตรา 208แต่จำเลยก็สมัครใจที่จะเสี่ยงเช่นนั้นจะว่าไม่รู้เอาเสียเลยคงไม่ได้ ประเด็นที่ 4 จากคำวินิจฉัยของศาลฎีกาที่ว่า "ดังนี้จำเลยย่อมเข้าใจได้ว่าจำเลยยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุ จึงถือว่าจำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 208" ย่อมแสดงว่าศาลฎีกาเห็นว่าตามข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยขาดจากความเป็นพระภิกษุแล้วแต่เนื่องจากจำเลยเข้าใจว่าพนักงานสอบสวนกระทำโดยพลการจึงคิดว่าตนยังไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุ ซึ่งถือเป็นการไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดตามมาตรา 208 ประกอบมาตรา 59 วรรคสามจะถือว่าจำเลยมีเจตนากระทำความผิดหาได้ไม่ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลย"ไม่มีเจตนากระทำความผิด" เพราะหากศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยยังไม่ขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว น่าจะต้องวินิจฉัยว่า "เมื่อพนักงานสอบสวนกระทำโดยพลการ จำเลยจึงยังไม่ขาดจากความเป็นภิกษุ การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามมาตรา 208" อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่พระภิกษุผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดไม่ยอมเปล่งวาจาลาสิกขาเพราะเชื่อว่าตนไม่ได้กระทำสิ่งใดผิด ในขณะที่ยังมิได้มีกฎมหาเถรสมาคมบัญญัติเรื่องวิธีดำเนินการให้พระภิกษุผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอาญาลาสิกขา พนักงานสอบสวนจะดำเนินการอย่างไรเพื่อจะได้ไม่ต้องนำพระภิกษุจำขังทั้งผ้าเหลือง ตามอรรถกถาได้กำหนดให้ใช้ "กายประโยค" คือแสดงด้วยพฤติกรรมโดยอรรถกถาได้อธิบายไว้ว่า (1) หลัก "กายประโยค" ได้แก่ เปลื้องผ้ากาสายะเสียแล้วให้นุ่งห่มอย่างคฤหัสถ์ (เป็นเพียงอาบัติทุกกฎ) ยังไม่จัดเป็นการลาสิกขา หากคงประพฤติพรหมจรรย์มั่นคงอยู่ย่อมไม่ขาดจากความเป็นพระ ดังเช่นกรณีหลวงพ่ออาสภะหรืออดีตพระพิมลธรรม แต่หากเข้าไปอยู่ในบ้าน แล้วทำตัวอย่างคฤหัสถ์ก็ฟังได้ว่า ได้ปฏิญญาเป็นคฤหัสถ์ด้วย "กายประโยค"(โดยปริยาย) แล้วนั่นเอง หรือ (2) อาจให้ลงชื่อ ปฏิญญาตนเป็นคฤหัสถ์ก็น่าจะใช้ได้ (ดู วินัยมุข เล่ม 3 น. 212-213) ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์