ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6957/2543
ธนาคาร ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน
โจทก์
นางสาว รสสุคนธ์ บุญยสิงห์
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (7), มาตรา 349, มาตรา 856
แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์กับจำเลยมีข้อตกลงกันว่าหากจำเลยมีหนี้สินความรับผิดชอบใดต่อโจทก์ ยอมให้โจทก์หักเงินในบัญชีเดินสะพัดของจำเลย หากเงินในบัญชีไม่พอจำเลยยอมให้โจทก์นำหนี้ตามจำนวนต้องรับผิดชอบลงในบัญชีเดินสะพัดได้ มิใช่การเปลี่ยนสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันจะทำให้มูลหนี้จากการใช้บัตรเครดิตเปลี่ยนเป็นหนี้อันเกิดจากบัญชีเดินสะพัด
การวินิจฉัยเรื่องอายุความจึงต้องพิจารณาจากมูลหนี้เดิมจากการใช้บัตรเครดิต เมื่อจำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 9 มีนาคม2536 และโจทก์นำคดีมาฟ้องเกินกว่า 2 ปีแล้ว คดีจึงขาดอายุความ
___________________________
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยได้ตกลงเปิดบัญชีเดินสะพัดกับโจทก์และยินยอมปฏิบัติตามประเพณีและวิธีปฏิบัติของธนาคารโจทก์ทุกประการการสั่งจ่ายหรือการถอนเงินในบัญชีดังกล่าวจำเลยตกลงใช้เช็คของโจทก์เป็นหลักฐานแห่งการหักทอนบัญชีเดินสะพัดต่อกัน จำเลยไม่ชำระหนี้ตามบัญชีเดินสะพัด ขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน89,299.34 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 19.75 ต่อปีจากต้นเงิน82,802.75 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยให้การว่า มูลหนี้ตามฟ้องโจทก์มิใช่มูลหนี้อันเกิดจากบัญชีเดินสะพัดของจำเลยแต่เป็นมูลหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตที่โจทก์ออกให้แก่จำเลย จำเลยไม่เคยตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยทบต้นจากจำนวนเงินที่ค้างชำระ โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยเพียง 5 ปี ส่วนที่เกินจากนั้นขาดอายุความและคิดดอกเบี้ยได้อัตราร้อยละ 15 ต่อปี และมูลหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตดังกล่าว โจทก์ฟ้องคดีเกิน 2 ปี คดีโจทก์ขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 36,138.07 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 13พฤศจิกายน 2536 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ
จำเลยอุทธรณ์เฉพาะปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 223 ทวิ
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์ประกอบธุรกิจธนาคารพาณิชย์ เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2532 จำเลยขอเปิดบัญชีเดินสะพัดประเภทเงินฝากกระแสรายวันกับโจทก์ ที่สาขาซอยอารีย์สัมพันธ์ และจำเลยได้ขอใช้บัตรเครดิตของโจทก์โดยมีข้อตกลงยอมให้โจทก์นำหนี้ที่ค้างชำระในบัญชีบัตรเครดิตไปลงในบัญชีเดินสะพัดได้ นับตั้งแต่วันที่ 17เมษายน 2534 เป็นต้นมา จำเลยไม่เคยใช้เช็คเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์หนี้ในบัญชีเดินสะพัดเป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต จำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายวันที่ 9 มีนาคม 2536 ยอดหนี้ ณ วันที่ 31 มีนาคม2541 จำเลยเป็นหนี้โจทก์ 88,802.07 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายโดยตรงต่อศาลฎีกาของจำเลยว่าหนี้ตามฟ้องขาดอายุความหรือไม่ ในการวินิจฉัยปัญหานี้ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้จากพยานหลักฐานในสำนวนศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่ายอดหนี้ตามฟ้องเป็นมูลหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตซึ่งโจทก์โอนมาลงในบัญชีเดินสะพัด เห็นว่า แม้สัญญาบัญชีเดินสะพัดระหว่างโจทก์จำเลยจะมีข้อตกลงว่า หากจำเลยมีหนี้สินความรับผิดชอบใดต่อโจทก์จำเลยยอมให้โจทก์หักเงินในบัญชีเดินสะพัดของจำเลยหากเงินในบัญชีไม่พอจำเลยยอมให้โจทก์นำหนี้ตามจำนวนที่จำเลยต้องรับผิดชอบลงในบัญชีเดินสะพัดได้ก็ตาม ข้อตกลงนี้มิใช่การเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้อันจะทำให้มูลหนี้อันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตเปลี่ยนเป็นหนี้อันเกิดจากบัญชีเดินสะพัด การวินิจฉัยในเรื่องอายุความจึงต้องพิจารณาจากมูลหนี้เดิมอันเกิดจากการใช้บัตรเครดิตปรากฏว่าจำเลยใช้บัตรเครดิตครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2536 และโจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2541 เกินกว่า 2 ปีแล้ว สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/34(7) ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาจำเลยฟังขึ้น"
พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์
(ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ-ระพินทร บรรจงศิลป-ชวลิต ตุลยสิงห์)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการที่โจทก์นำหนี้ตามสัญญาบัตรเครดิตของจำเลยมาลงในสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่โจทก์กับจำเลยทำสัญญาต่อกันไว้ ไม่ใช่การแปลงหนี้ที่จะทำให้อายุความเปลี่ยนจาก 2 ปี เป็น 10 ปีก็เพราะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 856 บัญญัติว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัด คือสัญญาที่บุคคลสองคนตกลงกันว่าสืบแต่นั้นไปหรือในชั่วเวลากำหนดอันใดอันหนึ่ง ให้ตัดทอนบัญชีหนี้ทั้งหมดหรือบางส่วนอันเกิดขึ้นแต่กิจการในระหว่างเขาทั้งสองนั้นหักกลบลบกันและคงชำระแต่ส่วนที่เป็นจำนวนคงเหลือโดยดุลภาค ซึ่งจะเห็นได้ว่าสัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นสัญญาที่ไม่เกิดหนี้ในตัวเอง แต่ต้องมีหนี้เกิดขึ้นในระหว่างคู่สัญญาทั้งสองก่อน ที่ว่า "กิจการ" ก็คือสิ่งที่ก่อให้เกิดหนี้ขึ้นระหว่างกัน ดังนั้น หนี้ตามสัญญาบัตรเครดิตที่จำเลยมีอยู่ต่อโจทก์ จึงเป็นกิจการในระหว่างโจทก์กับจำเลยที่สามารถนำมาลงในบัญชีเดินสะพัดเพื่อตัดทอนบัญชีหักกลบลบกันยอดคงเหลือที่มีจำเลยเป็นลูกหนี้ก็ชำระกันไปตามนั้น ดังนั้น การนำจำนวนเงินอันเป็นหนี้สินระหว่างกันมาลงในบัญชีเดินสะพัดจึงไม่ใช่กรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 349 ที่บัญญัติว่า เมื่อคู่กรณีที่เกี่ยวข้องได้ทำสัญญาเปลี่ยนสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ หนี้นั้นเป็นอันระงับสิ้นไปด้วยแปลงหนี้ใหม่เพราะการลงบัญชีในสัญญาบัญชีเดินสะพัดเป็นเพียงกิจกรรมอันเกิดจากลักษณะของสัญญาบัญชีเดินสะพัดที่ทำให้เกิดความสะดวกในการหักทอนหนี้ที่เกินจากกิจการระหว่างโจทก์กับจำเลยที่มีลักษณะก่อหนี้สืบเนื่องเป็นคราว ๆ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการตกลงกำหนดวิธีการชำระหนี้ระหว่างกันแบบหนึ่ง นั่นเอง จึงไม่มีลักษณะเป็นการเปลี่ยนสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ ดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 349 วรรคสอง ที่ว่าหนี้ที่มีเงื่อนไขให้กลายเป็นหนี้ปราศจากเงื่อนไขก็ดี เพิ่มเติมเงื่อนไขในหนี้อันปราศจากเงื่อนไขก็ดี เปลี่ยนเงื่อนไขก็ดี ถือว่าเป็นอันเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้นั้น เหตุนี้หนี้เดิมตามสัญญาบัตรเครดิตจึงยังคงอยู่ไม่เปลี่ยนเป็นหนี้ตามสัญญาบัญชีเดินสะพัด สอนชัย สิราริยกุล