คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7909/2543 ฉบับเต็ม

#38463
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7909/2543 นาย ทรงกลด ลีวิวัฒน์วงศ์ โจทก์ นาย อาณัติหรือปิยะวัฒน์ เลิศศิริวรกุล จำเลย พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 มาตรา 4 หนี้ต้นเงินกู้ยืมจำนวน 500,000 บาท ที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายให้แก่โจทก์กับดอกเบี้ยของต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวอีกจำนวน7,500 บาท เป็นหนี้คนละส่วนแยกต่างหากจากกันได้ แม้จำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยจะเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยก็คงมีผลแต่เพียงว่าโจทก์สิ้นสิทธิในการได้รับดอกเบี้ยที่คิดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่อาจคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยเท่านั้นแต่หาได้สิ้นสิทธิที่จะได้รับต้นเงินกู้ยืมไม่ และหากจำเลยชำระดอกเบี้ยไปแล้วก็หาอาจที่จะเรียกคืนหรือนำไปหักจากต้นเงินกู้ยืมได้ไม่ เมื่อเช็คพิพาทที่จำเลยออกมิได้รวมดอกเบี้ยที่มิชอบเข้าไว้ด้วย การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 3 เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยคดีนี้เป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าดอกเบี้ยของหนี้ต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวซึ่งโจทก์ได้ให้จำเลยจ่ายเดือนละ 7,500 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 นั้นเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยซึ่งผิดกฎหมาย ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เห็นว่า หนี้ต้นเงินกู้ยืมจำนวน 500,000บาท ที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ กับดอกเบี้ยของต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวอีกจำนวน 7,500 บาท ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น เป็นหนี้คนละส่วนแยกต่างหากจากกันได้ แม้จำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยจะเกินจากอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยก็คงมีผลแต่เพียงว่าโจทก์สิ้นสิทธิในการได้รับดอกเบี้ยที่คิดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่อาจคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยเท่านั้น แต่หาได้สิ้นสิทธิที่จะได้รับต้นเงินกู้ยืมไม่ และหากจำเลยชำระดอกเบี้ยไปแล้วก็หาอาจที่จะเรียกคืนหรือนำไปหักจากต้นเงินกู้ยืมได้ไม่เมื่อเช็คพิพาทที่จำเลยออกมิได้รวมดอกเบี้ยที่มิชอบดังที่จำเลยฎีกาเข้าไว้ด้วย การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้เพราะขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงใช้เงินได้การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ดังนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยของหนี้ต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวจะคิดเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยซึ่งผิดกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 500,000 บาท นับว่าเป็นเงินจำนวนมาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1กำหนดลงโทษมาเป็นเวลาเพียง 3 เดือน นับว่าเป็นการเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำการใดอันเป็นการบรรเทาผลเสียหายให้แก่โจทก์เลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (ปรีดี รุ่งวิสัย-เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ-สมศักดิ์ เนตรมัย) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
38463
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082069507"
    }
}
date
2543
deka_no
7909/2543
deka_running_no
7909
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ปรีดี รุ่งวิสัย",
    "เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ",
    "สมศักดิ์ เนตรมัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ทรงกลด ลีวิวัฒน์วงศ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อาณัติหรือปิยะวัฒน์ เลิศศิริวรกุล"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 จำคุก 3 เดือน

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่าการกระทำของจำเลยคดีนี้เป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่าดอกเบี้ยของหนี้ต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวซึ่งโจทก์ได้ให้จำเลยจ่ายเดือนละ 7,500 บาท ตามเช็คเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 นั้นเป็นการคิดดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยซึ่งผิดกฎหมาย ดังนั้น การกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดตามฟ้อง เห็นว่า หนี้ต้นเงินกู้ยืมจำนวน 500,000บาท ที่จำเลยออกเช็คพิพาทสั่งจ่ายให้แก่โจทก์ กับดอกเบี้ยของต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวอีกจำนวน 7,500 บาท ที่จำเลยอ้างมาในฎีกานั้น เป็นหนี้คนละส่วนแยกต่างหากจากกันได้ แม้จำนวนดอกเบี้ยที่โจทก์เรียกเก็บจากจำเลยจะเกินจากอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยก็คงมีผลแต่เพียงว่าโจทก์สิ้นสิทธิในการได้รับดอกเบี้ยที่คิดเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดหรือไม่อาจคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยเท่านั้น แต่หาได้สิ้นสิทธิที่จะได้รับต้นเงินกู้ยืมไม่ และหากจำเลยชำระดอกเบี้ยไปแล้วก็หาอาจที่จะเรียกคืนหรือนำไปหักจากต้นเงินกู้ยืมได้ไม่เมื่อเช็คพิพาทที่จำเลยออกมิได้รวมดอกเบี้ยที่มิชอบดังที่จำเลยฎีกาเข้าไว้ด้วย การออกเช็คพิพาทของจำเลยจึงเป็นการออกเช็คชำระหนี้ที่มีอยู่จริงและบังคับได้ตามกฎหมาย เมื่อเช็คดังกล่าวไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้เพราะขณะที่ออกไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงใช้เงินได้การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามฟ้อง ดังนั้น ไม่จำต้องวินิจฉัยว่าดอกเบี้ยของหนี้ต้นเงินกู้ยืมดังกล่าวจะคิดเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด และเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยซึ่งผิดกฎหมายดังที่จำเลยฎีกาหรือไม่ เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำเลยในสถานเบาและรอการลงโทษให้จำเลยหรือไม่ เห็นว่า จำเลยสั่งจ่ายเช็คชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวน 500,000 บาท นับว่าเป็นเงินจำนวนมาก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1กำหนดลงโทษมาเป็นเวลาเพียง 3 เดือน นับว่าเป็นการเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงแก้ไข อีกทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำการใดอันเป็นการบรรเทาผลเสียหายให้แก่โจทก์เลยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยโดยไม่รอการลงโทษนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001158.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543