คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8926/2543 ฉบับเต็ม

#38494
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8926/2543 นายสุพจน์หรือศรีมรกต สังข์เงิน โจทก์ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำเลย พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534 มาตรา 11 ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534 มาตรา ข้อ 25, มาตรา ข้อ 26, มาตรา ข้อ 28 แม้ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจฯ ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ฯ ข้อ 25 และข้อ 26 จะกำหนดให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือทำงานในวันหยุดเกินเวลาปกติของวันทำงานก็ตาม แต่ข้อ 28 ก็กำหนดว่าพนักงานที่ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25 และข้อ 26 เว้นแต่รัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นนายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงาน จำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายประกอบกิจการงานขนส่งเดินรถโดยสารประจำทาง โจทก์เป็นพนักงานประจำรายเดือนตำแหน่งพนักงานขับรถ จึงเป็นพนักงานซึ่งทำงานขนส่ง และแม้จำเลยมีคำสั่งเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงพิเศษและอัตราเงินส่วนแบ่งให้พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษเนื่องจากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง อันเป็นเวลาทำงานปกติและได้รับเงินส่วนแบ่งจากจำนวนตั๋วที่จำหน่ายได้ก็ตาม แต่คำสั่งดังกล่าวมิใช่ข้อตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 18ตุลาคม 2538 ทำหน้าที่พนักงานขับรถ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ6,200 บาท ระหว่างที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลย โจทก์ทำงานเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้วันละ 4 ชั่วโมง รวม 2,392 ชั่วโมง คิดเป็นเงินค่าล่วงเวลา 92,689.96 บาท จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2542 โดยกล่าวหาว่าโจทก์ขาดงาน 3 วัน จำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา 92,689.96 บาทค่าชดเชย 37,200 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 9,300 บาทและค่าบำเหน็จ 18,600 บาท แก่โจทก์ จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,090 บาทโจทก์กระทำผิดข้อบังคับว่าด้วยวินัยพนักงาน จำเลยจึงได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าล่วงเวลาเพราะไม่มีกฎหมายคุ้มครองหรือรับรองให้ เว้นแต่จำเลยตกลงจ่ายให้ จำเลยมิได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ แต่จ่ายเป็นเงินส่วนแบ่งจากเงินค่าโดยสารประจำวันเพิ่มให้โจทก์อีกจำนวนหนึ่งแทนเงินค่าล่วงเวลาซึ่งมีจำนวนสูงกว่าเงินค่าล่วงเวลาฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเงินบำเหน็จ และค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 11(1) และมาตรา 11 วรรคสอง ข้อ 28และจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจประกอบกิจการขนส่งไม่ได้ตกลงว่าจะจ่ายค่าล่วงเวลาแก่พนักงานขับรถอันรวมถึงโจทก์ด้วย ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งรายได้จากค่าโดยสารและค่าล่วงเวลา พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาหรือไม่ เห็นว่าแม้ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ข้อ 25 และข้อ 26 จะกำหนดให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือทำงานในวันหยุดเกินเวลาปกติของวันทำงานก็ตาม แต่ข้อ 28 ก็กำหนดว่าพนักงานที่ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25 และข้อ 26 เว้นแต่รัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นนายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายประกอบกิจการงานขนส่งเดินรถโดยสารประจำทาง โจทก์เป็นพนักงานประจำรายเดือนตำแหน่งพนักงานขับรถจึงเป็นพนักงานซึ่งทำงานขนส่ง และแม้จำเลยมีคำสั่งเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงพิเศษและอัตราเงินส่วนแบ่งตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 ให้พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษเนื่องจากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง อันเป็นเวลาทำงานตามปกติและได้รับเงินส่วนแบ่งจากจำนวนตั๋วที่จำหน่ายได้ก็ตาม แต่คำสั่งดังกล่าวมิใช่ข้อตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์-กมล เพียรพิทักษ์-หัสดี ไกรทองสุก) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
38494
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082068518"
    }
}
date
2543
deka_no
8926/2543
deka_running_no
8926
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์",
    "กมล เพียรพิทักษ์",
    "หัสดี ไกรทองสุก"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.พนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 11"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ.2534",
        "sections": []
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายสุพจน์หรือศรีมรกต สังข์เงิน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เข้าทำงานเป็นลูกจ้างของจำเลยเมื่อวันที่ 18ตุลาคม 2538 ทำหน้าที่พนักงานขับรถ ค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ6,200 บาท ระหว่างที่โจทก์ทำงานให้แก่จำเลย โจทก์ทำงานเกินเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้วันละ 4 ชั่วโมง รวม 2,392 ชั่วโมง คิดเป็นเงินค่าล่วงเวลา 92,689.96 บาท จำเลยมีคำสั่งไล่โจทก์ออกจากงานตั้งแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2542 โดยกล่าวหาว่าโจทก์ขาดงาน 3 วัน จำเลยไม่จ่ายค่าชดเชยให้โจทก์ และไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า โจทก์มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จ ขอให้บังคับจำเลยจ่ายค่าล่วงเวลา 92,689.96 บาทค่าชดเชย 37,200 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 9,300 บาทและค่าบำเหน็จ 18,600 บาท แก่โจทก์

จำเลยให้การว่า โจทก์ได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 6,090 บาทโจทก์กระทำผิดข้อบังคับว่าด้วยวินัยพนักงาน จำเลยจึงได้มีคำสั่งเลิกจ้างโจทก์โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกเงินค่าล่วงเวลาเพราะไม่มีกฎหมายคุ้มครองหรือรับรองให้ เว้นแต่จำเลยตกลงจ่ายให้ จำเลยมิได้ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่โจทก์ แต่จ่ายเป็นเงินส่วนแบ่งจากเงินค่าโดยสารประจำวันเพิ่มให้โจทก์อีกจำนวนหนึ่งแทนเงินค่าล่วงเวลาซึ่งมีจำนวนสูงกว่าเงินค่าล่วงเวลาฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยเลิกจ้างโจทก์โดยชอบด้วยกฎหมายจึงไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าเงินบำเหน็จ และค่าเสียหายจากจำเลย ขอให้ยกฟ้อง

ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 มาตรา 11(1) และมาตรา 11 วรรคสอง ข้อ 28และจำเลยซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจประกอบกิจการขนส่งไม่ได้ตกลงว่าจะจ่ายค่าล่วงเวลาแก่พนักงานขับรถอันรวมถึงโจทก์ด้วย ข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่าโจทก์มีสิทธิได้รับส่วนแบ่งรายได้จากค่าโดยสารและค่าล่วงเวลา พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ประการเดียวว่า โจทก์มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาหรือไม่ เห็นว่าแม้ระเบียบคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ เรื่อง มาตรฐานของสิทธิประโยชน์ของพนักงานรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. 2534 ที่ออกตามความในพระราชบัญญัติพนักงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ. 2534 ข้อ 25 และข้อ 26 จะกำหนดให้รัฐวิสาหกิจจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานที่ทำงานเกินเวลาทำงานปกติหรือทำงานในวันหยุดเกินเวลาปกติของวันทำงานก็ตาม แต่ข้อ 28 ก็กำหนดว่าพนักงานที่ทำงานขนส่งไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามข้อ 25 และข้อ 26 เว้นแต่รัฐวิสาหกิจซึ่งเป็นนายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานจำเลยเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายประกอบกิจการงานขนส่งเดินรถโดยสารประจำทาง โจทก์เป็นพนักงานประจำรายเดือนตำแหน่งพนักงานขับรถจึงเป็นพนักงานซึ่งทำงานขนส่ง และแม้จำเลยมีคำสั่งเกี่ยวกับเบี้ยเลี้ยงพิเศษและอัตราเงินส่วนแบ่งตามเอกสารหมาย ล.1 และ ล.2 ให้พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษเนื่องจากทำงานเกินวันละ 8 ชั่วโมง อันเป็นเวลาทำงานตามปกติและได้รับเงินส่วนแบ่งจากจำนวนตั๋วที่จำหน่ายได้ก็ตาม แต่คำสั่งดังกล่าวมิใช่ข้อตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานขับรถโดยสารและพนักงานเก็บค่าโดยสารโจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยชอบแล้วอุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001149.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543