คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4816/2543 ฉบับเต็ม

#39263
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4816/2543 พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว โจทก์ นายอัมรีหรือฮัมรี ยายอ จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 173, มาตรา 176, มาตรา 185, มาตรา 195, มาตรา 219 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, มาตรา 72 วรรคสอง, มาตรา 72 วรรคสาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 6 แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพและไม่สืบพยานแต่พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนัก จึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในข้อหาร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตามฟ้องได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยรวม 2 กระทง จำคุก 1 ปีและให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์เห็นไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จึงเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6 ความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 72 วรรคสองต้องเป็นกรณีที่มีเครื่องกระสุนปืนเท่านั้น แต่เครื่องกระสุนปืนตามฟ้องคือกระสุนซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามฟ้อง ทั้งโจทก์ก็ฟ้องว่า จำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตามมาตรา 7,72 วรรคหนึ่ง เมื่อฟังว่าเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7,72 วรรคสาม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คน อายุพ้นเกณฑ์เยาวชนร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน 1 กระบอก และมีกระสุนปืนไม่ทราบชนิดและขนาดจำนวน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรแล้วจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนนั้นยิงนายอิสะมะแอ มามุ จำนวน 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายเป็นเหตุให้นายอิสะมะแอถึงแก่ความตายสมดังเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288,289, 371, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72,72 ทวิ จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง, 72 วรรคสาม และมาตรา 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง กับมาตรา 7,72 วรรคสาม ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควรตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง , 72 ทวิ วรรคสองอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 8 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปีจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลามีกำหนด 1 ปี นับแต่วันควบคุม ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289(4) อีกกระทงหนึ่งด้วย จำเลยอายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 ประกอบด้วยมาตรา 52(2) คงจำคุก 50 ปี จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 25 ปี รวมกับโทษในข้อหาอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุก 26 ปี จำเลยกระทำความผิดในข้อหาร้ายแรง ไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า จำเลยร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในข้อหาร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตามฟ้องของโจทก์ได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อไปขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษรวม 2 กระทง จำคุก 1 ปี และให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา จึงเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย กรณีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุเพียง15 ปีเศษ กำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ปัจจุบันศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพวิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส ทั้งไม่เคยกระทำผิดมาก่อน เป็นเหตุอันควรปรานี สมควรรอการลงโทษให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสองและวรรคสาม ให้ลงโทษตามมาตรา 72 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดย่อมไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่มีเครื่องกระสุนปืนเท่านั้น แต่คดีนี้ได้ความว่าเครื่องกระสุนปืนตามฟ้องคือกระสุนซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามฟ้องทั้งโจทก์ก็ฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังว่าเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคสาม เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม และมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควรตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง กับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 2 ปี จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปีโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ให้จำเลยแสดงหลักฐานการศึกษาต่อพนักงานคุมประพฤติทุกครั้ง ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอบายมุขทุกชนิด ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก (วิชา มหาคุณ-สมพล สัตยาอภิธาน-สุเมธ ตังคจิวางกูร) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
39263
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082072573"
    }
}
date
2543
deka_no
4816/2543
deka_running_no
4816
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "วิชา มหาคุณ",
    "สมพล สัตยาอภิธาน",
    "สุเมธ ตังคจิวางกูร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 173",
            "ม. 176",
            "ม. 185",
            "ม. 195",
            "ม. 219"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "sections": [
            "ม. 7",
            "ม. 72 วรรคสอง",
            "ม. 72 วรรคสาม"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534",
        "sections": [
            "ม. 6"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดนราธิวาสแผนกคดีเยาวชนและครอบครัว"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอัมรีหรือฮัมรี ยายอ"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก 1 คน อายุพ้นเกณฑ์เยาวชนร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายหลายกรรมต่างกันกล่าวคือ จำเลยกับพวกร่วมกันมีอาวุธปืนพกไม่ทราบชนิดและขนาด จำนวน 1 กระบอก และมีกระสุนปืนไม่ทราบชนิดและขนาดจำนวน 1 นัด ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียนท้องที่ตามกฎหมายตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยกับพวกร่วมกันพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรแล้วจำเลยกับพวกร่วมกันใช้อาวุธปืนนั้นยิงนายอิสะมะแอ มามุ จำนวน 1 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณศีรษะซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญของร่างกายเป็นเหตุให้นายอิสะมะแอถึงแก่ความตายสมดังเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 288,289, 371, 91 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72,72 ทวิ

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสอง, 72 วรรคสาม และมาตรา 8 ทวิวรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่นและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง กับมาตรา 7,72 วรรคสาม ซึ่งเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสอง อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมืองหมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควรตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ซึ่งเป็นความผิดกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง , 72 ทวิ วรรคสองอันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 8 เดือน รวม 2 กระทง จำคุก 2 ปีจำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปี อาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534มาตรา 104(2) ให้เปลี่ยนโทษจำคุกจำเลยเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลามีกำหนด 1 ปี นับแต่วันควบคุม ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 289(4) อีกกระทงหนึ่งด้วย จำเลยอายุไม่เกิน 17 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 75 ประกอบด้วยมาตรา 52(2) คงจำคุก 50 ปี จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 25 ปี รวมกับโทษในข้อหาอื่นตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วคงจำคุก 26 ปี จำเลยกระทำความผิดในข้อหาร้ายแรง ไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยในข้อแรกว่า จำเลยร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายถึงแก่ความตายหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานเท่าที่โจทก์นำสืบไม่มีน้ำหนักไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยในข้อหาร่วมกับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายตามฟ้องของโจทก์ได้

ส่วนที่จำเลยฎีกาข้อต่อไปขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่าความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษรวม 2 กระทง จำคุก 1 ปี และให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นส่งตัวจำเลยไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา มีกำหนด 1 ปี ศาลอุทธรณ์ภาค 9 เห็นไม่สมควรเปลี่ยนโทษจำเลยโดยส่งตัวไปฝึกและอบรมที่สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดสงขลา จึงเป็นการแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจำเลย กรณีไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2534 มาตรา 6 ขณะกระทำความผิดจำเลยอายุเพียง15 ปีเศษ กำลังอยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ปัจจุบันศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพวิทยาลัยเทคนิคนราธิวาส ทั้งไม่เคยกระทำผิดมาก่อน เป็นเหตุอันควรปรานี สมควรรอการลงโทษให้จำเลย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 และกำหนดเงื่อนไขเพื่อคุมความประพฤติของจำเลยไว้ด้วย

อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 7, 72 วรรคสองและวรรคสาม ให้ลงโทษตามมาตรา 72 วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดย่อมไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามมาตรา 72 วรรคสอง ต้องเป็นกรณีที่มีเครื่องกระสุนปืนเท่านั้น แต่คดีนี้ได้ความว่าเครื่องกระสุนปืนตามฟ้องคือกระสุนซึ่งเป็นเครื่องกระสุนปืนที่ใช้กับอาวุธปืนตามฟ้องทั้งโจทก์ก็ฟ้องว่าจำเลยมีอาวุธปืนและกระสุนปืนไว้ในครอบครองอันเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังว่าเป็นอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น ดังนั้นการกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 7, 72 วรรคสาม เท่านั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืนพ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคสาม และมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง,72 ทวิ วรรคสอง ประกอบกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 15 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 ความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนมีทะเบียนของผู้อื่น จำคุก 1 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุสมควรตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯมาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง กับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 371 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสองซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90จำคุก 8 เดือน รวมจำคุก 2 ปี จำเลยรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยมีกำหนด 1 ปีโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ให้จำเลยแสดงหลักฐานการศึกษาต่อพนักงานคุมประพฤติทุกครั้ง ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดและอบายมุขทุกชนิด ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001186.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543