คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5198/2543 ฉบับเต็ม

#39273
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5198/2543 นาย ยิ่ง แก้วศรี กับพวก โจทก์ นาง ศิริพร พันธุ์วัฒนาชัย กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 175 โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยหรือไม่เป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้แต่อยู่ในดุลพินิจของศาลว่าสมควรจะอนุญาตให้ถอนฟ้องหรือไม่ โดยคำนึงถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันในเชิงคดี คดียังไม่มีการนำพยานของโจทก์และจำเลยเข้าสืบ โดยศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก แต่ทนายจำเลยขอเลื่อนคดี หลังจากนั้นมีการขอเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์อีกถึง 10 นัด จนถึงนัดที่โจทก์ขอถอนฟ้อง ซึ่งตลอดเวลาดังกล่าว ทั้งโจทก์และจำเลยได้ขอเลื่อนคดีด้วยเหตุที่ขอเจรจาต่อรองเพื่อตกลงกัน แม้ในที่สุดตกลงกันไม่ได้ก็หาทำให้ฝ่ายใดต้องเสียเปรียบในเชิงคดีไม่ ที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 แล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 21313 ทางทิศใต้กว้าง 5 เมตร ตลอดแนวที่ดินเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้ากับพวก ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินดังกล่าว ณ สำนักงานที่ดิน ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันพิพากษาหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันนำดินลูกรังลงทับถนนเดิมในที่ดินของจำเลยทั้งสามตามคำฟ้อง ทางด้านทิศใต้กว้าง 5 เมตร ตลอดแนวที่ดิน ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทั้งห้ากับพวกเป็นผู้ดำเนินการแทนโดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินของจำเลยทั้งสามไม่ได้ตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ขอให้ยกฟ้อง ในระหว่างพิจารณาก่อนมีการสืบพยาน โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสามแถลงคัดค้านว่า โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้องเพื่อจะตั้งรูปคดีใหม่เป็นเรื่องทางสาธารณะ ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ทั้งห้าเป็นเพียงบุคคลธรรมดา มิได้มีส่วนเสียหายด้วย ผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องน่าจะเป็นรัฐ การถอนฟ้องเช่นนี้จึงไม่เป็นประโยชน์ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จำเลยทั้งสามอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยทั้งสามฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยหรือไม่นั้นเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้ เป็นแต่ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลว่าสมควรจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้หรือไม่เท่านั้น โดยให้ศาลคำนึงถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันในเชิงคดีว่า เท่าที่ต่างดำเนินคดีต่อสู้กันมานั้นเป็นเช่นไรบ้างเท่านั้น สำหรับคดีเรื่องนี้ยังไม่มีการนำพยานของโจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสามเข้าสืบเพื่อเป็นการสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องและข้อเถียงตามคำให้การของฝ่ายตนเลย โดยศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้านัดแรกเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 แต่ทนายจำเลยทั้งสามขอเลื่อนคดี หลังจากนั้นมีการขอเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้าอีกถึง10 นัด จนถึงนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้าวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นนัดที่โจทก์ทั้งห้าขอถอนฟ้อง ซึ่งตลอดเวลาดังกล่าวทั้งโจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสามได้ขอเลื่อนคดีด้วยเหตุที่ขอเจรจาต่อรองเพื่อตกลงกันแม้ในที่สุดตกลงกันไม่ได้ แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีการนำพยานเข้าสืบให้อีกฝ่ายเห็นข้อเท็จจริงที่เป็นการสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องและข้อเถียงตามคำให้การของฝ่ายตนแล้ว ก็หาทำให้ฝ่ายใดต้องเสียเปรียบในเชิงคดีดังที่จำเลยทั้งสามอ้างตามฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 แล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย พิพากษายืน (พินิจ เพชรรุ่ง-โนรี จันทร์ทร-ทวีวัฒน์ แดงทองดี) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
39273
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082072236"
    }
}
date
2543
deka_no
5198/2543
deka_running_no
5198
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "โนรี จันทร์ทร",
    "ทวีวัฒน์ แดงทองดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 175"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ยิ่ง แก้วศรี กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ศิริพร พันธุ์วัฒนาชัย กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 21313 ทางทิศใต้กว้าง 5 เมตร ตลอดแนวที่ดินเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้ากับพวก ให้จำเลยทั้งสามไปจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินดังกล่าว ณ สำนักงานที่ดิน ภายในกำหนด 7 วัน นับแต่วันพิพากษาหากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาของศาลเป็นการแสดงเจตนาแทนและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันนำดินลูกรังลงทับถนนเดิมในที่ดินของจำเลยทั้งสามตามคำฟ้อง ทางด้านทิศใต้กว้าง 5 เมตร ตลอดแนวที่ดิน ภายในกำหนดเวลา 30 วัน นับแต่วันมีคำพิพากษา หากไม่ปฏิบัติตามให้โจทก์ทั้งห้ากับพวกเป็นผู้ดำเนินการแทนโดยให้จำเลยทั้งสามร่วมกันออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น

จำเลยทั้งสามให้การว่า ที่ดินของจำเลยทั้งสามไม่ได้ตกเป็นทางภารจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ทั้งห้า ขอให้ยกฟ้อง

ในระหว่างพิจารณาก่อนมีการสืบพยาน โจทก์ทั้งห้ายื่นคำร้องขอถอนฟ้อง จำเลยทั้งสามแถลงคัดค้านว่า โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้องเพื่อจะตั้งรูปคดีใหม่เป็นเรื่องทางสาธารณะ ซึ่งในเรื่องนี้โจทก์ทั้งห้าเป็นเพียงบุคคลธรรมดา มิได้มีส่วนเสียหายด้วย ผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องน่าจะเป็นรัฐ การถอนฟ้องเช่นนี้จึงไม่เป็นประโยชน์

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้อง จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์จะถอนฟ้องจำเลยหรือไม่นั้นเป็นสิทธิของโจทก์ที่จะกระทำได้ เป็นแต่ให้อยู่ในดุลพินิจของศาลว่าสมควรจะอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้หรือไม่เท่านั้น โดยให้ศาลคำนึงถึงความได้เปรียบหรือเสียเปรียบกันในเชิงคดีว่า เท่าที่ต่างดำเนินคดีต่อสู้กันมานั้นเป็นเช่นไรบ้างเท่านั้น สำหรับคดีเรื่องนี้ยังไม่มีการนำพยานของโจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสามเข้าสืบเพื่อเป็นการสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องและข้อเถียงตามคำให้การของฝ่ายตนเลย โดยศาลชั้นต้นนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้านัดแรกเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2540 แต่ทนายจำเลยทั้งสามขอเลื่อนคดี หลังจากนั้นมีการขอเลื่อนนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้าอีกถึง10 นัด จนถึงนัดสืบพยานโจทก์ทั้งห้าวันที่ 20 ตุลาคม 2541 ซึ่งเป็นนัดที่โจทก์ทั้งห้าขอถอนฟ้อง ซึ่งตลอดเวลาดังกล่าวทั้งโจทก์ทั้งห้าและจำเลยทั้งสามได้ขอเลื่อนคดีด้วยเหตุที่ขอเจรจาต่อรองเพื่อตกลงกันแม้ในที่สุดตกลงกันไม่ได้ แต่เมื่อทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้มีการนำพยานเข้าสืบให้อีกฝ่ายเห็นข้อเท็จจริงที่เป็นการสนับสนุนข้ออ้างตามคำฟ้องและข้อเถียงตามคำให้การของฝ่ายตนแล้ว ก็หาทำให้ฝ่ายใดต้องเสียเปรียบในเชิงคดีดังที่จำเลยทั้งสามอ้างตามฎีกาไม่ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เห็นว่า ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ทั้งห้าถอนฟ้องชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 175 แล้วนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001183.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543