ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5875/2543
เทศบาลเมืองหนองคาย
โจทก์
บริษัท ทิพย์โฮเต็ล จำกัด
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 172
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 17
พ.ร.บ.ภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ.2475 มาตรา 18, มาตรา 19, มาตรา 31 วรรคหนึ่ง
ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 และมาตรา 19 กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษี ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนี้ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในปี 2538 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2539 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังจำเลย ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 ที่โจทก์ระบุว่าเป็นการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาคำนวณตามแบบแจ้งรายการจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
จำเลยได้รับแจ้งคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540หากจำเลยยังไม่พอใจคำชี้ขาดก็อาจนำคดีไปสู่ศาล เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องได้ แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพ.ศ. 2475 เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง จำเลยจึงไม่มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลว่าการประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบในการโต้แย้งนั้นไม่ว่าผู้รับประเมินจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลยผู้รับประเมินก็หมดสิทธิดังกล่าวเช่นเดียวกัน
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 และค่าเพิ่มจำนวน 166,414.32 บาท แก่โจทก์
จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเพราะมิได้บรรยายให้จำเลยเข้าใจ ซึ่งสภาพแห่งข้อหาตลอดทั้งข้ออ้างอันเป็นหลักแห่งข้อหาและคำขอบังคับ กล่าวคือ โจทก์บรรยายฟ้องว่าเป็นภาษีของปี 2539 แต่เมื่อดูตามเอกสารเห็นได้ชัดว่าเป็นภาษีของปี 2538 จำเลยไม่ทราบว่าจะต่อสู้ว่าเป็นภาษีของปีไหนจึงจะตรงประเด็นตามที่โจทก์ฟ้อง หลังจากโจทก์แจ้งผลการอุทธรณ์และยอดหนี้การเสียภาษีให้ทราบแล้ว จำเลยได้ยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาและสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอยู่ระหว่างพิจารณาโจทก์จึงยังไม่มีอำนาจฟ้อง โจทก์ฟ้องและเรียกเก็บภาษีผิดเพราะเป็นภาษีของปี 2538 มิใช่ปี 2539 จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดตามฟ้องโจทก์คำนวณภาษีสูงกว่าความเป็นจริง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน160,617.66 บาท แก่โจทก์ คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยได้ใช้ที่ดินและอาคารประกอบกิจการโรงแรมตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2538 และต่อมาเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2539 จำเลยได้ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี2539 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์กำหนดค่ารายปีและค่าภาษีที่ต้องชำระตามกฎหมาย พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ได้ไต่สวนตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยแล้ว จึงได้กำหนดประเภทแห่งทรัพย์สินค่าภาษีแห่งทรัพย์สิน ค่าภาษีที่จำเลยจะต้องเสีย โดยมีหลักเกณฑ์ตามคำแนะนำการคำนวณค่ารายปีของกระทรวงมหาดไทย โจทก์ได้แจ้งการประเมินให้จำเลยทราบแล้ว เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 มาตรา 18 และมาตรา 19กำหนดให้ผู้รับประเมินหรือบุคคลผู้พึงชำระค่าภาษีมีหน้าที่ยื่นแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีภายในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วนั้นเป็นหลักในการคำนวณภาษี ซึ่งจะต้องเสียในปีต่อมา ดังนี้ ทรัพย์สินที่จำเลยใช้ในปี 2538 จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นรายการทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2539 เพื่อให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการประเมินและแจ้งจำนวนภาษีที่ต้องชำระไปยังจำเลย ภาษีดังกล่าวเรียกว่าภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี2539 ที่โจทก์ระบุปีภาษี 2539 โดยนำค่ารายปีของปีที่ล่วงแล้วมาคำนวณตามแบบแจ้งรายการจึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฟ้องโจทก์แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้ว
ปัญหาประการสุดท้ายมีว่า จำเลยจะต้องรับผิดชำระค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินเพียงใด เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยได้รับแจ้งคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2540 หากจำเลยยังไม่พอใจคำชี้ขาดก็อาจนำคดีไปสู่ศาล เพื่อแสดงให้ศาลเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้องได้ แต่ต้องทำภายในสามสิบวันนับแต่วันรับแจ้งความให้ทราบคำชี้ขาดตามมาตรา 31 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดิน พ.ศ. 2475 เมื่อจำเลยมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 31 วรรคหนึ่งจำเลยจึงไม่มีสิทธิโต้แย้งต่อศาลได้ว่า การประเมินภาษีโรงเรือนและที่ดินไม่ชอบ ในการโต้แย้งนั้นไม่ว่าผู้รับประเมินจะอยู่ในฐานะโจทก์หรือจำเลย ผู้รับประเมินก็หมดสิทธิดังกล่าวเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามในเรื่องจำนวนห้องพักที่จำเลยอุทธรณ์ว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักเพียงจำนวน 119 ห้อง ไม่ใช่จำนวน 124 ห้อง ดังที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมินนั้น เห็นว่า ตามแบบแจ้งรายการเพื่อเสียภาษีโรงเรือนและที่ดินประจำปีภาษี 2539 ระบุว่าโรงแรมของจำเลยมี 119 ห้องนายทองปนเจ้าหน้าที่จัดเก็บรายได้ของโจทก์ก็เบิกความว่าโรงแรมของจำเลยมีห้องพักจำนวน 119 ห้อง เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องให้จำเลยชำระค่าภาษีตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์ประเมิน ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่โจทก์ ต้องนำสืบให้ประจักษ์ว่า การประเมินของพนักงานเจ้าหน้าที่ถูกต้องชอบด้วยกฎหมาย เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โรงแรมของจำเลยมีห้องพัก จำนวน 119 ห้อง การที่พนักงานเจ้าหน้าที่ของโจทก์นำห้องพักรวมจำนวน 124 ห้อง มาคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีจึงเกินกว่าจำนวนห้องพักที่มีอยู่จริง การคำนวณค่ารายปีและค่าภาษีในส่วนที่เกินไปจำนวน 5 ห้อง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายให้หักจำนวนห้องพักเตียงเดี่ยวและเตียงคู่ซึ่งมีอัตราค่าเช่าวันละ900 บาท ออกเสีย 5 ห้อง เป็นเวลา 5 เดือนครึ่ง คงเหลือค่ารายปี1,668,754.92 บาท คิดเป็นค่าภาษี 208,594.37 บาท และให้ลดลงอีกร้อยละ 30 ตามคำชี้ขาดของเทศมนตรีเป็นค่าภาษี146,016.06 บาท ซึ่งเป็นจำนวนที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์จำเลยค้างชำระภาษีจึงต้องรับผิดค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 10แห่งค่าภาษีที่ค้างตามพระราชบัญญัติภาษีโรงเรือนและที่ดินพ.ศ. 2475 มาตรา 42 และ 43(4) จำนวน 14,601.60 บาท รวมเป็นค่าภาษีโรงเรือนและที่ดินและเงินเพิ่มจำนวน160,617.66 บาท
พิพากษายืน
(สบโชค สุขารมณ์-สันติ ทักราล-มงคล ทับเที่ยง)
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ