คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6441/2543 ฉบับเต็ม

#39294
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6441/2543 ธนาคาร นครหลวงไทย โจทก์ นาย เล็ก ถาวรโชติ หรือ นาย วศิน สุทธิพงศกร จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 199 จัตวา พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 การที่ศาลจะมีคำสั่งตามคำร้องขอให้พิจารณาใหม่ของจำเลยย่อมมีผลทำให้ศาลต้องหยิบยกปัญหาในเรื่องหนี้ของจำเลยขึ้นพิจารณาใหม่ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์ของจำเลย เมื่อจำเลยเป็นบุคคลล้มละลายอำนาจในการต่อสู้คดีย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวแม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมาแถลงต่อศาลว่าไม่ติดใจคัดค้านคำขอพิจารณาใหม่ ก็ไม่ทำให้อำนาจในการต่อสู้คดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป จำเลยไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ด้วยตนเอง ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมจำนวน 2,703,603.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 2,047,164.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน2,047,164.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 2พฤษภาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 656,438.72 บาท จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่และแก้ไขคำร้องว่าจำเลยเป็นบุคคลล้มละลายตามคำพิพากษาศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ ล.152/2533 หนี้กู้ยืมคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังที่จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าถูกโจทก์ฟ้องเพิ่งมาทราบเมื่อมีการส่งคำบังคับแล้ว จึงมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา โจทก์คัดค้านว่า โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยณ ภูมิลำเนาของจำเลย จึงเป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ค่าคำร้องเป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยดังกล่าวหากศาลมีคำสั่งตามคำร้องย่อมมีผลทำให้ศาลต้องหยิบยกปัญหาในเรื่องหนี้ของจำเลยขึ้นพิจารณาใหม่ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์ของจำเลย เมื่อจำเลยเป็นบุคคลล้มละลายอำนาจในการต่อสู้คดีย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้(3) ประนีประนอมยอมความหรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้" แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมาแถลงต่อศาลว่าไม่ติดใจคัดค้านคำขอพิจารณาใหม่ก็ไม่ทำให้อำนาจในการต่อสู้คดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ด้วยตนเอง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วัฒนชัย โชติชูตระกูล-ชวลิต ศรีสง่า-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
39294
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082071250"
    }
}
date
2543
deka_no
6441/2543
deka_running_no
6441
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล",
    "ชวลิต ศรีสง่า",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 199 จัตวา"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 22"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร นครหลวงไทย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย เล็ก ถาวรโชติ หรือ นาย วศิน สุทธิพงศกร"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้กู้ยืมจำนวน 2,703,603.27 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปีของต้นเงินจำนวน 2,047,164.55 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน2,047,164.55 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี นับแต่วันที่ 2พฤษภาคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 656,438.72 บาท

จำเลยยื่นคำร้องขอให้พิจารณาใหม่และแก้ไขคำร้องว่าจำเลยเป็นบุคคลล้มละลายตามคำพิพากษาศาลแพ่งในคดีหมายเลขแดงที่ ล.152/2533 หนี้กู้ยืมคดีนี้เกิดขึ้นภายหลังที่จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง และจำเลยไม่ทราบมาก่อนว่าถูกโจทก์ฟ้องเพิ่งมาทราบเมื่อมีการส่งคำบังคับแล้ว จึงมิได้จงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

โจทก์คัดค้านว่า โจทก์นำส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยณ ภูมิลำเนาของจำเลย จึงเป็นการส่งโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จำเลยจงใจขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องและให้ค่าคำร้องเป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "การยื่นคำร้องขอพิจารณาใหม่ของจำเลยดังกล่าวหากศาลมีคำสั่งตามคำร้องย่อมมีผลทำให้ศาลต้องหยิบยกปัญหาในเรื่องหนี้ของจำเลยขึ้นพิจารณาใหม่ จึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพย์ของจำเลย เมื่อจำเลยเป็นบุคคลล้มละลายอำนาจในการต่อสู้คดีย่อมเป็นของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 22 ซึ่งบัญญัติว่า "เมื่อศาลสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้แล้ว เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวมีอำนาจดังต่อไปนี้(3) ประนีประนอมยอมความหรือฟ้องร้องหรือต่อสู้คดีใด ๆ เกี่ยวกับทรัพย์สินของลูกหนี้" แม้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะมาแถลงต่อศาลว่าไม่ติดใจคัดค้านคำขอพิจารณาใหม่ก็ไม่ทำให้อำนาจในการต่อสู้คดีของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เปลี่ยนแปลงไป จำเลยจึงไม่มีสิทธิที่จะยื่นคำขอให้พิจารณาใหม่ด้วยตนเอง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001174.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543