คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6442/2543 ฉบับเต็ม

#39295
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6442/2543 นาย วิทยา มณีวรรณ โจทก์ นาง ทิพวรรณ จริยเพียรพันธุ์ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 7 ป.วิ.พ. มาตรา 142 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ15 ต่อปี แต่สัญญากู้ยืมเงินกำหนดให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนด มิได้กำหนดอัตราว่าเท่าใด จึงต้องคิดดอกเบี้ยกันร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 400,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกเดือนและจะชำระต้นเงินคืนภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1ผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันทำสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องมีมูลหนี้อันเกิดจากการเล่นการพนันจึงเป็นโมฆะ ส่วนสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารที่ปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 หรือมิฉะนั้นเป็นลายมือชื่อที่จำเลยที่ 2 ลงชื่อไว้ในแบบฟอร์มสัญญาค้ำประกันโดยยังมิได้กรอกข้อความเพื่อเป็นการชำระหนี้กู้ยืมครั้งก่อน โจทก์เดิมข้อความโดยพลการแล้วนำมาฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาจำเลยทั้งสองมีว่า หนี้ตามคำฟ้องเกิดจากมูลหนี้อันเกิดจากการเล่นพนันหรือไม่ และจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ตามคำฟ้องบางส่วนหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองไร้น้ำหนัก ขาดเหตุผลรับฟังไม่ได้ สำหรับปัญหาตามฎีกาจำเลยทั้งสองที่นำสืบว่า มีการชำระหนี้บางส่วนแล้วนั้นจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นที่ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้ สำหรับเรื่องดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เมื่อพิจารณาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 กำหนดให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแต่ไม่ได้กำหนดอัตราว่าเท่าใดต้องคิดดอกเบี้ยกันร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5) พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3 (ปราโมทย์ ชพานนท์-สุเมธ ตังคจิวางกูร-ชวลิต ยอดเณร) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
39295
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082071249"
    }
}
date
2543
deka_no
6442/2543
deka_running_no
6442
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ปราโมทย์ ชพานนท์",
    "สุเมธ ตังคจิวางกูร",
    "ชวลิต ยอดเณร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย วิทยา มณีวรรณ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ทิพวรรณ จริยเพียรพันธุ์ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2540 จำเลยที่ 1 ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 400,000 บาท ตกลงให้ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี กำหนดชำระดอกเบี้ยทุกเดือนและจะชำระต้นเงินคืนภายในสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2541 จำเลยที่ 2ทำสัญญาค้ำประกันหนี้ดังกล่าวภายหลังทำสัญญาจำเลยที่ 1ผิดนัดไม่ชำระต้นเงินและดอกเบี้ย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันทำสัญญาจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การว่า สัญญากู้ยืมเงินที่โจทก์นำมาฟ้องมีมูลหนี้อันเกิดจากการเล่นการพนันจึงเป็นโมฆะ ส่วนสัญญาค้ำประกันเป็นเอกสารที่ปลอมลายมือชื่อของจำเลยที่ 2 หรือมิฉะนั้นเป็นลายมือชื่อที่จำเลยที่ 2 ลงชื่อไว้ในแบบฟอร์มสัญญาค้ำประกันโดยยังมิได้กรอกข้อความเพื่อเป็นการชำระหนี้กู้ยืมครั้งก่อน โจทก์เดิมข้อความโดยพลการแล้วนำมาฟ้องคดีนี้ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้เงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระให้แก่โจทก์เสร็จสิ้น

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาตามฎีกาจำเลยทั้งสองมีว่า หนี้ตามคำฟ้องเกิดจากมูลหนี้อันเกิดจากการเล่นพนันหรือไม่ และจำเลยทั้งสองได้ชำระหนี้ตามคำฟ้องบางส่วนหรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองไร้น้ำหนัก ขาดเหตุผลรับฟังไม่ได้ สำหรับปัญหาตามฎีกาจำเลยทั้งสองที่นำสืบว่า มีการชำระหนี้บางส่วนแล้วนั้นจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้คดีไว้ คดีจึงไม่มีประเด็นที่ว่ากล่าวกันมาโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยให้ได้

สำหรับเรื่องดอกเบี้ยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยให้จำเลยทั้งสองรับผิดชำระในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น เมื่อพิจารณาสัญญากู้ยืมเงินเอกสารหมาย จ.1 ข้อ 3 กำหนดให้คิดดอกเบี้ยตามอัตราที่กฎหมายกำหนดแต่ไม่ได้กำหนดอัตราว่าเท่าใดต้องคิดดอกเบี้ยกันร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนแม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(5)

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2540 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 3
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001174.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543