ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6512 - 6513/2543
บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด กับพวก
โจทก์
นาย ชัยธวัช ภู่โต กับพวก
จำเลย
ป.วิ.พ. มาตรา 248, มาตรา 249
สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงิน 173,143 บาท และโจทก์ที่ 2 ขอให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ร่วมกันใช้เงิน 148,132 บาท ส่วนสำนวนหลังจำเลยที่ 3 ฟ้องขอให้โจทก์กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าเสียหาย 37,006 บาท ศาลชั้นต้นยกฟ้องคดีแรก และคดีหลังพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4ร่วมกันชำระเงิน 37,006 บาท แก่จำเลยที่ 3 สำนวนแรกคู่ความจึงถูกห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริง ส่วนสำนวนหลังคู่ความจึงถูกห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริง โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาทั้งสองสำนวนทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ปล่อยปละละเลยในการดำเนินคดีแต่ติดขัดเพราะการดำเนินการขอคัดถ่ายเอกสาร ขอให้อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาล(ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาตามลำดับ) กำหนดเป็นอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แม้เป็นอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามาพิจารณาว่าต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาหรือไม่ เมื่อสำนวนแรกมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองจึงต้องห้าม ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนสำนวนหลังมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อเท็จจริงจึงไม่ชอบ ถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
___________________________
คดีทั้งสองสำนวนศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิจารณาพิพากษารวมกันโดยเรียกบริษัทวิริยะประกันภัย จำกัด ว่า โจทก์ที่ 1 เรียกนายชูศักดิ์กิจถาวรกุล ว่า โจทก์ที่ 2 เรียกนายชัยธวัช ภู่โต ว่า จำเลยที่ 1 เรียกบริษัทสยามออซีดีน จำกัด ว่า จำเลยที่ 2 เรียกบริษัททิพยประกันภัยจำกัด ว่า จำเลยที่ 3 และเรียกนางศิริรัตน์ กิจถาวรกุล ว่า จำเลยที่ 4
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2540ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ให้โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระค่าเสียหายตามมูลหนี้ละเมิดและดอกเบี้ยถึงวันฟ้องแก่จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 37,006บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 36,000 บาทนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จกับให้โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ (ที่ถูกคือจำเลยที่ 3) โดยกำหนดค่าทนายความให้ 2,000 บาท
โจทก์ทั้งสองยื่นคำร้องลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2541 ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่สามโดยอ้างว่า โจทก์ทั้งสองได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2541 เนื่องจากยังไม่ได้รับคำพิพากษาของศาลและคำพยานที่ได้ขอถ่ายจากศาลศาลอนุญาตให้ขยายได้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2541 แต่เนื่องจากเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2541 โจทก์ทั้งสองได้ติดตามคำพิพากษาและคำพยานที่ได้ขอถ่ายไว้ ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่แผนกพิมพ์แจ้งว่าเพิ่งจัดพิมพ์เสร็จและได้นำเสนอผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนตรวจสำนวน ไม่สามารถดำเนินการถ่ายให้ได้ทันตามเวลาที่ได้ขอขยายจึงขอขยายเวลาอุทธรณ์ออกไปอีก 20 วัน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2541 ว่า คำพิพากษาพิมพ์เสร็จและเสนอลงชื่อนานแล้ว ผู้ร้องไม่ขวนขวายติดต่อขอถ่ายเองจึงไม่อนุญาต
โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
โจทก์ทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 173,143 บาท และโจทก์ที่ 2ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ร่วมกันใช้เงินจำนวน 148,132 บาทส่วนสำนวนหลังจำเลยที่ 3 ฟ้องขอให้บังคับโจทก์กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันใช้ค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องแก่จำเลยที่ 3 เป็นเงิน 37,006 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีแรก และคดีหลังพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 กับจำเลยที่ 4 ร่วมกันชำระเงิน 37,006 บาท แก่จำเลยที่ 3เห็นว่า สำนวนแรกทุนทรัพย์ตามฟ้องของโจทก์ที่ 1 กับโจทก์ที่ 2 แต่ละคนไม่เกิน 200,000 บาท ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาจึงไม่เกิน 200,000บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ส่วนสำนวนหลังทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท คู่ความจึงถูกห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์และฎีกาทั้งสองสำนวนในทำนองเดียวกันว่า โจทก์ทั้งสองไม่ได้ปล่อยปละละเลยหรือไม่สนใจในการดำเนินคดีตามที่ศาลได้วินิจฉัย แต่ติดขัดเพราะการดำเนินการขอคัดถ่ายเอกสารอันเป็นการจัดระเบียบบริหารงานธุรการของศาลเป็นการนอกเหนืออำนาจโจทก์ที่จะดำเนินการก้าวล่วงได้เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมขอให้อนุญาตให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นภายในเวลาที่ศาล (ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาตามลำดับ)กำหนดด้วยอันเป็นอุทธรณ์และฎีกาในข้อเท็จจริง แม้อุทธรณ์และฎีกาของโจทก์ทั้งสองดังกล่าวเป็นปัญหาในชั้นดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้น ก็ต้องถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกามาพิจารณาว่าจะต้องห้ามมิให้อุทธรณ์และฎีกาหรือไม่ เมื่อสำนวนแรกมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ฎีกาของโจทก์ทั้งสองจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามมาตรา 248 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนสำนวนหลังมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่งที่ศาลอุทธรณ์รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในข้อเท็จจริงดังกล่าวจึงไม่ชอบ ต้องถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติไปตามคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นแล้ว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"
พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในสำนวนหลัง และยกอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองในสำนวนหลังด้วย และยกฎีกาของโจทก์ทั้งสองทั้งสองสำนวน"
(วิเทพ ศิริพากย์-ระพินทร บรรจงศิลป-ชวลิต ศรีสง่า)
แหล่งที่มา
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
เหตุที่ศาลฎีกาวินิจฉัยคดีที่หมายเหตุนี้ว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์และต้องห้ามอุทธรณ์ (คดีหลัง) ต้องห้ามฎีกา (คดีแรก) ในปัญหาข้อเท็จจริงก็เพราะศาลฎีกาไปถือเอาทุนทรัพย์ของคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องซึ่งยังมิได้มีการอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาเป็นหลักโดยถือว่าคดีนี้เป็นเพียงสาขาของคดีดังกล่าว แต่ผู้เขียนเห็นด้วยความเคารพต่อศาลฎีกาว่า คดีนี้แม้จะเป็นคดีมีทุนทรัพย์ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น แต่ในชั้นที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกาเป็นคดีนี้น่าจะเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ เพราะเมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 23 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาต โจทก์อุทธรณ์ขอให้ศาลอุทธรณ์ขยายระยะเวลาให้โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกาขอให้ศาลฎีกาขยายระยะเวลาให้โจทก์อุทธรณ์คดีที่ขึ้นไปสู่ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาในกรณีเช่นนี้มิใช่คดีที่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้แต่อย่างใดจึงเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงส่วนคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องซึ่งเป็นคดีมีทุนทรัพย์นั้นโจทก์ยังมิได้อุทธรณ์ การที่ศาลฎีกาไปถือเอาทุนทรัพย์ในคดีเดิมซึ่งยังมิได้มีการอุทธรณ์ฎีกาขึ้นมาเป็นหลักในการวินิจฉัยว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วไม่รับวินิจฉัยให้นั้นน่าจะไม่สอดคล้องกับบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 และมาตรา 248ที่แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2534 มาตรา 14และมาตรา 18 ซึ่งบัญญัติว่า ในคดีที่ราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ ในชั้นฎีกา แสดงว่า กฎหมายประสงค์ให้ถือทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์หรือชั้นฎีกาเป็นหลักในการวินิจฉัยว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์หรือต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่ทั้งเป็นกฎหมายที่ตัดสิทธิคู่ความ โดยหลักของการตีความจะต้องตีความโดยเคร่งครัดนอกจากนี้การถือเอาทุนทรัพย์ในคดีเดิมมาเป็นหลักวินิจฉัยว่าคดีต้องห้ามอุทธรณ์ฎีกายังจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมแก่คู่ความอีกด้วย เพราะเมื่อศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้เสียแล้ว คู่ความย่อมไม่มีสิทธิจะอุทธรณ์หรือฎีกาได้เลยแม้จะเป็นอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงในกรณีที่มีความเห็นแย้งของผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลล่าง หรือทำให้คู่ความหมดโอกาสที่จะขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีนั้นในศาลล่างรับรองให้อุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ กล่าวโดยสรุปผู้บันทึกเห็นด้วยความเคารพต่อศาลฎีกาว่าคดีตามคำพิพากษาศาลฎีกานี้ ศาลฎีกาต้องรับวินิจฉัยให้ เพราะคดีที่โจทก์อุทธรณ์และฎีกานี้เป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่เมื่อรับวินิจฉัยให้แล้ว ศาลฎีกาจะเห็นสมควรอนุญาตขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้หรือไม่ย่อมเป็นดุลพินิจของศาลฎีกาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีสำนวนแรกซึ่งถ้าหากศาลฎีการับวินิจฉัยและอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้ โจทก์ก็จะมีสิทธิอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลชั้นต้นที่พิพากษายกฟ้องโจทก์ให้ศาลอุทธรณ์ได้พิจารณาพิพากษาอีกครั้งหนึ่งตามสิทธิที่กฎหมายให้ไว้ เพราะคดีสำนวนแรกของโจทก์ที่จะพิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ต่อไปเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์เกินกว่าห้าหมื่นบาทย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 ประดิษฐ์ เอกมณี