คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7037/2543 ฉบับเต็ม

#39887
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7037/2543 นาง เพ็ง บัวศรี โจทก์ นาง นุ้ย โภคพันธ์ ผู้ร้อง นาย สถาพร เพชรจำเริญ กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 160, มาตรา 181 ป.วิ.พ. มาตรา 145, มาตรา 172, มาตรา 288 คดีก่อนศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยเป็นโมฆียะเพราะผู้ร้องถูกกลฉ้อฉลของจำเลยเมื่อผู้ร้องบอกล้างแล้วนิติกรรมจึงเป็นโมฆะ คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความย่อมผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งการที่ผู้ร้องบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลย จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญาซื้อขายและมิใช่คู่ความในคดีก่อนอันเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 คำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ของผู้ร้องมิได้บรรยายว่า โจทก์ทราบถึงกลฉ้อฉลของจำเลยอันจะเป็นประเด็นว่าโจทก์ไม่สุจริตอย่างไร จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตผู้ร้องจะยกเอาการบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลย เป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 3667 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์ ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของผู้ร้อง เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของนายเขียว โภคพันธ์ สามีผู้ร้องเมื่อนายเขียวตายจึงตกได้แก่ผู้ร้องจำเลยที่ 1 มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 บุตรผู้ร้องที่บ้านของผู้ร้อง ต่อมาปี 2538 จำเลยที่ 1รับอาสาไปดำเนินการเปลี่ยนเอกสารสิทธิที่ดินพิพาทเป็น น.ส.3 ก.หรือโฉนดที่ดินให้ผู้ร้องเนื่องจากผู้ร้องเขียนและอ่านหนังสือไม่ได้จำเลยที่ 1 พาผู้ร้องไปที่สำนักงานที่ดินอำเภอสิงหนคร และให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารต่าง ๆ 2 ครั้ง ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม 2539 ผู้ร้องทราบจากนายเอี่ยมศรี แซ่ฟง บุตรผู้ร้องอีกคนหนึ่งว่าที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและจำนองไว้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำกัดผู้ร้องไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินแล้วจึงทราบว่า จำเลยที่ 1หลอกลวงให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมาให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดภาระติดพัน คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด โจทก์ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอ ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3667 เนื้อที่ 1 งาน47 ตารางวา เดิมมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่า ผู้ร้องขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2538 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ตามคำขอของโจทก์และเมื่อวันที่ 5 กันยายน2540 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างนั้นในวันที่ 14มีนาคม 2540 ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกลับคืนให้ผู้ร้องโดยปลอดภาระติดพันหากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา แต่ไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต คดีถึงที่สุดแล้วตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4617/2540 ของศาลชั้นต้น พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาข้อแรกว่า ศาลพิพากษาว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะคดีถึงที่สุดแล้วย่อมใช้ยันโจทก์ได้ และผู้ร้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 โดยสุจริตมิใช่เป็นการสมคบกับจำเลยที่ 1 เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4617/2540 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลผู้ร้องให้ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1ผู้ร้องบอกล้างโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 181 แล้ว ถือว่านิติกรรมเป็นโมฆะแต่เริ่มแรก ดังนี้ แสดงว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะเพราะผู้ร้องถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ร้องบอกล้างแล้วนิติกรรมจึงเป็นโมฆะ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความย่อมผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งการที่ผู้ร้องบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญาซื้อขาย และมิใช่คู่ความในคดีก่อนอันเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 คำร้องขอของผู้ร้องบรรยายไว้เพียงว่าก่อนนำยึดที่ดินพิพาทโจทก์ทราบแล้วว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้อายัดที่ดินพิพาทไว้แล้วเท่านั้น มิได้บรรยายว่า โจทก์ทราบถึงกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 อันจะเป็นประเด็นว่า โจทก์ไม่สุจริตอย่างไร กรณีจึงต้องถือว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องจะยกเอาการบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่ พิพากษายืน (วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์-กำพล ภู่สุดแสวง-สุรชาติ บุญศิริพันธ์) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
39887
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082070499"
    }
}
date
2543
deka_no
7037/2543
deka_running_no
7037
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์",
    "กำพล ภู่สุดแสวง",
    "สุรชาติ บุญศิริพันธ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 160",
            "ม. 181"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 145",
            "ม. 172",
            "ม. 288"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง เพ็ง บัวศรี"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาง นุ้ย โภคพันธ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย สถาพร เพชรจำเริญ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ชำระ โจทก์ขออกหมายบังคับคดีและนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) เลขที่ 3667 พร้อมสิ่งปลูกสร้างของจำเลยที่ 1เพื่อขายทอดตลาดชำระหนี้แก่โจทก์

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างมิใช่เป็นของจำเลยที่ 1 แต่เป็นของผู้ร้อง เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค.1) ของนายเขียว โภคพันธ์ สามีผู้ร้องเมื่อนายเขียวตายจึงตกได้แก่ผู้ร้องจำเลยที่ 1 มาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 บุตรผู้ร้องที่บ้านของผู้ร้อง ต่อมาปี 2538 จำเลยที่ 1รับอาสาไปดำเนินการเปลี่ยนเอกสารสิทธิที่ดินพิพาทเป็น น.ส.3 ก.หรือโฉนดที่ดินให้ผู้ร้องเนื่องจากผู้ร้องเขียนและอ่านหนังสือไม่ได้จำเลยที่ 1 พาผู้ร้องไปที่สำนักงานที่ดินอำเภอสิงหนคร และให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือในเอกสารต่าง ๆ 2 ครั้ง ต่อมาเมื่อเดือนธันวาคม 2539 ผู้ร้องทราบจากนายเอี่ยมศรี แซ่ฟง บุตรผู้ร้องอีกคนหนึ่งว่าที่ดินพิพาทมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของและจำนองไว้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำกัดผู้ร้องไปตรวจสอบที่สำนักงานที่ดินแล้วจึงทราบว่า จำเลยที่ 1หลอกลวงให้ผู้ร้องพิมพ์ลายนิ้วมือโอนขายที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยที่ 1 ต่อมาผู้ร้องฟ้องจำเลยที่ 1 ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินพิพาทศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทกลับคืนมาให้แก่ผู้ร้องโดยปลอดภาระติดพัน คดีถึงที่สุดแล้วโจทก์จึงไม่มีสิทธิยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึด

โจทก์ให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ยกคำร้องขอ

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ที่ดินพิพาทคือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 3667 เนื้อที่ 1 งาน47 ตารางวา เดิมมีชื่อผู้ร้องเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และปรากฏหลักฐานทางทะเบียนว่า ผู้ร้องขายที่ดินพิพาทให้จำเลยที่ 1เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2538 ต่อมาวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2540ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระหนี้ให้โจทก์เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ชำระ ศาลชั้นต้นออกหมายบังคับคดีให้ตามคำขอของโจทก์และเมื่อวันที่ 5 กันยายน2540 โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างระหว่างนั้นในวันที่ 14มีนาคม 2540 ผู้ร้องได้ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นขอให้พิพากษาเพิกถอนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2540 ว่า สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกลับคืนให้ผู้ร้องโดยปลอดภาระติดพันหากไม่ปฏิบัติให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา แต่ไม่กระทบกระทั่งถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต คดีถึงที่สุดแล้วตามสำนวนคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4617/2540 ของศาลชั้นต้น

พิเคราะห์แล้ว ที่ผู้ร้องฎีกาข้อแรกว่า ศาลพิพากษาว่า นิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆะคดีถึงที่สุดแล้วย่อมใช้ยันโจทก์ได้ และผู้ร้องใช้สิทธิฟ้องจำเลยที่ 1 โดยสุจริตมิใช่เป็นการสมคบกับจำเลยที่ 1 เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ โจทก์ไม่มีสิทธินำยึดที่ดินพิพาทนั้น เห็นว่า ตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 4617/2540 ของศาลชั้นต้น ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ฉ้อฉลผู้ร้องให้ขายที่ดินพิพาทแก่จำเลยที่ 1ผู้ร้องบอกล้างโดยชอบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 181 แล้ว ถือว่านิติกรรมเป็นโมฆะแต่เริ่มแรก ดังนี้ แสดงว่าศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่านิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นโมฆียะเพราะผู้ร้องถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 เมื่อผู้ร้องบอกล้างแล้วนิติกรรมจึงเป็นโมฆะ คดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วผู้ร้องซึ่งเป็นคู่ความย่อมผูกพันตามคำพิพากษาดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคหนึ่งการที่ผู้ร้องบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทซึ่งเป็นโมฆียะเพราะถูกกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 จึงไม่อาจยกเป็นข้อต่อสู้โจทก์ซึ่งมิใช่คู่สัญญาซื้อขาย และมิใช่คู่ความในคดีก่อนอันเป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 160 คำร้องขอของผู้ร้องบรรยายไว้เพียงว่าก่อนนำยึดที่ดินพิพาทโจทก์ทราบแล้วว่าเจ้าพนักงานที่ดินได้อายัดที่ดินพิพาทไว้แล้วเท่านั้น มิได้บรรยายว่า โจทก์ทราบถึงกลฉ้อฉลของจำเลยที่ 1 อันจะเป็นประเด็นว่า โจทก์ไม่สุจริตอย่างไร กรณีจึงต้องถือว่า โจทก์เป็นบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต ผู้ร้องจะยกเอาการบอกล้างนิติกรรมการซื้อขายที่ดินพิพาทระหว่างผู้ร้องกับจำเลยที่ 1 เป็นข้อต่อสู้โจทก์หาได้ไม่

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001167.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543