คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7176/2543 ฉบับเต็ม

#39892
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7176/2543 นางสาว สุจินดา กาญจนฤทัย โจทก์ นาย ไสว จำปาซ่อนกลิ่น จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/12, มาตรา 169 เดิม การนับอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 193/12(เดิม 169) ให้นับเริ่มแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ค่าเช่าที่ดินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์เป็นรายเดือนเมื่อจำเลยค้างชำระค่าเช่าที่ดินในเดือนใด สิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินที่ค้างชำระในเดือนนั้นก็เกิดขึ้นนับแต่วันที่จำเลยค้างชำระอันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินนั้นได้เป็นต้นไป ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 20245เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2532 จำเลยได้เช่าที่ดินดังกล่าวมีกำหนด3 ปี คิดค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท ครบกำหนดสัญญาเช่าวันที่ 14พฤศจิกายน 2535 แล้วจำเลยไม่ยอมชำระค่าเช่าและไม่ยอมออกไปจากที่ดิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป และให้ส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2532ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 เป็นเวลา 5 ปี 10 เดือน คิดเป็นเงิน70,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20245 และส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ห้ามมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินที่เช่าอีกต่อไป และให้ชำระค่าเช่าที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 70,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ค้างชำระเกิน5 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20245 และส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงิน 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเพียงว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนค่าเช่าที่ดินขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องเรียกค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 14พฤศจิกายน 2532 ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 เป็นเวลา 5 ปี10 เดือน เป็นการฟ้องเรียกค่าเช่าเกินกว่า 5 ปี ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นว่า การนับอายุความนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 (เดิม 169)ให้นับเริ่มแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ค่าเช่าที่ดินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์นั้นเป็นรายเดือน เดือนละ1,000 บาท เมื่อจำเลยค้างชำระค่าเช่าที่ดินในเดือนใด สิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินที่ค้างชำระในเดือนนั้นก็เกิดขึ้นนับแต่วันที่จำเลยค้างชำระอันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินนั้นได้เป็นต้นไป ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 55,000 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าเช่าที่ดินที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่เดือนมกราคม 2534 ถึงเดือนกรกฎาคม 2538 ก่อนวันฟ้อง(วันที่ 19 ธันวาคม 2538) ยังไม่เกิน 5 ปี จึงยังไม่ขาดอายุความ พิพากษายืน (ชวลิต ยอดเณร-ปราโมทย์ ชพานนท์-สุเมธ ตังคจิวางกูร) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
39892
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082070293"
    }
}
date
2543
deka_no
7176/2543
deka_running_no
7176
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ยอดเณร",
    "ปราโมทย์ ชพานนท์",
    "สุเมธ ตังคจิวางกูร"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/12",
            "ม. 169 เดิม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว สุจินดา กาญจนฤทัย"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ไสว จำปาซ่อนกลิ่น"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโฉนดเลขที่ 20245เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2532 จำเลยได้เช่าที่ดินดังกล่าวมีกำหนด3 ปี คิดค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท ครบกำหนดสัญญาเช่าวันที่ 14พฤศจิกายน 2535 แล้วจำเลยไม่ยอมชำระค่าเช่าและไม่ยอมออกไปจากที่ดิน ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย โจทก์ได้บอกกล่าวให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกไป และให้ส่งมอบที่ดินที่เช่าคืนหลายครั้ง แต่จำเลยเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายที่ไม่ได้รับค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2532ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 เป็นเวลา 5 ปี 10 เดือน คิดเป็นเงิน70,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20245 และส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ห้ามมิให้เกี่ยวข้องกับที่ดินที่เช่าอีกต่อไป และให้ชำระค่าเช่าที่ดินดังกล่าวเป็นเงิน 70,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ค้างชำระเกิน5 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 20245 และส่งมอบที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ ให้จำเลยชำระเงิน 55,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเพียงว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนค่าเช่าที่ดินขาดอายุความหรือไม่ จำเลยฎีกาว่า โจทก์บรรยายฟ้องเรียกค่าเช่าเดือนละ 1,000 บาท นับแต่วันที่ 14พฤศจิกายน 2532 ถึงวันที่ 14 กรกฎาคม 2538 เป็นเวลา 5 ปี10 เดือน เป็นการฟ้องเรียกค่าเช่าเกินกว่า 5 ปี ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความ ศาลฎีกาเห็นว่า การนับอายุความนั้นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/12 (เดิม 169)ให้นับเริ่มแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไป ค่าเช่าที่ดินที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์นั้นเป็นรายเดือน เดือนละ1,000 บาท เมื่อจำเลยค้างชำระค่าเช่าที่ดินในเดือนใด สิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินที่ค้างชำระในเดือนนั้นก็เกิดขึ้นนับแต่วันที่จำเลยค้างชำระอันเป็นวันที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องค่าเช่าที่ดินนั้นได้เป็นต้นไป ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 55,000 บาท ซึ่งเป็นเงินค่าเช่าที่ดินที่จำเลยค้างชำระตั้งแต่เดือนมกราคม 2534 ถึงเดือนกรกฎาคม 2538 ก่อนวันฟ้อง(วันที่ 19 ธันวาคม 2538) ยังไม่เกิน 5 ปี จึงยังไม่ขาดอายุความ

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001165.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543