คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2550 ฉบับเต็ม

#402788
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5257/2550 นายทิวากร เพชรพนมกูล โจทก์ นายเทพพนม พรหมอารักษ์ ผู้ร้องสอด นายอณิกานต์ พรหมอารักษ์ จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 57 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายฝากที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์แล้วไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดเป็นสามีของจำเลย จำเลยขายฝากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝาก ดังนี้ แม้ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารก็ไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะคู่สมรสที่ยังคงมีอยู่ในกรณีการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตามที่ผู้ร้องสอดอ้าง สิทธิของผู้ร้องสอดมีอยู่เพียงใดก็คงมีอยู่เพียงนั้น คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สาม ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2540 จำเลยขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 46 ให้แก่โจทก์มีกำหนด 1 ปี ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ไถ่คืน โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินเดือนละ 4,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอน ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอน ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาจำนองที่ดินพิพาทไม่มีวัตถุประสงค์ขายฝาก สัญญาขายฝากที่ดินเป็นนิติกรรมอำพราง ความจริงจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 300,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน และตกลงให้จำเลยนำที่ดินพิพาทมาจำนองเป็นประกันแต่โจทก์กลับทำเป็นขายฝากจำเลยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 85,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ให้รับชำระหนี้เงินกู้ 300,000 บาท จากจำเลย ให้โจทก์โอนที่ดินพิพาทแก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยมีเจตนาขายฝากที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยตกลงให้จำเลยกู้ยืมเงินและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกัน ขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลย ผู้ร้องไม่รู้เห็นยินยอมให้จำเลยนำที่ดินพิพาทไปขายฝากหรือจำนองแก่โจทก์ นิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงร้องสอดเข้ามาเพื่อให้ได้รับความรับรองและคุ้มครองสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นการร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ผู้ร้องยื่นคำร้องหลังจากมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จแล้ว กรณีไม่มีเหตุอันสมควร ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องสอดฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายฝากที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์แล้วไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยขายฝากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝาก ดังนี้ แม้ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารก็ไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะคู่สมรสที่ยังคงมีอยู่ในกรณีการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตามที่ผู้ร้องสอดอ้าง สิทธิของผู้ร้องสอดมีอยู่เพียงใดก็คงมีอยู่เพียงนั้น คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีนี้ ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ปัญหานี้เป็นเรื่องอำนาจยื่นคำร้องซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (วีระชาติ เอี่ยมประไพ-เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
402788
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015836"
    }
}
date
2550
deka_no
5257/2550
deka_running_no
5257
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ",
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 57"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นายทิวากร เพชรพนมกูล"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้องสอด",
        "name": "นายเทพพนม พรหมอารักษ์"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายอณิกานต์ พรหมอารักษ์"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2540 จำเลยขายฝากที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 46 ให้แก่โจทก์มีกำหนด 1 ปี ครบกำหนดแล้วจำเลยไม่ไถ่คืน โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทแต่จำเลยเพิกเฉย ทำให้โจทก์ขาดประโยชน์จากการใช้ที่ดินเดือนละ 4,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยรื้อถอน ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 4,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะรื้อถอน ขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินพิพาท

จำเลยให้การและฟ้องแย้งว่า โจทก์และจำเลยมีเจตนาจำนองที่ดินพิพาทไม่มีวัตถุประสงค์ขายฝาก สัญญาขายฝากที่ดินเป็นนิติกรรมอำพราง ความจริงจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ 300,000 บาท โจทก์คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน และตกลงให้จำเลยนำที่ดินพิพาทมาจำนองเป็นประกันแต่โจทก์กลับทำเป็นขายฝากจำเลยผ่อนชำระหนี้ให้โจทก์เป็นเงินทั้งสิ้น 85,000 บาท ขอให้ยกฟ้อง และบังคับโจทก์ให้รับชำระหนี้เงินกู้ 300,000 บาท จากจำเลย ให้โจทก์โอนที่ดินพิพาทแก่จำเลย หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยมีเจตนาขายฝากที่ดินพิพาท โจทก์ไม่เคยตกลงให้จำเลยกู้ยืมเงินและจำนองที่ดินพิพาทเป็นประกัน ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณาผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสซึ่งผู้ร้องมีกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลย ผู้ร้องไม่รู้เห็นยินยอมให้จำเลยนำที่ดินพิพาทไปขายฝากหรือจำนองแก่โจทก์ นิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทไม่สมบูรณ์ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ผู้ร้องจึงร้องสอดเข้ามาเพื่อให้ได้รับความรับรองและคุ้มครองสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ขอให้ยกฟ้องและเพิกถอนนิติกรรมขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า คำร้องของผู้ร้องเป็นการร้องสอดเข้าเป็นจำเลยร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (2) ผู้ร้องยื่นคำร้องหลังจากมีการสืบพยานโจทก์และจำเลยเสร็จแล้ว กรณีไม่มีเหตุอันสมควร ให้ยกคำร้อง ค่าคำร้องให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องสอดฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขายฝากที่ดินพิพาทไว้แก่โจทก์แล้วไม่ไถ่คืนภายในกำหนด ขอให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท ผู้ร้องสอดยื่นคำร้องว่า ผู้ร้องสอดเป็นสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของจำเลย จำเลยขายฝากที่ดินพิพาทซึ่งเป็นสินสมรสโดยมิได้รับความยินยอมจากผู้ร้องสอด ขอให้เพิกถอนนิติกรรมขายฝาก ดังนี้ แม้ศาลพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารก็ไม่กระทบสิทธิของผู้ร้องสอดในฐานะคู่สมรสที่ยังคงมีอยู่ในกรณีการขายฝากที่ดินพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลยตามที่ผู้ร้องสอดอ้าง สิทธิของผู้ร้องสอดมีอยู่เพียงใดก็คงมีอยู่เพียงนั้น คำร้องของผู้ร้องสอดไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (1) ผู้ร้องสอดจึงไม่มีสิทธิที่จะร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความฝ่ายที่สามในคดีนี้ ตามบทกฎหมายดังกล่าวได้ ปัญหานี้เป็นเรื่องอำนาจยื่นคำร้องซึ่งเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000675.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550