คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7012/2543 ฉบับเต็ม

#40475
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7012/2543 นาง อรพรรณ วานิชกูล โจทก์ นาง ปราณี นุ่มพรม กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 87, มาตรา 142, มาตรา 167 ป.รัษฎากร มาตรา 118 เอกสารฉบับพิพาทไม่ใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกัน เป็นแต่เพียงหลักฐานการกู้ยืมเงินและหลักฐานการค้ำประกัน แม้โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ โจทก์มิได้ขอให้จำเลยใช้ค่าทนายความแต่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 167เป็นบทบัญญัติบังคับศาลต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้ไม่มีผู้ขอก็ตามค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มีคำสั่งในเรื่องนี้จึงหาได้เกินคำขอไม่ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 345,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาตามหนังสือบอกกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,149.92 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 346,149.92 บาท จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยกู้ยืมเงินและค้ำประกันหนี้ตามฟ้อง เมื่อประมาณปลายปี 2536 จำเลยที่ 1เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 100,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 บาทต่อเดือน ไม่ได้ทำหนังสือสัญญากู้ เพียงแต่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษเปล่าจำนวน 2 ชื่อและต่อมาโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษเปล่าจำนวน 1 ชื่อ เพื่อรับรู้ว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ ต่อมาวันที่ 12มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 2 ชำระเงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว โจทก์นำเอกสารที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้มากรอกข้อความโดยจำเลยทั้งสองไม่รู้เห็นและยินยอม จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 345,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ยืมในเอกสารหมาย จ.2 และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในเอกสารหมาย จ.3 ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามเอกสารดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 345,000 บาทโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามเอกสารดังกล่าว ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า เอกสารหมายจ.2 และ จ.3 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่เห็นว่า เอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ไม่ใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นแต่เพียงหลักฐานการกู้ยืมเงินและหลักฐานการค้ำประกัน แม้โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่าคดีนี้โจทก์มิได้ขอให้จำเลยใช้ค่าทนายความ แต่ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 167 บัญญัติว่า คำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ไม่ว่าคู่ความทั้งปวงหรือแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจักมีคำขอหรือไม่ก็ดีให้ศาลสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือในคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้วแต่กรณี เป็นบทบัญญัติบังคับศาลต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้ไม่มีผู้ขอก็ตามค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มีคำสั่งในเรื่องนี้จึงชอบแล้วหาได้เกินคำขอไม่ พิพากษายืน (ชวลิต ศรีสง่า-วัฒนชัย โชติชูตระกูล-วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
40475
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082070596"
    }
}
date
2543
deka_no
7012/2543
deka_running_no
7012
deka_year
2543
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ศรีสง่า",
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล",
    "วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 87",
            "ม. 142",
            "ม. 167"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง อรพรรณ วานิชกูล"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ปราณี นุ่มพรม กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 345,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันครบกำหนดระยะเวลาตามหนังสือบอกกล่าวเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,149.92 บาทรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 346,149.92 บาท

จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองไม่เคยกู้ยืมเงินและค้ำประกันหนี้ตามฟ้อง เมื่อประมาณปลายปี 2536 จำเลยที่ 1เคยกู้ยืมเงินจากโจทก์จำนวน 100,000 บาท ดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 บาทต่อเดือน ไม่ได้ทำหนังสือสัญญากู้ เพียงแต่โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษเปล่าจำนวน 2 ชื่อและต่อมาโจทก์ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษเปล่าจำนวน 1 ชื่อ เพื่อรับรู้ว่าจำเลยที่ 1 กู้เงินจากโจทก์ ต่อมาวันที่ 12มิถุนายน 2538 จำเลยที่ 2 ชำระเงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์แล้ว โจทก์นำเอกสารที่จำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อไว้มากรอกข้อความโดยจำเลยทั้งสองไม่รู้เห็นและยินยอม จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 345,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ คำขอนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อเป็นผู้กู้ยืมในเอกสารหมาย จ.2 และจำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อเป็นผู้ค้ำประกันในเอกสารหมาย จ.3

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองมีว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามเอกสารดังกล่าวหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 กู้ยืมเงินโจทก์จำนวน 345,000 บาทโดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันจำเลยทั้งสองจึงต้องรับผิดชำระเงินให้แก่โจทก์ตามเอกสารดังกล่าว

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองต่อไปว่า เอกสารหมายจ.2 และ จ.3 ไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้หรือไม่เห็นว่า เอกสารหมาย จ.2 และ จ.3 ไม่ใช่หนังสือสัญญากู้ยืมเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันเป็นแต่เพียงหลักฐานการกู้ยืมเงินและหลักฐานการค้ำประกัน แม้โจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์ก็รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้

ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายมีว่าคดีนี้โจทก์มิได้ขอให้จำเลยใช้ค่าทนายความ แต่ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าทนายความเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 167 บัญญัติว่า คำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมนั้น ไม่ว่าคู่ความทั้งปวงหรือแต่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจักมีคำขอหรือไม่ก็ดีให้ศาลสั่งลงไว้ในคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีหรือในคำสั่งจำหน่ายคดีออกจากสารบบความแล้วแต่กรณี เป็นบทบัญญัติบังคับศาลต้องมีคำสั่งในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมแม้ไม่มีผู้ขอก็ตามค่าทนายความเป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่ง ศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์มีคำสั่งในเรื่องนี้จึงชอบแล้วหาได้เกินคำขอไม่

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001168.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2543