คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2544 ฉบับเต็ม

#40495
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18/2544 ห้างหุ้นส่วนจำกัด แปซิฟิคการทอ โจทก์ บริษัท แสงบูรพากาเม้นท์ จำกัด กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 18 ป.รัษฎากร มาตรา 118 ประเด็นเรื่องหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์นั้น ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 18 ไม่ได้บังคับว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นเอกสารที่ต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้อง ดังนั้น แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องจะไม่มีหนังสือมอบอำนาจแนบมาด้วยก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าเมื่อใดโจทก์อ้างหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐาน โจทก์จะต้องปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์และขีดฆ่าแล้ว ศาลจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้เมื่อโจทก์อ้างในคำฟ้องว่ามอบอำนาจให้ บ. ฟ้องคดีแทนเท่านั้นซึ่งโจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป การที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ให้โอกาสโจทก์สืบพยานก่อนจึงไม่ชอบ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมายอันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 จึงเป็นการอุทธรณ์ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข.ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์แซ่เล้า ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจ จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาพระประแดงจำนวน 4 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,032,494 บาท ชำระหนี้ค่าย้อมผ้าแก่โจทก์ เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,109,931 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,032,494 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2540แต่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องวันที่ 12 พฤษภาคม 2540 ว่า โจทก์ระบุที่อยู่ของโจทก์ผิด และใบแต่งทนายความกับหนังสือมอบอำนาจมิได้ประทับตราของห้างโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองคำฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเอกสารท้ายฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังไม่ได้ โจทก์อาศัยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสอง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า"ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114" คดีนี้ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์ แซ่เล้า ฟ้องคดีแทน ซึ่งโจทก์แนบมาท้ายฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์และจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่มีกฎหมายบังคับว่าเป็นเอกสารที่จะต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ดังนั้น แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นจะไม่มีหนังสือมอบอำนาจแนบมาด้วยก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าเมื่อใดโจทก์อ้างหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานโจทก์จะต้องปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์และขีดฆ่าแล้ว ศาลจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ในเมื่อโจทก์อ้างมาในคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์แซ่เล้า ฟ้องคดีแทนเท่านั้น ซึ่งโจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นด่วนพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่ให้โอกาสโจทก์สืบพยานก่อนเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมาย อันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์และจำเลยฎีกาต่อมาจึงเป็นการอุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกจากจำเลย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาทแก่จำเลย" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน200 บาท แก่จำเลย (ชวลิต ศรีสง่า-ระพินทร บรรจงศิลป-วิเทพ ศิริพากย์) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
40495
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082068396"
    }
}
date
2544
deka_no
18/2544
deka_running_no
18
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ชวลิต ศรีสง่า",
    "ระพินทร บรรจงศิลป",
    "วิเทพ ศิริพากย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 18"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ห้างหุ้นส่วนจำกัด แปซิฟิคการทอ"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท แสงบูรพากาเม้นท์ จำกัด กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์แซ่เล้า ฟ้องและดำเนินคดีแทนโจทก์ตามหนังสือมอบอำนาจ จำเลยทั้งสองร่วมกันออกเช็คธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาพระประแดงจำนวน 4 ฉบับ รวมเป็นเงิน 1,032,494 บาท ชำระหนี้ค่าย้อมผ้าแก่โจทก์ เมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนดชำระเงิน โจทก์นำไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็ค แต่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,109,931 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 1,032,494 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2540แต่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องวันที่ 12 พฤษภาคม 2540 ว่า โจทก์ระบุที่อยู่ของโจทก์ผิด และใบแต่งทนายความกับหนังสือมอบอำนาจมิได้ประทับตราของห้างโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองคำฟ้องโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง

ในวันนัดสืบพยานโจทก์ ศาลชั้นต้นตรวจคำฟ้องแล้ว เห็นว่าหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเอกสารท้ายฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 และจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ เมื่อหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีของโจทก์มิได้ปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังไม่ได้ โจทก์อาศัยหนังสือมอบอำนาจดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสอง คำฟ้องของโจทก์จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้นให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ประมวลรัษฎากร มาตรา 118 บัญญัติว่า"ตราสารใดไม่ปิดแสตมป์บริบูรณ์จะใช้ต้นฉบับ คู่ฉบับ คู่ฉีก หรือสำเนาตราสารนั้นเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ จนกว่าจะได้เสียอากรโดยปิดแสตมป์ครบจำนวนตามอัตราในบัญชีท้ายหมวดนี้และขีดฆ่าแล้ว แต่ทั้งนี้ไม่เป็นการเสื่อมสิทธิที่จะเรียกเงินเพิ่มอากรตามมาตรา 113 และมาตรา 114" คดีนี้ปรากฏว่าหนังสือมอบอำนาจที่โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์ แซ่เล้า ฟ้องคดีแทน ซึ่งโจทก์แนบมาท้ายฟ้องมิได้ปิดอากรแสตมป์และจำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ในประเด็นดังกล่าวไว้ เห็นว่า หนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดี ไม่มีกฎหมายบังคับว่าเป็นเอกสารที่จะต้องแนบมาพร้อมกับคำฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ดังนั้น แม้ในขณะที่โจทก์ยื่นฟ้องต่อศาลชั้นต้นจะไม่มีหนังสือมอบอำนาจแนบมาด้วยก็ไม่ทำให้ฟ้องโจทก์ไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย เพียงแต่ว่าเมื่อใดโจทก์อ้างหนังสือมอบอำนาจเป็นพยานหลักฐานโจทก์จะต้องปิดแสตมป์ให้บริบูรณ์และขีดฆ่าแล้ว ศาลจึงจะรับฟังเป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งได้ในเมื่อโจทก์อ้างมาในคำฟ้องว่า โจทก์มอบอำนาจให้นายบรรยงค์แซ่เล้า ฟ้องคดีแทนเท่านั้น ซึ่งโจทก์จะต้องนำสืบในชั้นพิจารณาต่อไป ศาลชั้นต้นด่วนพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่ให้โอกาสโจทก์สืบพยานก่อนเป็นการไม่ชอบ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปแล้วมีคำพิพากษาหรือคำสั่งใหม่ตามรูปคดี ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในข้อกฎหมาย อันทำให้คดีเสร็จไปทั้งเรื่องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 การที่โจทก์อุทธรณ์และจำเลยฎีกาต่อมาจึงเป็นการอุทธรณ์และฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 227 ต้องเสียค่าขึ้นศาลเพียงชั้นละ 200 บาท ตามตาราง 1 ข้อ 2 ข. ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มิใช่เสียตามทุนทรัพย์ที่พิพาท ดังที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเรียกจากจำเลย จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกิน 200 บาทแก่จำเลย"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกิน200 บาท แก่จำเลย
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001148.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544