คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2544 ฉบับเต็ม

#40496
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 79/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย จักรพรรดิ์ เพชรบุรีภักดี กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 33 (2) ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 เงินของกลางที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบ เป็นทรัพย์ที่จำเลยได้มาจากการจำหน่ายเฮโรอีนก่อนการจำหน่ายในคดีนี้ จึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้ ตามความแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33(2) แม้จำเลยให้การรับสารภาพศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบในคดีนี้ได้ ศาลล่างทั้งสองสั่งริบเงินของกลางไม่ชอบด้วยกฎหมายเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสองประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1บรรจุอยู่ในห่อกระดาษจำนวน 8 ห่อ และบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกจำนวน 1 หลอด น้ำหนักรวม 0.370 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 2 ห่อ น้ำหนักไม่ปรากฏชัดอันเป็นส่วนหนึ่งของเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับที่ใช้ในการล่อซื้อเฮโรอีนที่เหลือจากการจำหน่ายให้แก่สายลับจำนวน 6 ห่อ และ 1 หลอด เฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายให้แก่สายลับจำนวน 2 ห่อ เงินจำนวน 1,070 บาท อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้มาโดยร่วมกันกระทำความผิดและแผ่นกระดาษจำนวน 4 แผ่น อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบเฮโรอีนพร้อมห่อกระดาษและหลอดพลาสติก เงินจำนวน 1,070 บาทแผ่นกระดาษจำนวน 4 แผ่น ของกลางและคืนธนบัตรจำนวน200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด6 ปี 8 เดือน ริบเฮโรอีนพร้อมห่อกระดาษและหลอดพลาสติกรวมทั้งเงินจำนวน 1,070 บาท ซึ่งได้จากการจำหน่ายเฮโรอีนและแผ่นกระดาษจำนวน 4 แผ่น ของกลาง คืนธนบัตรจำนวน200 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อแก่เจ้าของ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำคุก 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ซึ่งเท่ากับศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิด เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนเงินจำนวน 1,070 บาท ของกลาง ที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบนั้นเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการจำหน่ายเฮโรอีนก่อนการจำหน่ายในคดีนี้ จึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้ ตามความแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33(2) แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบในคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบเงินจำนวน 1,070 บาทของกลางนั้น จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอริบเงินของกลางจำนวน1,070 บาท ของโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2 (พูนศักดิ์ จงกลนี-วิชา มหาคุณ-ปัญญา สุทธิบดี) แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
40496
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082068291"
    }
}
date
2544
deka_no
79/2544
deka_running_no
79
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "วิชา มหาคุณ",
    "ปัญญา สุทธิบดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 33 (2)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย จักรพรรดิ์ เพชรบุรีภักดี กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2539 เวลากลางวันจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันมีเฮโรอีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1บรรจุอยู่ในห่อกระดาษจำนวน 8 ห่อ และบรรจุอยู่ในหลอดพลาสติกจำนวน 1 หลอด น้ำหนักรวม 0.370 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย แล้วจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันจำหน่ายเฮโรอีนจำนวน 2 ห่อ น้ำหนักไม่ปรากฏชัดอันเป็นส่วนหนึ่งของเฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อจำหน่ายให้แก่สายลับผู้ล่อซื้อไปในราคา200 บาท อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมยึดธนบัตรฉบับละ 100 บาท จำนวน 2 ฉบับที่ใช้ในการล่อซื้อเฮโรอีนที่เหลือจากการจำหน่ายให้แก่สายลับจำนวน 6 ห่อ และ 1 หลอด เฮโรอีนที่จำเลยทั้งสองจำหน่ายให้แก่สายลับจำนวน 2 ห่อ เงินจำนวน 1,070 บาท อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองได้มาโดยร่วมกันกระทำความผิดและแผ่นกระดาษจำนวน 4 แผ่น อันเป็นทรัพย์สินที่จำเลยทั้งสองมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 91 ริบเฮโรอีนพร้อมห่อกระดาษและหลอดพลาสติก เงินจำนวน 1,070 บาทแผ่นกระดาษจำนวน 4 แผ่น ของกลางและคืนธนบัตรจำนวน200 บาท ที่ใช้ล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง,66 วรรคหนึ่ง, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีน จำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง และลดโทษให้จำเลยที่ 2 หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 5 ปี และจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด6 ปี 8 เดือน ริบเฮโรอีนพร้อมห่อกระดาษและหลอดพลาสติกรวมทั้งเงินจำนวน 1,070 บาท ซึ่งได้จากการจำหน่ายเฮโรอีนและแผ่นกระดาษจำนวน 4 แผ่น ของกลาง คืนธนบัตรจำนวน200 บาท ที่ใช้ในการล่อซื้อแก่เจ้าของ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2ฐานมีเฮโรอีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 5 ปี ฐานจำหน่ายเฮโรอีนจำคุก 5 ปี รวม 2 กระทง จำคุก 10 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสามคงจำคุก 6 ปี 8 เดือน ซึ่งเท่ากับศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 จำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่งจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ได้ร่วมกระทำความผิด เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าวที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยที่ 2 เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ส่วนเงินจำนวน 1,070 บาท ของกลาง ที่โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบนั้นเป็นทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ได้มาจากการจำหน่ายเฮโรอีนก่อนการจำหน่ายในคดีนี้ จึงมิใช่ทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้มาโดยได้กระทำความผิดในคดีนี้ ตามความแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33(2) แม้จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ศาลก็ไม่มีอำนาจสั่งริบในคดีนี้ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองสั่งริบเงินจำนวน 1,070 บาทของกลางนั้น จึงไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าว และปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็ยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอริบเงินของกลางจำนวน1,070 บาท ของโจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และให้ยกฎีกาของจำเลยที่ 2
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001147.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544