คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1436/2544 ฉบับเต็ม

#40525
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1436/2544 ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน โจทก์ นาย ธวัชชัย กิตติศัพท์ขจร จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 40 วันนัดสืบพยานจำเลยครั้งแรก ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่า พยานจำเลยติดธุระจำเป็นที่กรุงเทพมหานครมาเป็นพยานไม่ได้ จำเลยติดใจสืบพยานเพียง 2 ปาก จะนำมาสืบให้แล้วเสร็จภายในนัดเดียว หากไม่นำพยานปากใดปากหนึ่งหรือทั้งสองปากมาถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลยอีกต่อไป ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีและกำชับทนายจำเลยให้ปฏิบัติตามที่แถลงไว้ต่อศาลครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งที่สองทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีอีก โดยอ้างเหตุเลื่อนลอยเพียงว่าไม่สามารถนำพยานจำเลยมาเบิกความได้ เนื่องจากทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ดังนี้เมื่อไม่ปรากฏเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และทนายจำเลยมิได้แสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่า ถ้าศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่งพฤติการณ์ของทนายจำเลยดังกล่าวเป็นการประวิงคดีศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยเสียได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ยอดหนี้คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 267,622.63 บาท เป็นหนี้จำนวนแน่นอน และหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วแต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยแล้ว แต่ไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินใดที่จะบังคับคดีได้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวเนื่องจากจำเลยมีทรัพย์สิน หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ทั้งโจทก์ยังไม่ทำการยึดทรัพย์สินของจำเลยตามหมายบังคับคดีและไม่ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ไม่น้อยกว่า2 ครั้ง มีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ประกอบกับจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนแล้ว จำเลยประกอบกิจการค้า มีรายได้เป็นประจำ ไม่เป็นหนี้บุคคลอื่นใดอีก ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ได้ความว่าวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งแรก ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่าพยานจำเลยติดธุระจำเป็นที่กรุงเทพมหานครมาเป็นพยานไม่ได้ จำเลยติดใจสืบพยานเพียง 2 ปาก จะนำมาสืบให้แล้วเสร็จภายในนัดเดียวหากไม่นำพยานปากใดปากหนึ่งหรือทั้งสองปากมา ถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลยอีกต่อไป ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดี และกำชับทนายจำเลยไว้ว่า นัดหน้าให้พร้อมสืบและปฏิบัติตามที่แถลงไว้ต่อศาลด้วย ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งที่สอง ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีอีกโดยอ้างเหตุว่าไม่สามารถที่จะนำพยานจำเลยมาเบิกความได้ เนื่องจากทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เห็นว่าการที่ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่สองเป็นการไม่ปฏิบัติดังที่เคยแถลงไว้ต่อศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งแรก และเหตุผลที่ขอเลื่อนคดีก็เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอย ทั้งไม่ปรากฏว่ามีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และทนายจำเลยมิได้แสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่า ถ้าศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง พฤติการณ์ของทนายจำเลยดังกล่าวส่อแสดงว่า จำเลยเพิกเฉยไม่สนใจในการดำเนินคดีของตน เป็นการประวิงคดี ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยเสียได้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วัฒนชัย โชติชูตระกูล-พิชัย เตโชพิทยากูล-ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
40525
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082066492"
    }
}
date
2544
deka_no
1436/2544
deka_running_no
1436
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วัฒนชัย โชติชูตระกูล",
    "พิชัย เตโชพิทยากูล",
    "ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 40"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ธวัชชัย กิตติศัพท์ขจร"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอมของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว ยอดหนี้คำนวณถึงวันฟ้องเป็นเงินทั้งสิ้น 267,622.63 บาท เป็นหนี้จำนวนแน่นอน และหนี้ถึงกำหนดชำระแล้วแต่จำเลยไม่ชำระ โจทก์ขอออกหมายบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินของจำเลยแล้ว แต่ไม่พบว่าจำเลยมีทรัพย์สินใดที่จะบังคับคดีได้ จึงต้องด้วยข้อสันนิษฐานของกฎหมายว่าจำเลยเป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้จำเลยเป็นบุคคลล้มละลาย

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่เป็นบุคคลมีหนี้สินล้นพ้นตัวเนื่องจากจำเลยมีทรัพย์สิน หนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องไม่อาจกำหนดจำนวนได้โดยแน่นอน ทั้งโจทก์ยังไม่ทำการยึดทรัพย์สินของจำเลยตามหมายบังคับคดีและไม่ได้ทวงถามให้จำเลยชำระหนี้ไม่น้อยกว่า2 ครั้ง มีระยะเวลาห่างกันไม่น้อยกว่า 30 วัน ประกอบกับจำเลยได้ชำระหนี้ให้โจทก์บางส่วนแล้ว จำเลยประกอบกิจการค้า มีรายได้เป็นประจำ ไม่เป็นหนี้บุคคลอื่นใดอีก ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกมีว่า คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ได้ความว่าวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งแรก ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีอ้างเหตุว่าพยานจำเลยติดธุระจำเป็นที่กรุงเทพมหานครมาเป็นพยานไม่ได้ จำเลยติดใจสืบพยานเพียง 2 ปาก จะนำมาสืบให้แล้วเสร็จภายในนัดเดียวหากไม่นำพยานปากใดปากหนึ่งหรือทั้งสองปากมา ถือว่าไม่ติดใจสืบพยานจำเลยอีกต่อไป ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดี และกำชับทนายจำเลยไว้ว่า นัดหน้าให้พร้อมสืบและปฏิบัติตามที่แถลงไว้ต่อศาลด้วย ครั้นถึงวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งที่สอง ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีอีกโดยอ้างเหตุว่าไม่สามารถที่จะนำพยานจำเลยมาเบิกความได้ เนื่องจากทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เห็นว่าการที่ทนายจำเลยแถลงขอเลื่อนคดีเป็นครั้งที่สองเป็นการไม่ปฏิบัติดังที่เคยแถลงไว้ต่อศาลในวันนัดสืบพยานจำเลยครั้งแรก และเหตุผลที่ขอเลื่อนคดีก็เป็นข้ออ้างที่เลื่อนลอย ทั้งไม่ปรากฏว่ามีเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงเสียได้ และทนายจำเลยมิได้แสดงให้เป็นที่พอใจของศาลว่า ถ้าศาลไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีต่อไปอีกจะทำให้เสียความยุติธรรมดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 40 วรรคหนึ่ง พฤติการณ์ของทนายจำเลยดังกล่าวส่อแสดงว่า จำเลยเพิกเฉยไม่สนใจในการดำเนินคดีของตน เป็นการประวิงคดี ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีและงดสืบพยานจำเลยเสียได้ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001131.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544