คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1605/2544 ฉบับเต็ม

#40533
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1605/2544 พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี โจทก์ นาง พล ขาวพันธุ์ดี จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 92 (4) สิบตำรวจโท ช. สืบทราบว่าบ้านของจำเลยเป็นแหล่งลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษก็ได้ใช้วิธีซุ่มดูพฤติการณ์ของจำเลย เมื่อเห็นจำเลยขุดบริเวณแปลงผักและนำสิ่งของใส่ในหลุมที่ขุดแล้วกลบไว้ จึงใช้วิทยุสื่อสารเรียกเจ้าพนักงานตำรวจที่รออยู่ให้ไปที่เกิดเหตุและได้ออกมาแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อขอตรวจค้น เมื่อใช้จอบขุดบริเวณที่จำเลยกลบไว้ก็พบเมทแอมเฟตามีน กรณีดังกล่าวถือได้ว่ามีเหตุสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำผิดได้ซ่อนอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ประกอบทั้งมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน แม้สิบตำรวจโท ช. กับพวกเข้าค้นโดยไม่มีหมายค้นก็สามารถกระทำได้โดยชอบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(4) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง(ที่ถูกมาตรา 102 ด้วย) จำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก7 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78แล้วคงจำคุก 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนจับกุมโดยไม่มีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและมิได้ออกหมายค้น จึงเป็นการจับกุมที่มิชอบและไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่จริง เห็นว่า การวางแผนจับกุมจำเลยในคดียาเสพติดให้โทษนั้น ย่อมกระทำได้หลายวิธี หาจำเป็นต้องใช้สายลับล่อซื้อยาเสพติดให้โทษเสมอไปไม่ ในคดีนี้ เมื่อสิบตำรวจโทชาญชัย จอมอาสาพยานโจทก์สืบทราบว่าบ้านของจำเลยเป็นแหล่งลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ก็ได้ใช้วิธีซุ่มดูพฤติการณ์ของจำเลยในบริเวณกอไผ่ห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 20 เมตร และเมื่อเห็นจำเลยขุดบริเวณแปลงผักและนำสิ่งของใส่ในหลุมที่ขุดแล้วกลบไว้ สิบตำรวจโทชาญชัยจึงใช้วิทยุสื่อสารเรียกเจ้าพนักงานตำรวจที่รออยู่ให้ไปยังที่เกิดเหตุ ส่วนพยานได้ออกมาแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อขอตรวจค้น และในที่สุด เมื่อใช้จอบขุดบริเวณที่จำเลยกลบไว้ก็พบเมทแอมเฟตามีน จึงยึดไว้เป็นของกลางกรณีดังกล่าวถือได้ว่ามีความสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำผิดได้ซ่อนอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ประกอบทั้งมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน ดังนั้น แม้สิบตำรวจโทชาญชัยกับพวกเข้าค้นเมทแอมเฟตามีนในที่ดินจำเลยโดยไม่มีหมายค้นก็สามารถกระทำได้โดยชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(4) นอกจากนี้ จำเลยยังให้การรับสารภาพทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดมา แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก็มิได้ต่อสู้ว่า การที่จำเลยรับสารภาพดังกล่าวเป็นเพราะถูกข่มขู่ บังคับ หรือหลอกลวงแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (วิชา มหาคุณ-พูนศักดิ์ จงกลนี-ปัญญา สุทธิบดี) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
40533
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082066380"
    }
}
date
2544
deka_no
1605/2544
deka_running_no
1605
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิชา มหาคุณ",
    "พูนศักดิ์ จงกลนี",
    "ปัญญา สุทธิบดี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 92 (4)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดสุพรรณบุรี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง พล ขาวพันธุ์ดี"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102และริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง(ที่ถูกมาตรา 102 ด้วย) จำคุก 9 ปี จำเลยให้การรับสารภาพชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 6 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุก7 ปี เมื่อลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78แล้วคงจำคุก 4 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีคงมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า คดีนี้เจ้าพนักงานตำรวจวางแผนจับกุมโดยไม่มีการล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนและมิได้ออกหมายค้น จึงเป็นการจับกุมที่มิชอบและไม่น่าเชื่อว่าจะมีอยู่จริง เห็นว่า การวางแผนจับกุมจำเลยในคดียาเสพติดให้โทษนั้น ย่อมกระทำได้หลายวิธี หาจำเป็นต้องใช้สายลับล่อซื้อยาเสพติดให้โทษเสมอไปไม่ ในคดีนี้ เมื่อสิบตำรวจโทชาญชัย จอมอาสาพยานโจทก์สืบทราบว่าบ้านของจำเลยเป็นแหล่งลักลอบจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ก็ได้ใช้วิธีซุ่มดูพฤติการณ์ของจำเลยในบริเวณกอไผ่ห่างจากบ้านของจำเลยประมาณ 20 เมตร และเมื่อเห็นจำเลยขุดบริเวณแปลงผักและนำสิ่งของใส่ในหลุมที่ขุดแล้วกลบไว้ สิบตำรวจโทชาญชัยจึงใช้วิทยุสื่อสารเรียกเจ้าพนักงานตำรวจที่รออยู่ให้ไปยังที่เกิดเหตุ ส่วนพยานได้ออกมาแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อขอตรวจค้น และในที่สุด เมื่อใช้จอบขุดบริเวณที่จำเลยกลบไว้ก็พบเมทแอมเฟตามีน จึงยึดไว้เป็นของกลางกรณีดังกล่าวถือได้ว่ามีความสงสัยตามสมควรว่าสิ่งของที่ได้มาโดยการกระทำผิดได้ซ่อนอยู่ในบริเวณที่เกิดเหตุ ประกอบทั้งมีเหตุอันควรเชื่อว่าเนื่องจากการเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ สิ่งของนั้นจะถูกโยกย้ายเสียก่อน ดังนั้น แม้สิบตำรวจโทชาญชัยกับพวกเข้าค้นเมทแอมเฟตามีนในที่ดินจำเลยโดยไม่มีหมายค้นก็สามารถกระทำได้โดยชอบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 92(4) นอกจากนี้ จำเลยยังให้การรับสารภาพทั้งชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนตลอดมา แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก็มิได้ต่อสู้ว่า การที่จำเลยรับสารภาพดังกล่าวเป็นเพราะถูกข่มขู่ บังคับ หรือหลอกลวงแต่อย่างใด พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักรับฟังได้มั่นคงว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาลงโทษจำเลยนั้นชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001130.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544