คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1822/2544 ฉบับเต็ม

#40544
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1822/2544 นาย จุมพล เขมวิลาส โจทก์ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 889 ตามกรมธรรม์ประกันภัยโจทก์ได้เอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลต่อการเสียชีวิตของบุคคลผู้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยไว้กับจำเลย โดยมิได้ระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้ แม้จะเป็นการประกันชีวิตแบบหนึ่ง แต่ก็มิใช่กรณีที่ผู้ตายเอาประกันชีวิตตนเองจึงแสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าประสงค์ที่จะให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ตกได้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยโดยตรง มิใช่เป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้ตาย ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ในขณะเกิดเหตุจากจำเลยได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ผ - 2276 กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์เพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์และเพื่อความเสียหายแก่ชีวิตของบุคคลผู้ขับหรือผู้โดยสารมากับรถยนต์ของโจทก์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 เวลาประมาณ 23 นาฬิกานายสุทธิลักษณ์ บรรเลงเสนาะ คนงานของโจทก์ขับรถยนต์กระบะของโจทก์มาจากอำเภอลี้โฉมหน้าไปทางจังหวัดลำพูน โดยมีโจทก์กับคนงานอีก 3 คน โดยสารมาด้วย เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้มีรถยนต์บรรทุกสิบล้อแล่นสวนทางมาด้วยความเร็วสูงล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของโจทก์ในลักษณะกะทันหันและกระชั้นชิด นายสุทธิลักษณ์จึงขับรถยนต์หลบ เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เสียหลักตกถนนพลิกคว่ำทำให้นายสุทธิลักษณ์เสียชีวิต โจทก์และคนงานได้รับบาดเจ็บรถยนต์ของโจทก์เสียหาย โจทก์ได้แจ้งให้ฝ่ายตรวจสอบอุบัติเหตุของจำเลยทราบแล้ว ต่อมาโจทก์ได้นำรถยนต์เข้าซ่อมแซมรวมเป็นเงิน 200,540 บาท จำเลยปฏิเสธความรับผิด จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อความเสียหายของรถยนต์ของโจทก์ดังกล่าวกับค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของนายสุทธิลักษณ์อีกเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยขอให้บังคับจำเลยชำระเงินรวม 329,325 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 300,540 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของนายสุทธิลักษณ์นั้น โจทก์ไม่ใช่ทายาทตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ผ - 2276กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ไว้กับจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.1 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายสุทธิลักษณ์ บรรเลงเสนาะ ผู้ตายคนงานของโจทก์ขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยมีโจทก์กับคนงานอีก 3 คน นั่งไปด้วยจากอำเภอลี้มุ่งหน้าไปทางจังหวัดลำพูน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุผู้ตายขับรถยนต์หลบรถยนต์บรรทุกสิบล้อจนเป็นเหตุให้รถยนต์กระบะพลิกคว่ำตกถนน ผู้ตายถึงแก่ความตาย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของผู้ตายจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ได้เอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลต่อการเสียชีวิตของบุคคลผู้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยในวงเงิน 100,000 บาท โดยมิได้ระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้ แม้จะเป็นการประกันชีวิตแบบหนึ่งแต่ก็มิใช่กรณีที่ผู้ตายเอาประกันชีวิตตนเองไว้จึงแสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าประสงค์ที่จะให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ตกได้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยโดยตรง หาใช่เป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้ตายไม่ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ในขณะเกิดเหตุจากจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย" พิพากษายืน (วิเทพ ศิริพากย์-ไพศาล เจริญวุฒิ-ชนะ ภาสกานนท์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ สัญญาประกันชีวิตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 861 และมาตรา 889 เป็นสัญญาใช้เงินจำนวนหนึ่ง มิใช่สัญญาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นสัญญาประกันวินาศภัยที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประกันภัยที่โจทก์ทำกับจำเลยเป็นสัญญาประกันชีวิตแบบหนึ่งและโจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยจึงขัดกับหลักการข้างต้น คดีนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยปรากฏว่า โจทก์เอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลต่อการเสียชีวิตของบุคคลผู้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยในวงเงิน 100,000 บาท วัตถุที่เอาประกันภัยคือรถยนต์จึงมิใช่ชีวิตของคนคนหนึ่งที่ผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสีย นอกจากนี้ถ้าเอาความรับผิดของผู้เอาประกันภัยอันมีต่อบุคคลภายนอกมาประกันภัยก็จะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุนตามมาตรา 887ซึ่งความรับผิดดังกล่าวอาจเป็นกรณีที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายก็ได้และผู้ที่จะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนย่อมเป็นบุคคลภายนอกซึ่งไม่ได้ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ กรณีนี้จึงไม่ถือว่าเป็นสัญญาประกันชีวิต ดังนั้นในส่วนที่เกี่ยวกับการตายของนายสุทธิลักษณ์คนขับรถคันที่เอาประกันภัย จึงน่าจะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุนซึ่งผู้รับประกันภัยจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทของนายสุทธิลักษณ์หากโจทก์ต้องรับผิดในการตายของนายสุทธิลักษณ์แต่โจทก์มิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อนายสุทธิลักษณ์จึงไม่ต้องรับผิดจำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทของนายสุทธิลักษณ์ส่วนโจทก์นั้นก็ไม่มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามลักษณะของสัญญาประกันภัยค้ำจุน ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
40544
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082066154"
    }
}
date
2544
deka_no
1822/2544
deka_running_no
1822
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "วิเทพ ศิริพากย์",
    "ไพศาล เจริญวุฒิ",
    "ชนะ ภาสกานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 889"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย จุมพล เขมวิลาส"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ผ - 2276 กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ของโจทก์เพื่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์และเพื่อความเสียหายแก่ชีวิตของบุคคลผู้ขับหรือผู้โดยสารมากับรถยนต์ของโจทก์ เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 เวลาประมาณ 23 นาฬิกานายสุทธิลักษณ์ บรรเลงเสนาะ คนงานของโจทก์ขับรถยนต์กระบะของโจทก์มาจากอำเภอลี้โฉมหน้าไปทางจังหวัดลำพูน โดยมีโจทก์กับคนงานอีก 3 คน โดยสารมาด้วย เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุได้มีรถยนต์บรรทุกสิบล้อแล่นสวนทางมาด้วยความเร็วสูงล้ำเข้ามาในช่องเดินรถของโจทก์ในลักษณะกะทันหันและกระชั้นชิด นายสุทธิลักษณ์จึงขับรถยนต์หลบ เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เสียหลักตกถนนพลิกคว่ำทำให้นายสุทธิลักษณ์เสียชีวิต โจทก์และคนงานได้รับบาดเจ็บรถยนต์ของโจทก์เสียหาย โจทก์ได้แจ้งให้ฝ่ายตรวจสอบอุบัติเหตุของจำเลยทราบแล้ว ต่อมาโจทก์ได้นำรถยนต์เข้าซ่อมแซมรวมเป็นเงิน 200,540 บาท จำเลยปฏิเสธความรับผิด จำเลยในฐานะผู้รับประกันภัยจึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่อความเสียหายของรถยนต์ของโจทก์ดังกล่าวกับค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของนายสุทธิลักษณ์อีกเป็นเงิน 100,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยขอให้บังคับจำเลยชำระเงินรวม 329,325 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 300,540 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การว่า ค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของนายสุทธิลักษณ์นั้น โจทก์ไม่ใช่ทายาทตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิด ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินจำนวน 100,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้เอาประกันภัยรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 1 ผ - 2276กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ไว้กับจำเลยตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.1 วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2537 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา นายสุทธิลักษณ์ บรรเลงเสนาะ ผู้ตายคนงานของโจทก์ขับรถยนต์คันดังกล่าวโดยมีโจทก์กับคนงานอีก 3 คน นั่งไปด้วยจากอำเภอลี้มุ่งหน้าไปทางจังหวัดลำพูน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุผู้ตายขับรถยนต์หลบรถยนต์บรรทุกสิบล้อจนเป็นเหตุให้รถยนต์กระบะพลิกคว่ำตกถนน ผู้ตายถึงแก่ความตาย คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของผู้ตายจากจำเลยหรือไม่ เห็นว่า ตามกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย จ.1 โจทก์ได้เอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลต่อการเสียชีวิตของบุคคลผู้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยในวงเงิน 100,000 บาท โดยมิได้ระบุตัวผู้รับประโยชน์ไว้ แม้จะเป็นการประกันชีวิตแบบหนึ่งแต่ก็มิใช่กรณีที่ผู้ตายเอาประกันชีวิตตนเองไว้จึงแสดงให้เห็นเจตนาของคู่สัญญาว่าประสงค์ที่จะให้ค่าสินไหมทดแทนส่วนนี้ตกได้แก่โจทก์ผู้เอาประกันภัยโดยตรง หาใช่เป็นสินทรัพย์ส่วนหนึ่งแห่งกองมรดกของผู้ตายไม่ ดังนั้นโจทก์ในฐานะคู่สัญญาย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนต่อการเสียชีวิตของผู้ตายซึ่งเป็นผู้ขับรถยนต์ของโจทก์ในขณะเกิดเหตุจากจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
สัญญาประกันชีวิตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 861 และมาตรา 889 เป็นสัญญาใช้เงินจำนวนหนึ่ง มิใช่สัญญาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนซึ่งเป็นสัญญาประกันวินาศภัยที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประกันภัยที่โจทก์ทำกับจำเลยเป็นสัญญาประกันชีวิตแบบหนึ่งและโจทก์มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยจึงขัดกับหลักการข้างต้น คดีนี้ตามกรมธรรม์ประกันภัยปรากฏว่า โจทก์เอาประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลต่อการเสียชีวิตของบุคคลผู้ขับรถยนต์คันที่เอาประกันภัยในวงเงิน 100,000 บาท วัตถุที่เอาประกันภัยคือรถยนต์จึงมิใช่ชีวิตของคนคนหนึ่งที่ผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสีย นอกจากนี้ถ้าเอาความรับผิดของผู้เอาประกันภัยอันมีต่อบุคคลภายนอกมาประกันภัยก็จะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุนตามมาตรา 887ซึ่งความรับผิดดังกล่าวอาจเป็นกรณีที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายก็ได้และผู้ที่จะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยค้ำจุนย่อมเป็นบุคคลภายนอกซึ่งไม่ได้ระบุชื่อไว้ในกรมธรรม์ กรณีนี้จึงไม่ถือว่าเป็นสัญญาประกันชีวิต ดังนั้นในส่วนที่เกี่ยวกับการตายของนายสุทธิลักษณ์คนขับรถคันที่เอาประกันภัย จึงน่าจะเป็นสัญญาประกันภัยค้ำจุนซึ่งผู้รับประกันภัยจะต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทของนายสุทธิลักษณ์หากโจทก์ต้องรับผิดในการตายของนายสุทธิลักษณ์แต่โจทก์มิได้เป็นผู้กระทำละเมิดต่อนายสุทธิลักษณ์จึงไม่ต้องรับผิดจำเลยจึงไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทของนายสุทธิลักษณ์ส่วนโจทก์นั้นก็ไม่มีสิทธิได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามลักษณะของสัญญาประกันภัยค้ำจุน ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001128.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544