ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1824 - 1825/2544
นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ กับพวก
โจทก์
ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน
จำเลย
พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 มาตรา 24 ตรี
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 118
การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งถอดถอนโจทก์ออกจากกรรมการของธนาคารพาณิชย์จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างเนื่องจากจำเลยดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน ซึ่งเป็นอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะออกคำสั่งดังกล่าวได้ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 24 ตรีซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505(ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2540 มาตรา 4 และให้ถือว่าเป็นการออกคำสั่งโดยมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยด้วย ทำให้โจทก์ไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยเป็นการอีกต่อไป จึงถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์
___________________________
คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลแรงงานกลางมีคำสั่งให้รวมพิจารณาเข้าด้วยกัน โดยให้เรียกโจทก์ว่าโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2ตามลำดับ
โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 1มกราคม 2519 โจทก์ที่ 2 เป็นลูกจ้างจำเลยตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม2521 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2541 จำเลยแจ้งการเลิกจ้างต่อโจทก์ทั้งสองโดยให้เป็นผลเลิกจ้างทันที ขอให้บังคับจำเลยจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเงินค้ำประกันการทำงานแก่โจทก์ทั้งสอง พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่เลิกจ้าง (วันที่ 14 สิงหาคม 2541) จนกว่าจะชำระให้โจทก์เสร็จ
จำเลยทั้งสองสำนวนให้การว่า โจทก์ทั้งสองพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในธนาคารจำเลยเกิดจากคำสั่งธนาคารแห่งประเทศไทยที่สั่งถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากตำแหน่ง จำเลยไม่ใช่เป็นผู้สั่งให้โจทก์ทั้งสองพ้นจากตำแหน่ง ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานกลางวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองเคยเป็นลูกจ้างจำเลยในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการรองผู้จัดการได้รับค่าจ้างอัตราสุดท้ายเดือนละ 551,235 บาท และ 379,145 บาทตามลำดับ กำหนดจ่ายค่าจ้างทุกวันสิ้นเดือน เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม2541 ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มีคำสั่งถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากการเป็นกรรมการของจำเลยโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม2541 เป็นต้นไป ตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยเอกสารหมายล.2 คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ถือว่าจำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองโดยไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้าและเป็นการเลิกจ้างโดยโจทก์ทั้งสองไม่ได้กระทำความผิด แต่เป็นการเลิกจ้างที่สืบเนื่องมาจากจำเลยประสบปัญหาเรื่องการขาดสภาพคล่องไม่สามารถเพิ่มทุนได้ โจทก์ทั้งสองไม่สามารถจะแก้ไขได้ การเลิกจ้างดังกล่าวไม่ใช่การเลิกจ้างไม่เป็นธรรม พิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 12,448,723.75 บาท เงินฝากค้ำประกันจำนวน2,081,979.50 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน826,852.50 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน34,452.18 บาท และค่าชดเชยจำนวน 3,307,410 บาท แก่โจทก์ที่ 1และให้จำเลยจ่ายเงินบำเหน็จจำนวน 5,616,085.31 บาท เงินฝากค้ำประกันจำนวน 1,380,593.81 บาท สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าจำนวน 568,717.50 บาท ค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปี จำนวน 23,696.56 บาท และค่าชดเชยจำนวน 2,274,870 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541ยกเว้นสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้นับตั้งแต่วันที่ 7พฤษภาคม 2542 จนกว่าจะชำระให้โจทก์ทั้งสองเสร็จ
โจทก์ทั้งสองและจำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนว่า คำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากตำแหน่งกรรมการของจำเลยเป็นกรณีที่จำเลยเลิกจ้างโจทก์ทั้งสองหรือไม่ เห็นว่าพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 24 ตรีวรรคสี่ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 (ฉบับที่ 3)พ.ศ. 2540 มาตรา 4 บัญญัติว่า "ในกรณีที่มีความจำเป็นรีบด่วนที่จะต้องแก้ไขฐานะหรือการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์ใดซึ่งหากปล่อยเนิ่นช้าอาจเกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชน ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งถอดถอนกรรมการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์นั้น และแต่งตั้งบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือหลายคนไปดำรงตำแหน่งแทนได้ทันทีตามที่เห็นสมควร" และวรรคท้ายบัญญัติว่า "ให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้ถอดถอนหรือแต่งตั้งตามมาตรานี้เป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น" การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยด้วยความเห็นชอบของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีคำสั่งถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากกรรมการของจำเลยตามคำสั่งเอกสารหมายล.2 นั้น สืบเนื่องมาจากจำเลยมีฐานะการดำเนินการอยู่ในลักษณะอันอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ของประชาชนอีกทั้งจำเลยไม่อาจจะแก้ปัญหาได้ แม้ทางการจะได้ให้โอกาสจำเลยเป็นเวลาพอสมควรแล้ว ซึ่งเป็นอำนาจของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะออกคำสั่งดังกล่าวได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายข้างต้น และถือว่าเป็นการออกคำสั่งโดยมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นของจำเลยด้วยและผลของคำสั่งดังกล่าวทำให้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยอีกต่อไป จึงต้องถือว่าจำเลยได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองตามคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสองสำนวนที่อ้างว่าจำเลยไม่ได้เลิกจ้างโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น"
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยจ่ายค่าจ้างสำหรับวันหยุดพักผ่อนประจำปีเป็นเงิน 110,247 บาท และ 75,829 บาทให้แก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลแรงงานกลาง
(ปัญญา สุทธิบดี-กมล เพียรพิทักษ์-พูนศักดิ์ จงกลนี)
แหล่งที่มา
เนติบัณฑิตยสภา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ปัญหาข้อกฎหมายที่สำคัญในคดีนี้คือ การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีคำสั่งถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการรองผู้จัดการของธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นจำเลยนั้นเป็นกรณีที่นายจ้าง "เลิกจ้าง" ลูกจ้าง อันจะทำให้ลูกจ้างมีสิทธิได้รับเงินต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายคุ้มครองแรงงานตามฟ้องหรือไม่ การเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์(ซึ่งคดีนี้โจทก์เรียกร้องสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า) นั้น ลูกจ้างจักต้องกล่าวอ้างว่านายจ้าง "เลิกสัญญา" โดยไม่ถูกต้องตามบทกฎหมาย หรือโดยไม่มีสิทธิที่จะบอกเลิกสัญญา ข้อที่น่าสังเกตก็คือประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ไม่ได้ใช้คำว่า "เลิกจ้าง"คงมีแต่คำว่า "เลิกสัญญา" ซึ่งหมายถึงกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานตามปกติ และมีคำว่า "ไล่ออก" ซึ่งหมายถึงกรณีที่นายจ้างให้ลูกจ้างออกจากงานโดยทันที การเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อาจเป็นการกระทำของนายจ้างหรือลูกจ้างก็ได้ (โดยทั่วไป การเลิกสัญญาซึ่งกระทำโดยนายจ้างมักเรียกกันว่า "เลิกจ้าง" ส่วนการเลิกสัญญาซึ่งกระทำโดยลูกจ้างมักเรียกกันว่า "ลาออก") ดังนั้น การเลิกจ้างหรือการเลิกสัญญาโดยนายจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเกิดขึ้นจากการกระทำของนายจ้างโดยการแสดงเจตนาเลิกสัญญาต่อลูกจ้างเท่านั้น ซึ่งการแสดงเจตนาเลิกสัญญาจะกระทำโดยชัดแจ้งออกเป็นหนังสือเลิกจ้าง หรือบอกกล่าวด้วยวาจาต่อลูกจ้างหรือจะกระทำโดยปริยายในลักษณะที่ไม่จ้างลูกจ้างทำงานต่อไปก็ได้ ส่วนการเรียกร้องเงินต่าง ๆ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน(ซึ่งคดีนี้โจทก์เรียกร้องค่าชดเชย) นั้นลูกจ้างจักต้องกล่าวอ้างว่านายจ้าง "เลิกจ้าง" พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541มาตรา 118 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่ง "เลิกจ้าง" และกำหนดความหมายของการเลิกจ้างไว้ด้วยว่า"หมายความว่า การกระทำใดที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้างหรือเหตุอื่นใดและหมายความรวมถึงกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไป" ดังนั้น การเลิกจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงานพ.ศ. 2541 จึงเกิดจากการกระทำของนายจ้างโดยการแสดงเจตนาเลิกจ้างก็ได้ หรือเกิดจากบทบัญญัติของกฎหมายในกรณีที่มีพฤติการณ์อันทำให้ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างก็ได้ ตามข้อเท็จจริงในคดี โจทก์ทั้งสองพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ในธนาคารของจำเลย เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีคำสั่งถอดถอนโจทก์ทั้งสองออกจากตำแหน่งกรรมการของจำเลยโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์พ.ศ. 2505 มาตรา 24 ตรี โจทก์ทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยจึงไม่ได้ทำงานให้แก่จำเลยอีกต่อไป (และจำเลยก็ไม่ได้จ่ายค่าจ้างให้ด้วย) ซึ่งกรณีดังกล่าวแสดงว่า จำเลยซึ่งเป็นนายจ้างมิได้มีการแสดงเจตนาเลิกสัญญาต่อโจทก์ซึ่งเป็นลูกจ้างเลยที่โจทก์ไม่ได้ทำงานกับจำเลยต่อมาเป็นผลมาจากการใช้อำนาจของรัฐตามบทบัญญัติของกฎหมายซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกอันนายจ้างและลูกจ้างไม่อาจขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงได้ อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติในวรรคท้ายของมาตรา 24 ตรี แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวข้างต้นกำหนดว่า "ให้ถือว่าคำสั่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ให้ถอดถอนหรือแต่งตั้งตามมาตรานี้เป็นมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วย" นั้น เป็นบทบัญญัติเพื่อให้เกิดผลเสมือนหนึ่งเป็นการแสดงเจตนาของนายจ้างโดยเมื่อที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติให้ถอดถอนกรรมการก็ถือว่านายจ้างลูกจ้างนั้นด้วย ดังนั้น การสั่งถอดถอนกรรมการหรือบุคคลซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์ตามพระราชบัญญัติการธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 จึงมีผลตามกฎหมายเป็นการเลิกจ้างด้วย เมื่อเป็นการเลิกจ้างโดยผลทางกฎหมาย มิใช่การเลิกสัญญาหรือเลิกจ้างที่เกิดจากการแสดงเจตนาโดยตรงของนายจ้าง หรือมีพฤติการณ์ที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ ดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 สิทธิที่จะได้รับสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าและค่าชดเชยก็น่าจะไม่เกิดขึ้นอย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของการคุ้มครองลูกจ้างกฎหมายดังกล่าวข้างต้นมีเจตนาที่จะคุ้มครองลูกจ้างให้ลูกจ้างได้รับการบอกกล่าวล่วงหน้าและได้รับเงินจำนวนหนึ่งไปใช้สอยเมื่อต้องออกจากงาน โดยมิใช่กรณีที่ลูกจ้างแสดงเจตนาเลิกสัญญาจ้างหากพิเคราะห์ในแง่นี้ ไม่ว่าการทำให้ลูกจ้างต้องออกงานจะเกิดขึ้นจากการแสดงเจตนาของนายจ้างโดยตรงหรือเกิดขึ้นโดยผลของกฎหมาย ลูกจ้างก็ควรได้รับการคุ้มครอง ข้อวินิจฉัยตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้คงเป็นไปเพื่อความเป็นธรรมตามกฎธรรมชาติ (NaturalLaw) แต่หากมีจังหวะและโอกาสก็ควรที่จะพัฒนาข้อกฎหมายนี้โดยกำหนดให้ถือว่าการกระทำใดที่มีผลทำให้ลูกจ้างต้องออกจากงานหรือพ้นจากหน้าที่ในกรณีดังกล่าวหรือโดยผลของกฎหมายให้ถือเป็น "การเลิกจ้าง" ด้วย เกษมสันต์ วิลาวรรณ