คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2121/2544 ฉบับเต็ม

#40555
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2121/2544 บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน โจทก์ บริษัท จันทระวดี จำกัด จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 420 พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474 มาตรา 44 โจทก์ให้สิทธิจำเลยประกอบการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งมีข้อผูกพันที่จำเลยต้องซื้อเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์เท่านั้นเพื่อนำไปขาย โดยมีการกำหนดราคาซื้อขายกันไว้อันมีลักษณะที่เป็นประโยชน์ทางด้านการตลาดของโจทก์ด้วย ต่อมาจำเลยเลิกสัญญาดังกล่าวกับโจทก์โดยตกลงว่าจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินกิจการสถานบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์หรือใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไปแล้ว แต่หลังจากนั้น จำเลยกลับจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกโดยไม่ยอมปฏิบัติตามข้อผูกพันที่จำเลยตกลงกับโจทก์เมื่อมีการเลิกสัญญาดังกล่าวดังนี้ เป็นการปฏิบัติผิดข้อตกลงกับโจทก์และเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปใบไม้โดยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด โจทก์ให้สิทธิแก่จำเลยเป็นผู้ประกอบการดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีกำหนดเวลา 20 ปี และต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากโดยจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยส่งป้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินที่โจทก์ให้ยืมคืนแก่โจทก์ และถอดป้ายที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ออกจากสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงไม่ดำเนินการใด ๆซึ่งเข้าลักษณะเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ต่อมาประมาณเดือนพฤศจิกายน 2541 จำเลยได้ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยดำเนินการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดต่าง ๆ อีกทั้งยังจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาสูงกว่าราคาที่โจทก์กำหนด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงทางการค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน960,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ใช้และละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ หลังจากจำเลยเลิกสัญญาแล้วจำเลยตกลงเป็นตัวแทนค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงของห้างหุ้นส่วนจำกัด4 ดาวพัฒนา ซึ่งเป็นตัวแทนค้าส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ โจทก์จึงไม่เสียหาย ทั้งค่าเสียหายตามคำฟ้องสูงเกินความเป็นจริงขอให้ยกฟ้อง ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปใบไม้ ซึ่งได้จดทะเบียนแล้วสำหรับใช้กับสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2537 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากกันตามเอกสารหมาย จ.9 โดยโจทก์ตกลงให้สิทธิจำเลยดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งมีเงื่อนไขที่จำเลยต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ไปจำหน่ายในจำนวนและราคาที่ตกลงกัน ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2541 โจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาดังกล่าวกันตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.12ซึ่งจำเลยตกลงว่าจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และไม่ดำเนินการใด ๆ อันเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน2541 ถึงเดือนมิถุนายน 2542 จำเลยได้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบชัดแจ้งว่าขณะยื่นฟ้องคดีนี้นายโสภณ สุภาพงษ์ ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะนายโสภณลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจนั้นนายโสภณยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ หนังสือมอบอำนาจจึงมีผลให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้แม้ต่อมาภายหลังในขณะยื่นฟ้องนั้น นายโสภณจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อีกต่อไปหรือไม่ก็ตามเพราะการที่นายโสภณและนายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมการอีกคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์เป็นการแสดงเจตนามอบอำนาจในนามของโจทก์... มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่าโจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใด...เห็นว่าบางเดือนจำเลยก็เคยขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึงเดือนละ 120,000 ลิตร เจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์และจำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับยอดการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยในแต่ละเดือนมาแสดงให้น่าเชื่อว่าจำเลยขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ไม่ถึงเดือนละ 120,000 ลิตร จึงเชื่อได้ว่าจำเลยขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้เฉลี่ยเดือนละ 120,000 ลิตร จริง และปรากฏว่าจำเลยเคยทำสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากกับโจทก์ เพื่อให้โจทก์ให้สิทธิจำเลยประกอบการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งมีข้อผูกพันที่จำเลยต้องซื้อเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์เท่านั้นเพื่อนำไปขายโดยมีการกำหนดราคาซื้อขายกันไว้อันมีลักษณะที่เป็นประโยชน์ทางด้านการตลาดของโจทก์ด้วย ต่อมาจำเลยเลิกสัญญาดังกล่าวกับโจทก์โดยตกลงว่าจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ หรือใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไปแล้ว แต่หลังจากนั้นจำเลยกลับจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีก โดยไม่ยอมปฏิบัติตามข้อผูกพันที่จำเลยตกลงกับโจทก์เมื่อมีการเลิกสัญญาดังกล่าวอันเป็นการปฏิบัติผิดข้อตกลงกับโจทก์และยังเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์อีกด้วย ย่อมมีผลเสียหายต่อระบบการตลาดในการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์และในการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์นั้น ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนที่จำเลยซื้อจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 4 ดาวพัฒนาตัวแทนค้าส่งของโจทก์นำไปจำหน่าย อันเป็นการซื้อสินค้าของโจทก์มาขาย ซึ่งทำให้โจทก์เสียหายน้อยลงกว่ากรณีที่จำเลยนำน้ำมันเชื้อเพลิงของบุคคลอื่นมาขาย เพราะโจทก์ย่อมได้รับผลประโยชน์จากการขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด 4 ดาวพัฒนาซึ่งเป็นตัวแทนค้าส่งของตนเพิ่มขึ้นมาประกอบการพิจารณาและลดจำนวนค่าเสียหายให้น้อยกว่าโจทก์เรียกร้องตามคำฟ้องโดยกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยเพียงลิตรละ 25 สตางค์ เมื่อจำเลยจำหน่ายได้เดือนละ 120,000 ลิตร ในช่วงเวลา 8 เดือน คิดเป็นค่าเสียหาย 240,000 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยอยู่แล้วและเห็นว่าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 240,000 บาทดังกล่าวเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำของจำเลยแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน" พิพากษายืน (ประชา ประสงค์จรรยา-พินิจ เพชรรุ่ง-ยงยศ นิสภัครกุล) แหล่งที่มา สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
40555
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082065919"
    }
}
date
2544
deka_no
2121/2544
deka_running_no
2121
deka_year
2544
department
แผนก
judges
[
    "ประชา ประสงค์จรรยา",
    "พินิจ เพชรรุ่ง",
    "ยงยศ นิสภัครกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.เครื่องหมายการค้า พ.ศ.2474",
        "sections": [
            "ม. 44"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท จันทระวดี จำกัด"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปใบไม้โดยได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวสำหรับใช้กับสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด โจทก์ให้สิทธิแก่จำเลยเป็นผู้ประกอบการดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์มีกำหนดเวลา 20 ปี และต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากโดยจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป ให้จำเลยส่งป้ายอุปกรณ์และทรัพย์สินที่โจทก์ให้ยืมคืนแก่โจทก์ และถอดป้ายที่มีเครื่องหมายการค้าของโจทก์ออกจากสถานีบริการน้ำมัน รวมถึงไม่ดำเนินการใด ๆซึ่งเข้าลักษณะเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ต่อมาประมาณเดือนพฤศจิกายน 2541 จำเลยได้ใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และจำเลยดำเนินการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชนิดต่าง ๆ อีกทั้งยังจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาสูงกว่าราคาที่โจทก์กำหนด ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงทางการค้า ขอให้บังคับจำเลยชำระค่าเสียหายจำนวน960,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์และห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป

จำเลยให้การว่า จำเลยไม่ได้ใช้และละเมิดสิทธิในเครื่องหมายการค้าของโจทก์ หลังจากจำเลยเลิกสัญญาแล้วจำเลยตกลงเป็นตัวแทนค้าปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงของห้างหุ้นส่วนจำกัด4 ดาวพัฒนา ซึ่งเป็นตัวแทนค้าส่งน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ โจทก์จึงไม่เสียหาย ทั้งค่าเสียหายตามคำฟ้องสูงเกินความเป็นจริงขอให้ยกฟ้อง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 240,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และห้ามมิให้จำเลยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป คำขออื่นของโจทก์นอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้ารูปใบไม้ ซึ่งได้จดทะเบียนแล้วสำหรับใช้กับสินค้าน้ำมันเชื้อเพลิง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2537 โจทก์กับจำเลยทำสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากกันตามเอกสารหมาย จ.9 โดยโจทก์ตกลงให้สิทธิจำเลยดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ ซึ่งมีเงื่อนไขที่จำเลยต้องซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์ไปจำหน่ายในจำนวนและราคาที่ตกลงกัน ต่อมาวันที่ 1 มิถุนายน 2541 โจทก์และจำเลยตกลงเลิกสัญญาดังกล่าวกันตามบันทึกข้อตกลงเอกสารหมาย จ.12ซึ่งจำเลยตกลงว่าจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์และไม่ดำเนินการใด ๆ อันเป็นการใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไป แต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน2541 ถึงเดือนมิถุนายน 2542 จำเลยได้จำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ที่สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการแรกว่า ผู้รับมอบอำนาจของโจทก์มีอำนาจฟ้องคดีนี้แทนโจทก์หรือไม่ โดยจำเลยอุทธรณ์ว่าโจทก์ไม่ได้นำสืบชัดแจ้งว่าขณะยื่นฟ้องคดีนี้นายโสภณ สุภาพงษ์ ซึ่งลงลายมือชื่อเป็นผู้มอบอำนาจในหนังสือมอบอำนาจให้ฟ้องคดีเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าขณะนายโสภณลงลายมือชื่อในหนังสือมอบอำนาจนั้นนายโสภณยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ หนังสือมอบอำนาจจึงมีผลให้ผู้รับมอบอำนาจมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้แม้ต่อมาภายหลังในขณะยื่นฟ้องนั้น นายโสภณจะเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์อีกต่อไปหรือไม่ก็ตามเพราะการที่นายโสภณและนายสมชัย ฤชุพันธุ์ กรรมการอีกคนหนึ่งลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของโจทก์เป็นการแสดงเจตนามอบอำนาจในนามของโจทก์...

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยประการต่อไปว่าโจทก์เสียหายหรือไม่เพียงใด...เห็นว่าบางเดือนจำเลยก็เคยขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ถึงเดือนละ 120,000 ลิตร เจือสมกับข้อนำสืบของโจทก์และจำเลยก็ไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับยอดการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยในแต่ละเดือนมาแสดงให้น่าเชื่อว่าจำเลยขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้ไม่ถึงเดือนละ 120,000 ลิตร จึงเชื่อได้ว่าจำเลยขายน้ำมันเชื้อเพลิงได้เฉลี่ยเดือนละ 120,000 ลิตร จริง และปรากฏว่าจำเลยเคยทำสัญญาแต่งตั้งผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันบางจากกับโจทก์ เพื่อให้โจทก์ให้สิทธิจำเลยประกอบการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ซึ่งมีข้อผูกพันที่จำเลยต้องซื้อเฉพาะน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์เท่านั้นเพื่อนำไปขายโดยมีการกำหนดราคาซื้อขายกันไว้อันมีลักษณะที่เป็นประโยชน์ทางด้านการตลาดของโจทก์ด้วย ต่อมาจำเลยเลิกสัญญาดังกล่าวกับโจทก์โดยตกลงว่าจำเลยไม่มีสิทธิดำเนินกิจการสถานีบริการน้ำมันภายใต้เครื่องหมายการค้าของโจทก์ หรือใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีกต่อไปแล้ว แต่หลังจากนั้นจำเลยกลับจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงโดยใช้เครื่องหมายการค้าของโจทก์อีก โดยไม่ยอมปฏิบัติตามข้อผูกพันที่จำเลยตกลงกับโจทก์เมื่อมีการเลิกสัญญาดังกล่าวอันเป็นการปฏิบัติผิดข้อตกลงกับโจทก์และยังเป็นการละเมิดสิทธิของโจทก์อีกด้วย ย่อมมีผลเสียหายต่อระบบการตลาดในการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของโจทก์และในการกำหนดค่าเสียหายที่จำเลยต้องชำระแก่โจทก์นั้น ปรากฏว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางก็ได้นำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในส่วนที่จำเลยซื้อจากห้างหุ้นส่วนจำกัด 4 ดาวพัฒนาตัวแทนค้าส่งของโจทก์นำไปจำหน่าย อันเป็นการซื้อสินค้าของโจทก์มาขาย ซึ่งทำให้โจทก์เสียหายน้อยลงกว่ากรณีที่จำเลยนำน้ำมันเชื้อเพลิงของบุคคลอื่นมาขาย เพราะโจทก์ย่อมได้รับผลประโยชน์จากการขายน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ห้างหุ้นส่วนจำกัด 4 ดาวพัฒนาซึ่งเป็นตัวแทนค้าส่งของตนเพิ่มขึ้นมาประกอบการพิจารณาและลดจำนวนค่าเสียหายให้น้อยกว่าโจทก์เรียกร้องตามคำฟ้องโดยกำหนดค่าเสียหายที่โจทก์ขาดประโยชน์จากการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงของจำเลยเพียงลิตรละ 25 สตางค์ เมื่อจำเลยจำหน่ายได้เดือนละ 120,000 ลิตร ในช่วงเวลา 8 เดือน คิดเป็นค่าเสียหาย 240,000 บาท ซึ่งเป็นประโยชน์แก่จำเลยอยู่แล้วและเห็นว่าที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 240,000 บาทดังกล่าวเหมาะสมแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งการกระทำของจำเลยแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\001126.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2544