คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2527/2550 ฉบับเต็ม

#410503
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2527/2550 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา โจทก์ นายสาโรช แก้วศิริ กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 80, มาตรา 83, มาตรา 288 ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง, มาตรา 192 วรรคสี่, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225 พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, มาตรา 8 ทวิ วรรคสอง หลังจากจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้เสียหายที่ 1 วิ่งตามรถจักรยานยนต์และร้องเรียกให้คนช่วยจนผู้เสียหายที่ 1 ล้มลง จากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 อันเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเพื่อปกปิดความผิดอื่นของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องบรรยายจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นมาด้วย จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการเกินไปจากที่โจทก์กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียงฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามตาม ป.อ. มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันพาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 92, 93, 288, 289, 371 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 601/2544 ของศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุเพิ่มโทษและขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (7), 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ริบหัวกระสุนปืนของกลาง คำขอนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายสุธรรม จิยาเพชร ผู้ตาย กระสุนปืนถูกที่บริเวณท้ายทอยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ และคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนางจงจิต จิยาเพชร ผู้เสียหายที่ 1 ถูกที่บริเวณหน้าท้อง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และคนร้ายยังได้ใช้อาวุธปืนยิงอีก 2 นัด กระสุนปืนถูกเด็กชายจิราวุธ จิยาเพชร ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณหลังมือกับถูกเด็กชายนฤนาถ ไชยปลอด ผู้เสียหายที่ 3 ที่บริเวณนิ้วมือ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่... เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานโจทก์ล้วนสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากข้อพิรุธใด ๆ ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เชื่อได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้เห็นและจดจำใบหน้าตลอดจนลักษณะรูปพรรณของคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามได้จริงว่าคือจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้ามาสั่งซื้อถ่านแก๊ส เมื่อจำเลยที่ 1 รับถ่านแก๊สจากผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้มือซ้ายดึงคอเสื้อผู้ตายทางด้านหลังและใช้มือขวาซึ่งถืออาวุธปืนสั้นยิงผู้ตาย ในกรณีเช่นนี้จำเลยที่ 1 ก็ต้องวางถุงถ่านแก๊สไว้ในที่เกิดเหตุ แต่ตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาและภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุไม่ปรากฏว่ามีถุงถ่านแก๊สที่คนร้ายทิ้งไว้ จึงขัดกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า ในการเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดซักถามผู้เสียหายที่ 1 ให้แน่ชัดว่าขณะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้นคนร้ายนำถุงถ่านแก๊สไปไว้ที่ไหน เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงข้อนี้ให้ชัดเจน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จะถือว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความขัดต่อพยานหลักฐานหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกประการหนึ่งว่าร้อยตำรวจเอกกระจ่าง รักษ์ณรงค์ ผู้ชำนาญในการตรวจอาวุธปืน กองพิสูจน์หลักฐานเบิกความว่า การยิงห่างจากปากกระบอกปืนถึงจุดเป้าหมายที่ยิงไม่เกิน 90 เซนติเมตร จะพบเขม่าดินปืนที่จุดถูกยิง แต่แพทย์หญิงจุฑานุช กาญจนศร พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายเบิกความว่า ไม่พบเขม่าดินปืนและรอยไหม้ที่บาดแผลของผู้ตาย แสดงว่าผู้ตายไม่ได้ถูกยิงในลักษณะประชิดตัวดังที่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 แต่คนร้ายน่าจะนั่งยิงอยู่บนรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้ลงมาจ่อยิงผู้ตายในระยะประชิดนั้น เห็นว่า แพทย์หญิงจุฑานุชเบิกความระบุว่าจากการตรวจชันสูตรพลิกศพพบว่าผู้ตายมีบาดแผลถูกกระสุนปืนที่ท้ายทอยเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เป็นบาดแผลกระสุนปืนเข้าโดยไม่พบบาดแผลรอยกระสุนปืนออก แสดงว่ากระสุนปืนฝังอยู่ภายในร่างกายของผู้ตาย และพยานปากนี้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า ในการตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้ตายมีแต่รอยเลือด ไม่พบเขม่าดินปืนและไม่พบรอยไหม้เนื่องจากมีเลือดอยู่รอบ ๆ บริเวณคอและบาดแผล และพยานเบิกความตอบคำถามติงของโจทก์ว่า ที่พยานลงความเห็นในรายงานการตรวจชันสูตรพลิกศพว่าไม่พบเขม่าดินปืนนั้นเนื่องจากมีรอยเลือดเปื้อนบริเวณบาดแผลจำนวนมาก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายผู้ตายภาพที่ 1 และที่ 2 ก็จะเห็นได้ว่าสภาพศพของผู้ตายนอนหงายอยู่โดยมีเลือดออกจากบาดแผลจำนวนมาก และมีผ้าลักษณะคล้ายผ้าขาวม้าหนุนต้นคอและศีรษะของผู้ตายอยู่ด้วย แต่เมื่อพลิกศพผู้ตายดูที่ต้นคอด้านหลังก็จะเห็นแผลถูกกระสุนปืนได้ชัดเจนโดยมีรอยเลือดตกค้างอยู่รอบ ๆ แผลเพียงเล็กน้อย แสดงว่าหลังเกิดเหตุน่าจะมีคนนำผ้าไปหนุนต้นคอและศีรษะผู้ตายตรงบริเวณแผลถูกยิงซึ่งมีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก จึงเป็นไปได้ที่เลือดจะชะล้างเขม่าดินปืนออกไปบางส่วน และผ้าที่นำมารองบริเวณต้นคอของผู้ตายก็อาจเช็ดถูเอาเขม่าดินปืนออกไปอีกส่วนหนึ่ง จึงทำให้ตรวจไม่พบเขม่าดินปืนรอบ ๆ บาดแผลของผู้ตาย จึงถือไม่ได้ว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ขัดกับพยานหลักฐานในส่วนนี้ สำหรับฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นสาระแก่คดีและไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องหยิบยกขึ้นวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามจริง ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาจะฟังได้ว่าหลังจากที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้เสียหายที่ 1 วิ่งตามรถจักรยานยนต์และร้องเรียกให้คนช่วยจนผู้เสียหายที่ 1 ล้มลง จากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 อันเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเพื่อปกปิดความผิดอื่นของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องบรรยายจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นมาด้วย จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการเกินไปจากที่โจทก์กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียงฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ส่วนในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนนั้น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันพาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225" พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสาม จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ส่วนความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กำหนดให้โทษคงเดิม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (วิเชียร มงคล-กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์-พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์) แหล่งที่มา สำนักวิชาการ แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410503
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082017729"
    }
}
date
2550
deka_no
2527/2550
deka_running_no
2527
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "วิเชียร มงคล",
    "กิติศักดิ์ กิติคุณไพโรจน์",
    "พงษ์เทพ ศิริพงศ์ติกานนท์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 80",
            "ม. 83",
            "ม. 288"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 192 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 192 วรรคสี่",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490",
        "sections": [
            "ม. 8 ทวิ วรรคหนึ่ง",
            "ม. 8 ทวิ วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดไชยา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายสาโรช แก้วศิริ กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 83, 91, 92, 93, 288, 289, 371 ริบของกลาง เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 และนับโทษจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 601/2544 ของศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์อ้างเป็นเหตุเพิ่มโทษและขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 289 (7), 80, 83, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคสอง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นเพื่อปกปิดความผิดอื่นหรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ จำคุกตลอดชีวิต ฐานร่วมกันมีอาวุธปืน จำคุก 1 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร และโดยไม่ได้รับใบอนุญาต เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน รวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกตลอดชีวิต ริบหัวกระสุนปืนของกลาง คำขอนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนายสุธรรม จิยาเพชร ผู้ตาย กระสุนปืนถูกที่บริเวณท้ายทอยเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ และคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงนางจงจิต จิยาเพชร ผู้เสียหายที่ 1 ถูกที่บริเวณหน้าท้อง เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และคนร้ายยังได้ใช้อาวุธปืนยิงอีก 2 นัด กระสุนปืนถูกเด็กชายจิราวุธ จิยาเพชร ผู้เสียหายที่ 2 ที่บริเวณหลังมือกับถูกเด็กชายนฤนาถ ไชยปลอด ผู้เสียหายที่ 3 ที่บริเวณนิ้วมือ เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 ได้รับอันตรายแก่กาย สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความไม่อุทธรณ์คดีในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ส่วนคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันมีอาวุธปืนและฐานร่วมกันพาอาวุธปืน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 1 ปี 6 เดือน และ 6 เดือน ตามลำดับ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จึงต้องห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยที่ 1 ได้ เป็นการฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ในชั้นนี้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามาหรือไม่... เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้ความจากพยานโจทก์ล้วนสอดคล้องกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 โดยปราศจากข้อพิรุธใด ๆ ทำให้คำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 มีน้ำหนักยิ่งขึ้น เชื่อได้ว่าผู้เสียหายที่ 1 ได้เห็นและจดจำใบหน้าตลอดจนลักษณะรูปพรรณของคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและผู้เสียหายทั้งสามได้จริงว่าคือจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า ตามที่ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยที่ 1 เข้ามาสั่งซื้อถ่านแก๊ส เมื่อจำเลยที่ 1 รับถ่านแก๊สจากผู้เสียหายที่ 1 แล้ว ต่อมาจำเลยที่ 1 ใช้มือซ้ายดึงคอเสื้อผู้ตายทางด้านหลังและใช้มือขวาซึ่งถืออาวุธปืนสั้นยิงผู้ตาย ในกรณีเช่นนี้จำเลยที่ 1 ก็ต้องวางถุงถ่านแก๊สไว้ในที่เกิดเหตุ แต่ตามบันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุคดีอาญาและภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุไม่ปรากฏว่ามีถุงถ่านแก๊สที่คนร้ายทิ้งไว้ จึงขัดกับคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 นั้น เห็นว่า ในการเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ไม่มีคู่ความฝ่ายใดซักถามผู้เสียหายที่ 1 ให้แน่ชัดว่าขณะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายนั้นคนร้ายนำถุงถ่านแก๊สไปไว้ที่ไหน เพื่อให้ผู้เสียหายที่ 1 เบิกความถึงข้อนี้ให้ชัดเจน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 จะถือว่าผู้เสียหายที่ 1 เบิกความขัดต่อพยานหลักฐานหาได้ไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาอีกประการหนึ่งว่าร้อยตำรวจเอกกระจ่าง รักษ์ณรงค์ ผู้ชำนาญในการตรวจอาวุธปืน กองพิสูจน์หลักฐานเบิกความว่า การยิงห่างจากปากกระบอกปืนถึงจุดเป้าหมายที่ยิงไม่เกิน 90 เซนติเมตร จะพบเขม่าดินปืนที่จุดถูกยิง แต่แพทย์หญิงจุฑานุช กาญจนศร พยานโจทก์ซึ่งเป็นผู้ตรวจชันสูตรพลิกศพผู้ตายเบิกความว่า ไม่พบเขม่าดินปืนและรอยไหม้ที่บาดแผลของผู้ตาย แสดงว่าผู้ตายไม่ได้ถูกยิงในลักษณะประชิดตัวดังที่ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 แต่คนร้ายน่าจะนั่งยิงอยู่บนรถจักรยานยนต์โดยไม่ได้ลงมาจ่อยิงผู้ตายในระยะประชิดนั้น เห็นว่า แพทย์หญิงจุฑานุชเบิกความระบุว่าจากการตรวจชันสูตรพลิกศพพบว่าผู้ตายมีบาดแผลถูกกระสุนปืนที่ท้ายทอยเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เซนติเมตร เป็นบาดแผลกระสุนปืนเข้าโดยไม่พบบาดแผลรอยกระสุนปืนออก แสดงว่ากระสุนปืนฝังอยู่ภายในร่างกายของผู้ตาย และพยานปากนี้เบิกความตอบคำถามค้านของทนายจำเลยที่ 1 ว่า ในการตรวจชันสูตรบาดแผลของผู้ตายมีแต่รอยเลือด ไม่พบเขม่าดินปืนและไม่พบรอยไหม้เนื่องจากมีเลือดอยู่รอบ ๆ บริเวณคอและบาดแผล และพยานเบิกความตอบคำถามติงของโจทก์ว่า ที่พยานลงความเห็นในรายงานการตรวจชันสูตรพลิกศพว่าไม่พบเขม่าดินปืนนั้นเนื่องจากมีรอยเลือดเปื้อนบริเวณบาดแผลจำนวนมาก ซึ่งเมื่อพิจารณาจากภาพถ่ายผู้ตายภาพที่ 1 และที่ 2 ก็จะเห็นได้ว่าสภาพศพของผู้ตายนอนหงายอยู่โดยมีเลือดออกจากบาดแผลจำนวนมาก และมีผ้าลักษณะคล้ายผ้าขาวม้าหนุนต้นคอและศีรษะของผู้ตายอยู่ด้วย แต่เมื่อพลิกศพผู้ตายดูที่ต้นคอด้านหลังก็จะเห็นแผลถูกกระสุนปืนได้ชัดเจนโดยมีรอยเลือดตกค้างอยู่รอบ ๆ แผลเพียงเล็กน้อย แสดงว่าหลังเกิดเหตุน่าจะมีคนนำผ้าไปหนุนต้นคอและศีรษะผู้ตายตรงบริเวณแผลถูกยิงซึ่งมีเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมาก จึงเป็นไปได้ที่เลือดจะชะล้างเขม่าดินปืนออกไปบางส่วน และผ้าที่นำมารองบริเวณต้นคอของผู้ตายก็อาจเช็ดถูเอาเขม่าดินปืนออกไปอีกส่วนหนึ่ง จึงทำให้ตรวจไม่พบเขม่าดินปืนรอบ ๆ บาดแผลของผู้ตาย จึงถือไม่ได้ว่าคำเบิกความของผู้เสียหายที่ 1 ขัดกับพยานหลักฐานในส่วนนี้ สำหรับฎีกาข้ออื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นสาระแก่คดีและไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง จึงไม่จำต้องหยิบยกขึ้นวินิจฉัย พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้ตายและร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามจริง ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามา ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้ข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาจะฟังได้ว่าหลังจากที่จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายแล้ว จำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 1 ขณะผู้เสียหายที่ 1 วิ่งตามรถจักรยานยนต์และร้องเรียกให้คนช่วยจนผู้เสียหายที่ 1 ล้มลง จากนั้นจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายที่ 2 และที่ 3 อันเป็นการพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเพื่อปกปิดความผิดอื่นของจำเลยที่ 1 แต่เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องบรรยายจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามเพื่อปกปิดการกระทำความผิดอื่นมาด้วย จึงลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานนี้ไม่ได้ เนื่องจากเป็นการเกินไปจากที่โจทก์กล่าวในฟ้องและไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่งและวรรคสี่ คงลงโทษจำเลยที่ 1 ได้เพียงฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ส่วนในความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนนั้น โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง มิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันพาอาวุธปืนไปโดยเปิดเผยตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง การที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 8 ทวิ วรรคสอง จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขเสียให้ถูกต้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225"

พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้เสียหายทั้งสาม จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 80, 83 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน ส่วนความผิดฐานร่วมกันพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 กำหนดให้โทษคงเดิม เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สำนักวิชาการ
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000692.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550