คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6424/2550 ฉบับเต็ม

#410504
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6424/2550 วัดกลาง โจทก์ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนนทบุรี จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 254, มาตรา 257 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งก่อสร้างออกจากที่ดินพิพาท และคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในสภาพไม่มีสิ่งปลูกสร้างและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท การที่จำเลยเข้าไปดำเนินการก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาทหลังจากที่โจทก์ยื่นคำฟ้องแล้ว ย่อมเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดที่ถูกฟ้องร้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ หากศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี กรณีจึงมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตาม ป.วิ.พ. 254 (2) มาใช้โดยห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยและบริวารดำเนินการก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาทจนกว่าจะถึงที่สุดได้ ตามคำขอของโจทก์มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ หากจำเลยได้รับความเสียหายจำเลยก็มีสิทธิที่จะว่ากล่าวเอาแก่โจทก์ได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 263 เมื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตาม ป.พ.พ. มาตรา 1373 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำขอของโจทก์โดยไม่สั่งให้โจทก์นำเงินหรือหาประกันมาวางตามมาตรา 257 วรรคท้าย จึงชอบแล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างพร้อมคืนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4956 ด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 1 ไร่เศษ แก่โจทก์ในสภาพไม่มีสิ่งปลูกสร้างและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวว่า จำเลยกำลังปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนในที่ดินดังกล่าว อันจะทำให้โจทก์เดือดร้อนและเสียหาย เพราะหากโจทก์ชนะคดีก็จำต้องรื้อทำลายทั้งจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุ ขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยกระทำการดังกล่าวชั่วคราวก่อนพิพากษา จำเลยยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยและบริวารหยุดการก่อสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 4956 ตำบลตลาดจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ด้านทิศตะวันออก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4956 ตำบลตลาดจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 23 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา โรงเรียนจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทในโฉนดที่ดินดังกล่าว จำเลยจะปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ โจทก์ไม่ยินยอมจึงนำคดีมาฟ้อง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ตามคำขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งก่อสร้างออกจากที่ดินพิพาท และคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในสภาพไม่มีสิ่งปลูกสร้างและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โฉนดที่ดินของโจทก์ออกโดยไม่ถูกต้อง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าฝ่ายใดเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว การที่จำเลยเข้าไปดำเนินการก่อสร้างอาคารในที่พิพาทหลังจากที่โจทก์ยื่นคำฟ้องแล้ว ย่อมเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดที่ถูกฟ้องร้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ หากศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี กรณีจึงมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) มาใช้ โดยห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยและบริวารดำเนินการก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลอนุญาตตามคำขอของโจทก์ จะทำให้การก่อสร้างอาคารของจำเลยต้องเนิ่นช้าออกไปเป็นที่เสียหาย จึงชอบที่จะยกคำขอของโจทก์หรือสั่งให้โจทก์นำเงินหรือหาประกันมาวางนั้น เห็นว่า ตามคำขอของโจทก์มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ โจทก์ก็ชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิที่มีอยู่ หากจำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยก็มีสิทธิที่จะว่ากล่าวเอาแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 263 เมื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำขอของโจทก์โดยไม่สั่งให้โจทก์นำเงินหรือหาประกันมาวางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 257 วรรคท้าย จึงชอบแล้ว" พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (เรวัตร อิศราภรณ์-ประทีป เฉลิมภัทรกุล-วีระชาติ เอี่ยมประไพ) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410504
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082014720"
    }
}
date
2550
deka_no
6424/2550
deka_running_no
6424
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "เรวัตร อิศราภรณ์",
    "ประทีป เฉลิมภัทรกุล",
    "วีระชาติ เอี่ยมประไพ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 254",
            "ม. 257"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "วัดกลาง"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดนนทบุรี"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างพร้อมคืนที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4956 ด้านทิศตะวันออก เนื้อที่ 1 ไร่เศษ แก่โจทก์ในสภาพไม่มีสิ่งปลูกสร้างและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทและโจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวว่า จำเลยกำลังปรับพื้นที่เพื่อก่อสร้างอาคารเรียนในที่ดินดังกล่าว อันจะทำให้โจทก์เดือดร้อนและเสียหาย เพราะหากโจทก์ชนะคดีก็จำต้องรื้อทำลายทั้งจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุ ขอให้มีคำสั่งห้ามจำเลยกระทำการดังกล่าวชั่วคราวก่อนพิพากษา

จำเลยยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้จำเลยและบริวารหยุดการก่อสร้างอาคารในที่ดินโฉนดเลขที่ 4956 ตำบลตลาดจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี ด้านทิศตะวันออก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 4956 ตำบลตลาดจันทบุรี อำเภอเมืองจันทบุรี จังหวัดจันทบุรี เนื้อที่ 23 ไร่ 1 งาน 36 ตารางวา โรงเรียนจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทในโฉนดที่ดินดังกล่าว จำเลยจะปลูกสร้างอาคารในที่ดินพิพาทส่วนที่เหลือเนื้อที่ประมาณ 1 ไร่เศษ โจทก์ไม่ยินยอมจึงนำคดีมาฟ้อง ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ตามคำขอของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและสิ่งก่อสร้างออกจากที่ดินพิพาท และคืนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ในสภาพไม่มีสิ่งปลูกสร้างและวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง ห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาท จำเลยยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย โฉนดที่ดินของโจทก์ออกโดยไม่ถูกต้อง คดีจึงมีประเด็นข้อพิพาทว่าฝ่ายใดเป็นผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท ซึ่งคดีอยู่ในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นโดยยังไม่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นดังกล่าว การที่จำเลยเข้าไปดำเนินการก่อสร้างอาคารในที่พิพาทหลังจากที่โจทก์ยื่นคำฟ้องแล้ว ย่อมเป็นการกระทำซ้ำหรือกระทำต่อไป ซึ่งการละเมิดที่ถูกฟ้องร้อง อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ หากศาลพิพากษาให้โจทก์เป็นฝ่ายชนะคดี กรณีจึงมีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) มาใช้ โดยห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยและบริวารดำเนินการก่อสร้างอาคารในที่ดินพิพาทจนกว่าคดีจะถึงที่สุดได้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า หากศาลอนุญาตตามคำขอของโจทก์ จะทำให้การก่อสร้างอาคารของจำเลยต้องเนิ่นช้าออกไปเป็นที่เสียหาย จึงชอบที่จะยกคำขอของโจทก์หรือสั่งให้โจทก์นำเงินหรือหาประกันมาวางนั้น เห็นว่า ตามคำขอของโจทก์มีเหตุสมควรและเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้ โจทก์ก็ชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามสิทธิที่มีอยู่ หากจำเลยได้รับความเสียหาย จำเลยก็มีสิทธิที่จะว่ากล่าวเอาแก่โจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 263 เมื่อโจทก์เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินย่อมได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1373 ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตตามคำขอของโจทก์โดยไม่สั่งให้โจทก์นำเงินหรือหาประกันมาวางตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 257 วรรคท้าย จึงชอบแล้ว"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000665.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550