ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2849 - 2850/2550
พนักงานอัยการจังหวัดสระบุรี
โจทก์
นายรุจิณรงค์หรือก้อย สำเนียงใหม่ กับพวก
จำเลย
ป.อ. มาตรา 90, มาตรา 277 วรรคสาม, มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง, มาตรา 317 วรรคสาม
ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225
ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดตาม ป.อ. มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง และ 317 วรรคสาม เป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้นไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตาม ป.อ. มาตรา 317 วรรคสามนั้น จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำต่อบิดาของผู้เสียหายย่อมเป็นความผิดฐานพรากผู้เสียหายซึ่งมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดาผู้เสียหายเพื่อการอนาจารอันเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยทั้งสองพรากผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาดังกล่าว ส่วนความผิดฐานพาผู้เสียหายซึ่งมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จำเลยทั้งสองมีเจตนาเดียวคือพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคสาม ปัญหาดังกล่าวนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225
___________________________
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ และเรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 เรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2
โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 277, 283 ทวิ, 284, 317, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ
จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม, 277 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 และมาตรา 371 ส่วนจำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม, 277 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 284 วรรคแรก ประกอบมาตรา 83 เป็นการกระทำความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 สำหรับจำเลยที่ 1 ฐานมีอาวุธปืน จำคุก 6 เดือน ฐานพาอาวุธปืนเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจาร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี และฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุกตลอดชีวิต ส่วนจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี และฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกิน 15 ปี อันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง จำคุกตลอดชีวิต จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาทั้งได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ฝ่ายผู้เสียหายเป็นจำนวนหนึ่งแล้ว นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง โดยเปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุก 50 ปี ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 แล้ว คงจำคุก 25 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 29 ปี 5 เดือน จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 29 ปี
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "จำเลยทั้งสองฎีกาว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราไม่ได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิดและไม่มีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง กรณีเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้ จำเลยทั้งสองได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายและผู้เสียหายยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองแล้ว สิทธินำคดีอาญาในความผิดดังกล่าวมาฟ้องจึงระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) โดยนางสาวสุภาภรณ์ ผูกเหมาะ ผู้เสียหายซึ่งขณะนั้นมีอายุ 16 ปี ได้ยื่นคำร้องเข้ามาพร้อมกับฎีกาของจำเลยทั้งสองว่าได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นที่พอใจแล้ว และขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสอง ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้รับไว้เป็นคำแถลงของผู้เสียหายนั้น เห็นว่า ในชั้นพิจารณาจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นฟังพยานโจทก์ที่นำสืบประกอบคำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริงตามฟ้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์เพียงขอให้ลงโทษสถานเบา และศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ฎีกาของจำเลยทั้งสองเพียงแต่กล่าวอ้างว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราไม่ได้ใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิดและไม่มีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิงดังที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษา โดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายขึ้นอ้างอิง ไม่ปรากฏเหตุที่ยกขึ้นคัดค้านว่าที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่รับฟังพยานหลักฐานมานั้นไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมายอย่างไรเป็นฎีกาไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และมาตรา 216 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และแม้ตามคำร้องของผู้เสียหายที่ว่าผู้เสียหายได้รับชดใช้ค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองเป็นที่พอใจแล้ว และขอถอนฟ้องจำเลยทั้งสองและพอแปลได้ว่าเป็นคำแถลงของผู้เสียหายว่าได้ตกลงยอมความในความผิดที่จำเลยทั้งสองกระทำต่อผู้เสียหายตามฟ้อง และไม่ประสงค์จะให้จำเลยทั้งสองได้รับโทษต่อไปแต่ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง ตามที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดมิใช่ความผิดอันยอมความได้ จึงไม่มีผลทำให้สิทธินำคดีอาญาในความผิดดังกล่าวมาฟ้องระงับไป สิทธิฟ้องร้องคดีอาญาของโจทก์คงระงับไปเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ซึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้เท่านั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2)
อนึ่ง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 283 ทวิ วรรคสอง และ 317 วรรคสาม เป็นความผิดกรรมเดียวกันนั้น ไม่ถูกต้อง เพราะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม นั้น จำเลยทั้งสองมีเจตนากระทำต่อบิดาของผู้เสียหาย ย่อมเป็นความผิดฐานพรากผู้เสียหายซึ่งมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดาผู้เสียหายเพื่อการอนาจาร อันเป็นความผิดสำเร็จตั้งแต่จำเลยทั้งสองพรากผู้เสียหายไปโดยมีเจตนาดังกล่าว ส่วนความผิดฐานพาผู้เสียหายซึ่งมีอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเพื่อการอนาจารตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จำเลยทั้งสองมีเจตนาเดียวคือพาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองตามมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง จึงเป็นความผิดกรรมเดียวกับความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ปัญหาดังกล่าวนี้แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 ประกอบด้วยมาตรา 225"
พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม และมาตรา 283 ทวิ วรรคสอง เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำหน่ายคดีโจทก์สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 284 วรรคแรก ออกจากสารบบความ ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1
(ธนัท วิรบุตร์-สิทธิชัย รุ่งตระกูล-ประเสริฐ วิริยสิทธาวัฒน์)
แหล่งที่มา
สำนักวิชาการ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ