คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2550 ฉบับเต็ม

#410551
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5133/2550 บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด โจทก์ นายศุภชัย รัตนอำภา กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 681 จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันมีข้อความว่า ตามที่โจทก์ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้าเป็นพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 2 ขอสัญญาว่าถ้าจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะกระทำการดังที่ระบุไว้ จำเลยที่ 2 ยอมชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกัน ดังนั้น แม้สัญญาค้ำประกันจะได้กระทำกันก่อนที่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ แต่ก็เป็นการประกันความรับผิดในหนี้ในลักษณะที่เป็นเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งหนี้นั้นอาจเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 681 วรรคสอง เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ หนี้จึงเกิดขึ้นตามที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงค้ำประกันไว้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขาย มีหน้าที่รับคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าและเก็บเงินค่าสินค้ามาส่งโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันความเสียหายในการทำงานโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 14 ถึงวันที่ 23 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 นำน้ำอัดลมของโจทก์ไปขายแก่ลูกค้าและให้ลูกค้า 9 ราย ยืมภาชนะบรรจุน้ำอัดลม เมื่อครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 ต้องเก็บคืนภาชนะนั้นจากลูกค้า แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำคืนโจทก์จนล่วงเลยเวลามานาน โจทก์ตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงพบว่าลูกค้าทั้ง 9 ราย ได้คืนภาชนะแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ทำให้โจทก์เสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 717,276 บาท โจทก์นำเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ที่โจทก์จำนวน 9,820บาท มาหักชำระหนี้คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องใช้จำนวน 707,455.06 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว แต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 707,455.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2547 ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2543 แต่จำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์วันที่ 1 มิถุนายน 2543 จึงเป็นการทำสัญญาค้ำประกันก่อนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ขาดนัด ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 707,455.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2548) ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่นำสินค้าไปจำหน่ายและเก็บเงินจากลูกค้าส่งมอบแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ตามใบยืมสินค้าเอกสารหมาย จ.9 ของโจทก์ไปทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 707,455.06 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ตามข้อ 2 ข. ประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ทำขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเข้าเป็นลูกจ้างโจทก์ และมิใช่เป็นการประกันหนี้ในอนาคตนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2543 จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 โดยมีข้อความระบุสรุปได้ว่าตามที่โจทก์ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้าเป็นพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 2 ขอสัญญาว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะกระทำการในข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อรวมกันดังที่ระบุไว้ จำเลยที่ 2 ขอรับผิดชอบยอมชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันและรับผิดเสมือนหนึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมด้วย และปรากฏตามสัญญาจ้างแรงงานหมาย จ.4 ว่าเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่า "หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็ประกันได้" ดังนั้นแม้สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 จะได้กระทำกันก่อนที่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.4 กับโจทก์ดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็เป็นการประกันความรับผิดในหนี้ในลักษณะที่เป็นเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งหนี้นั้นอาจเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้น เมื่อต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ตามสรุปรายการให้ยืมภาชนะ เอกสารหมาย จ.8 และตามสำเนาหนังสือยืนยันการชำระภาชนะหนี้พนักงาน เอกสารหมาย จ.9 หนี้นั้นจึงเกิดขึ้นตามที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงค้ำประกันไว้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน (มานัส เหลืองประเสริฐ-พิชิต คำแฝง-วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์) แหล่งที่มา เนติบัณฑิตยสภา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 กำหนดลักษณะของสัญญาค้ำประกันว่า คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอก เรียกว่า ผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น มิได้บังคับว่าต้องมีหนี้ของลูกหนี้อยู่ในเวลาทำสัญญาค้ำประกัน แต่มุ่งที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ มิใช่ที่การเกิดหนี้ โจทก์จึงทำสัญญาค้ำประกันกับจำเลยที่ 2 ไว้ก่อนที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
410551
courts
[]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082015946"
    }
}
date
2550
deka_no
5133/2550
deka_running_no
5133
deka_year
2550
department
แผนก
judges
[
    "มานัส เหลืองประเสริฐ",
    "พิชิต คำแฝง",
    "วิเทพ พัชรภิญโญพงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 681"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นายศุภชัย รัตนอำภา กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ตำแหน่งพนักงานขาย มีหน้าที่รับคำสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าและเก็บเงินค่าสินค้ามาส่งโจทก์ โดยมีจำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันความเสียหายในการทำงานโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เมื่อวันที่ 14 ถึงวันที่ 23 เมษายน 2547 จำเลยที่ 1 นำน้ำอัดลมของโจทก์ไปขายแก่ลูกค้าและให้ลูกค้า 9 ราย ยืมภาชนะบรรจุน้ำอัดลม เมื่อครบกำหนดที่จำเลยที่ 1 ต้องเก็บคืนภาชนะนั้นจากลูกค้า แต่จำเลยที่ 1 ไม่นำคืนโจทก์จนล่วงเลยเวลามานาน โจทก์ตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงพบว่าลูกค้าทั้ง 9 ราย ได้คืนภาชนะแก่จำเลยที่ 1 ไปแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยักยอกไปเป็นประโยชน์ส่วนตน ทำให้โจทก์เสียหายคิดเป็นเงินจำนวน 717,276 บาท โจทก์นำเงินประกันพร้อมดอกเบี้ยของจำเลยที่ 1 ที่มีอยู่ที่โจทก์จำนวน 9,820บาท มาหักชำระหนี้คงเหลือค่าเสียหายที่จำเลยที่ 1 ต้องใช้จำนวน 707,455.06 บาท โจทก์ทวงถามจำเลยทั้งสองแล้ว แต่เพิกเฉย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 707,455.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2547 ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การ

จำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ทำสัญญาค้ำประกันจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2543 แต่จำเลยที่ 1 ทำงานเป็นลูกจ้างโจทก์วันที่ 1 มิถุนายน 2543 จึงเป็นการทำสัญญาค้ำประกันก่อนจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 ขาดนัด ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ไปฝ่ายเดียว

ศาลแรงงานกลางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 707,455.06 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 27 มกราคม 2548) ไปจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า "ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างโจทก์ มีหน้าที่นำสินค้าไปจำหน่ายและเก็บเงินจากลูกค้าส่งมอบแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ตามใบยืมสินค้าเอกสารหมาย จ.9 ของโจทก์ไปทำให้โจทก์เสียหายเป็นเงิน 707,455.06 บาท มีปัญหาต้องวินิจฉัยอุทธรณ์จำเลยที่ 2 ตามข้อ 2 ข. ประการเดียวว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 ทำขึ้นก่อนที่จำเลยที่ 1 จะเข้าเป็นลูกจ้างโจทก์ และมิใช่เป็นการประกันหนี้ในอนาคตนั้น เห็นว่า ตามข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นพิจารณาของศาลแรงงานกลางปรากฏว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2543 จำเลยที่ 2 เข้าทำสัญญาค้ำประกันตามหนังสือค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 โดยมีข้อความระบุสรุปได้ว่าตามที่โจทก์ตกลงรับจำเลยที่ 1 เข้าเป็นพนักงานของโจทก์เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 จำเลยที่ 2 ขอสัญญาว่า ถ้าจำเลยที่ 1 ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเพราะกระทำการในข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อรวมกันดังที่ระบุไว้ จำเลยที่ 2 ขอรับผิดชอบยอมชำระหนี้ร่วมกับจำเลยที่ 1 ให้แก่โจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันและรับผิดเสมือนหนึ่งเป็นลูกหนี้ร่วมด้วย และปรากฏตามสัญญาจ้างแรงงานหมาย จ.4 ว่าเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2543 โจทก์จ้างจำเลยที่ 1 เข้าทำงานเป็นลูกจ้าง ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 681 วรรคสอง บัญญัติว่า "หนี้ในอนาคตหรือหนี้มีเงื่อนไขจะประกันไว้เพื่อเหตุการณ์ซึ่งหนี้นั้นอาจเป็นผลได้จริง ก็ประกันได้" ดังนั้นแม้สัญญาค้ำประกันเอกสารหมาย จ.6 จะได้กระทำกันก่อนที่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาจ้างแรงงานเอกสารหมาย จ.4 กับโจทก์ดังที่จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ก็ตาม แต่ก็เป็นการประกันความรับผิดในหนี้ในลักษณะที่เป็นเหตุการณ์ในอนาคตซึ่งหนี้นั้นอาจเกิดขึ้นจริงหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายข้างต้น เมื่อต่อมาปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ตามสรุปรายการให้ยืมภาชนะ เอกสารหมาย จ.8 และตามสำเนาหนังสือยืนยันการชำระภาชนะหนี้พนักงาน เอกสารหมาย จ.9 หนี้นั้นจึงเกิดขึ้นตามที่จำเลยที่ 2 ได้ตกลงค้ำประกันไว้ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกันดังที่ศาลแรงงานกลางวินิจฉัย อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น"

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 680 กำหนดลักษณะของสัญญาค้ำประกันว่า คือสัญญาซึ่งบุคคลภายนอก เรียกว่า ผู้ค้ำประกันผูกพันตนต่อเจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อลูกหนี้ไม่ชำระหนี้นั้น มิได้บังคับว่าต้องมีหนี้ของลูกหนี้อยู่ในเวลาทำสัญญาค้ำประกัน แต่มุ่งที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ มิใช่ที่การเกิดหนี้ โจทก์จึงทำสัญญาค้ำประกันกับจำเลยที่ 2 ไว้ก่อนที่จำเลยที่ 1 ทำสัญญาจ้างแรงงานกับโจทก์ได้ ไพโรจน์ วายุภาพ
source
เนติบัณฑิตยสภา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000676.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2550